เสียงเรียกจากหอสาม
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งในห้องกว้างโล่งของสำนักงานหอพักนักศึกษา “นิรัตน์” ยืนกอดกระเป๋าสะพายแน่น พยายามกลั้นหายใจจนอกแน่นตื้อ เขายังจำได้ดีถึงเสียงลากข้าวของในห้องเดิมเมื่อคืน—เสียงที่ไม่มีใครอธิบายได้ และรอยนิ้วมือฝุ่นขาวบนกระจกหน้าต่างที่ไม่มีใครอยู่ใกล้พอจะฝากรอยนั้นไว้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!คุณดารา ผู้ดูแลหอพักผู้มีสายตาเหมือนคนที่อดนอนมานาน ส่งเอกสารให้เขาเซ็นรับห้องใหม่ “หอสามว่างอยู่พอดี… ย้ายเข้าไปคืนนี้เลยนะ” เสียงเธอเบาแต่หนักแน่น นิรัตน์กลืนน้ำลาย ไม่กล้าถามต่อว่าทำไมถึงต้องรีบย้าย ท่าทางของคุณดาราก็เหมือนไม่ต้องการสนทนาอีก
ค่ำวันนั้น ท้องฟ้าหม่นฝน กลิ่นอับชื้นลอยฟุ้งในโถงหอสามที่เปิดไฟสลัว หอพักนี้ดูเก่ากว่าหออื่น กระจกบานใหญ่ขุ่นมัว ผนังมีรอยเปื้อนน้ำซึมเป็นคราบ นาฬิกาแขวนหยุดเดินตรงตีสามพอดี นิรัตน์ลากกระเป๋าไปที่ห้อง 314 ที่อยู่สุดปลายทางเดิน
ระหว่างเดินผ่านห้อง 312 ประตูแง้มไว้นิดหน่อย สายตาสบกับเด็กหนุ่มผิวขาวซีด ผมยุ่งสั้นที่กำลังก้มหน้ากดโทรศัพท์ เขาหันมามองนิรัตน์แว๊บเดียว ก่อนจะปิดประตูกลับอย่างเงียบกริบ
ห้อง 314 อับทึบ มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจาง ๆ เตียงและโต๊ะไม้เก่าแทรกตัวอยู่ในความเงียบ ฟ้าที่ปิดทึบข้างนอกยิ่งทำให้ในห้องมืดลง นิรัตน์เปิดกระเป๋า ข้าวของวางระเกะระกะ ความกังวลในอกก่อตัวขึ้นโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
ตกกลางคืน เขานอนพลิกตัวไปมา เสียงฝนกระทบหน้าต่างเป็นจังหวะ ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นใกล้หู “…นิ…รัตน์…” หัวใจเขาหยุดเต้นวูบ นิรัตน์หันขวับซ้ายขวาแต่ในห้องไม่มีใคร
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น “ฟ้า” เพื่อนร่วมหอ สาวผิวคล้ำตาโต ทักเขาในห้องอาหาร “ได้ข่าวว่านายย้ายมาจากหอสอง? หอสามน่ะ…แปลก ๆ ใช่มั้ย” เธอยิ้มแหย แต่เสียงเบาเหมือนกลัวใครจะได้ยิน
“เมื่อคืนเหมือนมีคนมาเรียกชื่อฉัน” นิรัตน์พูดเสียงสั่น ฟ้าหยุดกินข้าว เอาช้อนวางลงช้า ๆ “อย่าไปสนใจมาก เดี๋ยวจะชินเอง” เธอหลบตา ไม่พูดอะไรต่อ
ช่วงสาย “ต้น” รุ่นพี่ปีสี่ผมยาวเฟื้อย สวมเสื้อกันฝนขาดคลุม เดินเข้ามาหาเขา “ได้ยินเสียงอะไรตอนกลางคืนบ้างมั้ย?” ต้นถามยิ้ม ๆ แววตาจับจ้องเหมือนรอคำตอบผิดปกติ นิรัตน์ลังเล ก่อนจะพยักหน้า
“อย่าไปเดินเล่นชั้นสามดึก ๆ ถ้ายังไม่อยากเจอของแปลก” ต้นพูดเสียงต่ำกว่าเดิม แล้วเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับ
ตกกลางคืนอีก เสียงเรียกเดิมกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม “…นิรัตน์…ช่วย…ฉัน…” เขากระโจนลุกจากเตียง เปิดไฟทั่วห้อง แต่เสียงเงียบไปแล้ว
