วังวนของคืนหิมะสีเทา
เสียงระฆังบอกเวลาเลิกเรียนดังลอดออกมาจากตึกเรียนสีซีด ลานหิมะนอกหน้าต่างแน่นิ่งไร้เสียง เหม่ย เด็กหนุ่มวัย 17 ปี กับแววตากระด้างและแผลเป็นแนวยาวที่ข้อมือ นั่งนิ่งบนโต๊ะตัวท้ายสุด เขามองนิ้วมือสั่น ๆ พลางขมวดคิ้ว ลมหายใจสั้นแล่นผ่านริมฝีปาก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่ยังไม่ลุกออกจากห้อง นที เพื่อนร่วมห้องที่เพิ่งย้ายมาใหม่ในเทอมต้น จ้องมองฝุ่นหิมะด้านนอกตาไม่กะพริบ เสียงรองเท้าบูตย่ำกับพื้นดังแว่ว คนสองคนไม่พูดกัน ต่างกลืนคำพูดไว้ในคอ บรรยากาศในห้องอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อ เสียงหวูดรถโรงเรียนคันสุดท้ายดังไกล ลายเมฆหนาทึบและหิมะสีเทาก็เริ่มโปรยลงมา เหม่ยลุกขึ้นกะทันหัน หยิบเป้ คว้าเสื้อกันหนาว เงียบงันก่อนปรายตามองนที ฝ่ายนั้นลังเลครู่หนึ่งก่อนลุกเดินออกจากห้องด้วยท่าทางระแวดระวัง
ทางเดินว่างเปล่า ทุกห้องปิดเงียบ ราวกับทั้งโรงเรียนถูกทอดทิ้ง เหม่ยเดินตามแสงไฟเรือง ๆ จากปลายทางเดินไปยังล็อกเกอร์ ทันใดนั้น ไฟทั้งตึกก็ดับลง เสียงประตูเหล็กด้านล่างล็อกดังสนั่น สองคนมองหน้ากัน นทีถามเสียงเบา “เราออกไม่ได้เหรอ?”
เหม่ยทำท่าไม่สนใจแต่สีหน้าแปลกไป เขาลองจับลูกบิดประตู พบว่าทุกบานติดล็อกแน่น ไม่มีทางออก ทั้งสองเริ่มหวาดวิตก เสียงรองเท้ากระทบพื้นเย็นเฉียบย้ำเตือนถึงความอ้างว้างในอาคารแก่พวกเขา
ไม่นานเมฆหิมะก็เริ่มหมุนวนที่หน้าต่าง แสงไฟเรืองจาง ๆ ส่องให้เห็นตัวโรงเรียนเป็นสีหม่น ๆ ทั้งหมดพลบค่ำเร็วกว่าปกติ นทีหันไปกระซิบ “เหมือน…มันมีอะไรเฝ้าดูเราอยู่”
เหม่ยไม่ตอบ เขารีบเดินนำไปยังห้องพักครูประจำชั้น หวังจะหาโทรศัพท์หรือวิทยุสักเครื่อง ไฟฉายจากเป้ของนทีส่องเป็นลำแสงพอให้เดินคลำทางได้ ห้องพักครูเงียบกริบ ว่างเปล่า มีเพียงสมุดบันทึกครูที่หน้าปกเปื้อนคราบดำ กับภาพวาดหิมะสีเทาสะเปะสะปะบนกระดาน
เสียงดังแกรก ๆ ที่ประตูให้ทั้งสองต้องหยุดหายใจ นทีจับแขนเหม่ยแน่น เหม่ยขบฟันแน่น เขาเปิดประตูรับลมหนาวปะทะหน้า พบว่าไม่มีใคร แต่มีรอยเท้าหิมะเล็ก ๆ วนเวียนในทางเดิน
สองคนเดินตามรอยเท้าไปจนถึงบันได สงสัยว่ารอยเท้านั้นจะเป็นของใคร ขณะที่เดินลงไป เสียงรองเท้าอีกคู่ดังตามหลัง เสียงนี้ไม่ใช่สองคน พวกเขารีบก้ม นทีถามเสียงสั่น “ในนี้มีใครอีกเหรอ?”
เสียงเงียบหายจนทั้งสองกลืนน้ำลาย เหม่ยกัดฟัน “เราต้องหาทางออกก่อน มันต้องมีใครแกล้ง หรือไม่ก็ฝันร้าย”
เดินผ่านบันได ไปพบห้องประชุมใหญ่ ประตูห้องนี้เปิดแง้ม แสงสลัว ๆ ส่องผ่านขอบประตูออกมา เหม่ยเปิดเข้าไป พบเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งบนพื้น แมงป่องสีดำเกาะอยู่ริมแขนเธอ นทีสะดุ้งถอยหลัง เหม่ยนิ่งอึ้ง “เธอ…ใคร?”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ คำพูดขาดห้วง “พวกเธอก็โดนขังเหรอ…ฮื้อ ฉันชื่อส้ม” รอยช้ำใต้ตาและชุดนักเรียนเปื้อนโคลน เธอดูเหมือนหลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
นทีค่อย ๆ ก้าวเข้าใกล้ “มีใครอีกมั้ย? ทางออกล่ะ?”