วันต่อมา เขาถามเพื่อนข้างห้อง 312 “เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรมั้ย?” เด็กหนุ่มในห้องเพียงส่ายหน้าเบา ๆ ไม่สบตา “ได้ยินแต่เสียงตัวเอง” เขาพึมพำ ก่อนจะปิดประตูเบา ๆ
นิรัตน์เริ่มสังเกตว่าทุกคืนเวลาสามนาฬิกาเป๊ะ ๆ นาฬิกาแขวนหน้าห้องจะดังติ๊กเดียว แล้วเสียงกระซิบจะมาเสมอ คืนต่อมาเขาจึงตั้งโทรศัพท์อัดเสียง ปรากฏว่าในเครื่องไม่มีเสียงอะไรผิดปกติแม้แต่น้อย
ในห้องน้ำรวมตอนค่ำ มีเสียงฝีเท้าเดินวนเวียนอยู่นอกห้องน้ำ ทั้งที่ในหอน่าจะเหลือแค่นิรัตน์ ฟ้า และรุ่นพี่อีกหนึ่งคน เขาใจเต้นแรง กางประตูแง้มดูแต่ก็เห็นเพียงเงาเลือน ๆ ผ่านไปไว ๆ
วันหนึ่ง ฟ้าตามเขามาหลังเลิกเรียน “เมื่อก่อน…ห้อง 314 ไม่เคยมีใครอยู่ได้นาน” เธอพูดช้า ๆ เหมือนชั่งใจจะเล่าต่อดีไหม “มีคนหนึ่ง…เคยหายตัวไป”
นิรัตน์ชะงัก หายใจไม่ทั่วท้อง “เขาหายไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเห็น ไม่มีร่องรอยอะไรเลย?” ฟ้าพยักหน้า “เงียบหายไป…แล้วก็ไม่มีใครพูดถึงอีก”
นิรัตน์นึกถึงน้องสาวตัวเอง “นิดา” ที่หายตัวไปเมื่อสองปีก่อน น้ำเสียงแผ่วเบาในความทรงจำ กับเสียงเรียกประหลาดเมื่อคืน เหมือนกันจนน่าขนลุก
คืนนั้น ต้นชวนเขามานั่งที่โถงหอ “นายเคยได้ยินเรื่อง ‘เสียงเรียก’ มั้ย?” ต้นพูดเบา ๆ “ว่ากันว่าคนที่โดนเสียงนั่นเรียก…จะเริ่มลืมคนสำคัญของตัวเองทีละนิด”
นิรัตน์นิ่งเงียบไป ต้นเอาคางเกยมือ “บางที…เราก็ไม่รู้ว่าความทรงจำที่เรามี มันของจริงหรือเปล่า” เขาหัวเราะในลำคอ กลิ่นอับหอสามแผ่ออกมาในความเงียบ
คืนถัดมา เสียงกระซิบกลับมาอีก “…นิรัตน์…ช่วย…นิดา…” คราวนี้ชัดจนเหมือนอยู่ข้างหู นิรัตน์ผวาลุกขึ้น เรียกชื่อน้องสาวซ้ำ ๆ แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ
เขาเริ่มฝันถึงทางเดินมืดในหอสาม ทางเดินที่ไม่มีปลายทาง มองเห็นเงาเลือนราง คนเดินผ่านไปมาโดยไม่มีหน้า ไม่มีเสียง
เมื่อเขาถามฟ้าว่าเคยได้ยินอะไรบ้าง ฟ้าส่ายหน้าแรง “ฉันไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น แค่อยู่รอดจนครบปีนี้ก็พอ” เธอหันหน้าหนี ไม่พูดอะไรอีก
วันหนึ่ง เขาเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในทางเดินชั้นสาม ใส่ชุดนักเรียนมัธยมปลาย เดินหันหลังให้ตลอด เสียงกระซิบดังขึ้น “…นิดา…” นิรัตน์วิ่งตามแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า
เขาเริ่มพบโน้ตแผ่นเล็ก ๆ ใต้ประตูห้องทุกคืน ตัวหนังสือบรรจงเขียนว่า “เมื่อได้ยินเสียง…อย่าตอบ อย่าหัน อย่าคิดถึง” นิรัตน์ยิ่งหวาดระแวง ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง
ต้นห่างเหินจากเขามากขึ้น เริ่มพูดกับตัวเอง และขีดเขียนอะไรบางอย่างลงสมุด “ถ้าเราตอบเสียงนั้น…เราจะถูกลืม” ต้นพูดครั้งสุดท้ายก่อนจะขังตัวอยู่ในห้อง