ส้มส่ายหน้า น้ำตาซึม “ต้องรอให้หิมะหยุดตก…แต่มันไม่เคยหยุดเลย ฉันติดอยู่ที่นี่หลาย…นานจนลืมวัน” เธอมองเหม่ยอย่างคนที่เข้าใจความเจ็บในใจ
หิมะภายนอกหมุนวนหนักขึ้น เสียงลมหวีดดังอย่างประหลาด เงาในกระจกหน้าห้องสั่นไหวราวกับมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง เหม่ยเริ่มหายใจถี่ นทีเดินเลียบกำแพงสำรวจหน้าต่าง ห้องประชุมถูกปิดสนิททุกช่อง
สามคนรวบรวมสติ นั่งล้อมวง ถกเถียงกันว่าจะเอายังไง นทีคิดจะปีนหน้าต่าง ส้มเตือนเสียงสั่น “อย่าขึ้นไปนะ! หน้าต่างนั้น…เหมือนมันกลืนคน พอปีนออกไปก็จะกลับมาโผล่ในห้องนี้ตลอด”
เหม่ยถอนหายใจแรง “มันต้องมีสักทาง เธอเคยเจอใครอีกมั้ย?”
ส้มหลุบตา “บางวันเด็กชุดสีแดงเข้ามาในนี้ พาใครสักคนออกไป แต่เขาไม่เคยหันกลับมาอีก”
สามคนแบ่งหน้าที่กันสำรวจโรงเรียน ทุกห้องปิดเงียบ ร่องรอยแต่ละมุมคล้ายกับคนเคยอยู่แต่จากไปนานแล้ว ระหว่างทาง เหม่ยสวนกระจกบานหนึ่งที่สะท้อนเงาตัวเองแต่กลับแปลกไป เงาในกระจกเหมือนขยับเอง เหม่ยเบือนหน้าหนี มือกำเป้แน่น
พักกลางทาง ทั้งสามนั่งกินขนมที่นทีมีติดกระเป๋า เงียบงันเข้ามาแทนเสียงพูด ส้มถามเบา ๆ “พวกเธอ…กลัวอะไรมากที่สุด?”
นทีพูดเสียงอู้อี้ “กลัว…จะอยู่คนเดียว กลัวไม่มีใครสนใจว่าฉันอยู่หรือหายไป”
เหม่ยหลับตาสูดหายใจ “ฉันกลัวความทรงจำบางอย่าง…กลัวความผิดที่แก้ไขไม่ได้”
ส้มไม่พูดแต่เพียงน้ำตาคลอ ดวงตาเศร้าที่แบกรับบางอย่างหนักอึ้ง เธอไม่อธิบายความกลัวของตัวเอง มีเพียงเงาสะท้อนในกระจกแวบวาบในดวงตาคู่นั้น
คืนนั้นหิมะยังคงตกไม่มีสิ้นสุด ทั้งสามนั่งล้อมกันใต้บันได สลับกันเฝ้ายาม เย็นยะเยือกกัดกระดูกจนฟันกระทบกัน เสียงฝีเท้าย่ำ ๆ จากระเบียงชั้นบนทำให้พวกเขาสะดุ้งพร้อมกัน
นทีคว้าไม้ถูพื้นเดินนำเหม่ยขึ้นไปสำรวจ เหม่ยลังเลแต่ยอมเดินตาม ส้มรั้งแขนนที “อย่าไปนะ…”
สองคนเดินย่องบนทางเดินมืด เงาเคลื่อนไหวอยู่ไกล ๆ เหม่ยใจสั่น นทีตะโกน “ใครอยู่ตรงนั้น!”
ไม่มีเสียงตอบ เงากลับเร่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เหม่ยหมดความอดทน คว้าหินขว้างใส่เงานั้น เงาพุ่งตะครุบพวกเขา ร่างทั้งคู่ตกลงสู่ความมืดแช่เย็นฉ่ำ ทุกอย่างดับวูบ
แสงไฟแวบขึ้นใหม่ เหม่ยลืมตา พบว่าตัวเองนั่งอยู่ที่โต๊ะท้ายห้องเรียนดังเดิม นทีนั่งหน้าใสถาม “ฝันรึเปล่า?” ห้องเรียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ประกายตกใจแล่นในใจ เมื่อหันไปเห็นส้มยืนอยู่หลังห้อง เดิมทีไม่มีใครรู้จักเธอ ทั้งหมดจำความรู้สึกเมื่อครู่ได้ ทุกคนต่างตระหนักว่าตนเพิ่งวนกลับมาเริ่มต้นวังวนอีกครั้ง
เหม่ยหัวเสีย “นี่มันบ้าอะไรกัน อยู่ตรงเดิมอีก…” ส้มหน้าจ๋อย “เราออกจากที่นี่ไม่ได้ ถ้ายัง…ยังไม่ยอมรับสิ่งที่กลัว”
นที ลังเลครู่หนึ่ง “มันเกี่ยวอะไรกัน…เราก็แค่อยากออกจากที่นี่นะ”
เสียงแว่วในโถงย้ำเตือนผ่านลมเย็น “ความจริง…จะนำทางพวกเจ้า” สามคนสบตากัน หัวใจเต้นระส่ำ
ทั้งวันวนซ้ำ ทั้งหมดลองทุกวิธี ทั้งปีนหน้าต่าง งัดประตู ร้องขอความช่วยเหลือ แต่ทุกอย่างเหมือนโดนดูดกลับมาใหม่เสมอในยามค่ำ เหม่ยเริ่มคุมตัวเองไม่อยู่ โมโหทำลายข้าวของ ส้มร้องไห้ นทีกัดปากจนเลือดซึม “จะทำยังไงดี! จะวนแบบนี้ไปจนตายเลยเหรอ?”
คืนนั้นขณะนอนหลับ เหม่ยฝันถึงเพื่อนเก่าที่เขาพลั้งมือผลักจนได้รับบาดเจ็บในอดีต คำพูดโทษตัวเองก้องในใจเขา ภาพบาดแผลที่ข้อมือย้ำเตือนความผิดของเขา
ตื่นเช้า เหม่ยนั่งหน้าเศร้า ส้มยื่นขนมปังแห้ง ๆ ให้ “อย่าเกลียดตัวเองเลย…ฉันเองก็มีเรื่องที่อยากลืม”
เหม่ยมองหน้าส้ม สายตาคนเข้าใจความเจ็บในใจคนอื่น เขาพูดลำบาก “เมื่อก่อน ฉันทำร้ายคนที่รัก…แล้วต้องอยู่กับความผิดนั่น…”
ส้มเม้มปากแน่น “พ่อฉันจากไปวันหิมะตก ฉันไม่เคยกล้ากลับบ้านกลัวเห็นบ้านว่างเปล่า”
นทีเงียบไปนาน “ฉันแกล้งอีกคนในห้อง เพราะกลัวไม่มีใครคบ สุดท้ายเขาย้ายไปทั้งที่ฉันยังไม่ได้ขอโทษ”
สามคนเปิดใจต่อกัน น้ำตาซึมในแสงจาง เสียงข้างนอกเหมือนเบาลง หิมะโปรยบางลง
เย็นวันนั้นเสียงฝีเท้าดังอีกครั้ง คราวนี้เป็นเด็กชายชุดสีแดงเข้ามาในห้องโถง เขามองทั้งสามนิ่ง ๆ ก่อนถามเสียงจาง “ใครพร้อมจะออกไป?”
ส้มลังเลมองเหม่ยกับนที “มันต้องเลือกเหรอ?” เด็กชายในชุดแดงเพียงยิ้มจาง ๆ “มีเพียงคนที่ยอมรับอดีตตัวเองได้เท่านั้น”
เหม่ยตัดสินใจก้าวออกไปข้างหน้า “ฉันไม่ขอหนีอดีตอีกแล้ว” นทีและส้มมองเหม่ยอย่างลังเลแต่สุดท้ายก็ก้าวตามกันออกไป
เสียงประตูดังเปรี้ยง ประตูทุกบานเปิดเอง หิมะซาแสงเดือนส่องผ่านหน้าต่าง เหม่ยมองดูแขนตนเอง แผลเดิมยังอยู่แต่ความรู้สึกผิดในใจค่อย ๆ เบาบางลง
นทีหันไปพูดเสียงเบา “บางที…เราต้องให้อภัยตัวเองก่อนจึงจะเดินต่อได้”
ส้มยิ้มครั้งแรกในรอบคืนอันยาวนาน “ถึงบางอย่างจะย้อนคืนไม่ได้แต่เราก็เลือกได้ว่าจะอยู่อย่างไรกับมัน”
แสงสว่างสาดเข้ามา แผ่ไล่เงาหม่นในโรงเรียน หิมะกลับกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ เสียงเด็กนักเรียนคึกคักดังทั่ว เข็มนาฬิกาเดินต่อไปข้างหน้าเป็นครั้งแรกในรอบนานเท่านาน
ภาพสุดท้าย เหม่ยเดินผ่านประตูโรงเรียนกับเพื่อนใหม่ น้ำตาไหลด้วยรอยยิ้ม เขามองกลับไปยังเงาสะท้อนในกระจก ไม่ใช่ภาพคนแบกแผลใจอีกต่อไป มันคือภาพของเขาในวันนี้ ที่กล้ามองอดีตและเดินไปข้างหน้าด้วยใจเบา