คืนหนึ่ง นาฬิกาตีสามพอดี ประตูห้องนิรัตน์เปิดออกเองช้า ๆ เสียงฝีเท้าเปล่าเดินเข้ามาใกล้ขึ้นทุกวินาที นิรัตน์ตัวแข็งทื่อ พยายามกลั้นหายใจ “…ช่วย…ฉัน…” เสียงกระซิบดังมาจากเงามืดปลายเตียง
เขาตัดสินใจลุกขึ้น วิ่งออกจากห้องไปที่โถงกลาง เห็นฟ้านั่งกอดเข่าอยู่กับพื้น กระซิบเบา ๆ ว่า “ฉันก็ได้ยิน…” เธอน้ำตาไหลพราก นิรัตน์สั่นเทา ถามว่า “แล้วเราจะรอดได้ยังไง?” ฟ้าไม่ตอบ เพียงมองไปยังความมืด
วันต่อมา ท่ามกลางความเงียบแปลกประหลาด เด็กหนุ่มห้อง 312 หายตัวไปโดยไม่มีใครรู้ ไม่มีร่องรอยอะไรในห้องนอกจากรอยนิ้วมือฝุ่นขาวบนกระจกเหมือนในห้องนิรัตน์วันแรก
นิรัตน์เริ่มสับสน ความทรงจำกับน้องสาวพร่าเลือนลงเรื่อย ๆ เขานึกไม่ออกว่านิดาหน้าตาเป็นอย่างไร รู้แต่เพียงชื่อ และเสียงกระซิบในความมืด
คืนที่อึดอัดที่สุดมาถึง เสียงฝนกระทบหน้าต่างกลบเสียงอื่นหมด เขารวบรวมความกล้าถามเสียงในห้องว่า “นิดา…ถ้าเป็นเธอจริง บอกฉันที” ความเงียบว่างเปล่าทำให้เขาหายใจติดขัด สักพัก เสียงกระซิบดังขึ้นอีก “…ฉัน…ติดอยู่…ที่นี่…”
นิรัตน์รู้สึกเจ็บลึกในหัวใจ เขาพยายามรื้อค้นกล่องเก็บของใต้เตียง เจอรูปถ่ายเก่า ๆ ใบหนึ่ง รูปน้องสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลาย ยืนอยู่หน้าหอสาม รอยยิ้มจาง ๆ คล้ายคนเศร้า
ฟ้าเดินเข้ามา เห็นรูป เธอชะงัก “นั่น…คือเด็กที่หายไปเมื่อสองปีก่อนใช่มั้ย?” นิรัตน์น้ำตาซึม “เธอคือน้องสาวฉัน…” เขากระซิบ
ช่วงคืนถัดมา ฟ้ากับนิรัตน์ตัดสินใจเข้าไปในห้อง 312 ที่เด็กหนุ่มหายไป ประตูเปิดออกเองอย่างง่ายดาย ภายในห้องว่างเปล่า เหมือนเพิ่งถูกล้างความทรงจำไปจนหมด
ทั้งสองได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินวนรอบห้องเหมือนมีใครอยู่ด้วย แต่ไม่มีใครมองเห็น เงาข้างผนังเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นในความมืด
ฟ้ากอดแขนนิรัตน์แน่น “ถ้าเราตอบรับเสียงนั้น…เราจะถูกลืม ไม่เหลืออะไรเลย” เธอพูดเสียงสั่น นิรัตน์พยักหน้า ทั้งสองออกจากห้องพร้อมกัน
คืนนั้น ตอนที่เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง นิรัตน์ตัดสินใจเขียนโน้ตตอบกลับ “ฉันจะไม่ลืมเธอ” และเสียบไว้ใต้ประตู
เช้าตรู่วันต่อมา เมื่อเขาตื่นขึ้นมาในห้อง 314 ความเงียบงันปกคลุม แต่คราวนี้ไม่มีเสียงกระซิบ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีรอยนิ้วมือฝุ่นใหม่บนกระจก ทุกอย่างดูเหมือนจะปกติ
ฟ้ามาหาเขาด้วยใบหน้าสดใสขึ้นเล็กน้อย “เมื่อคืน…ฉันไม่ฝันร้ายเลย” เธอบอก นิรัตน์ยิ้มจาง ๆ แม้จะยังรู้สึกหวิวในใจ
แต่เมื่อเขาหยิบมือถือขึ้นมาดูรายชื่อในโทรศัพท์ ไม่มีเบอร์น้องสาว ไม่มีข้อความ ไม่มีรูปถ่าย ความทรงจำเกี่ยวกับนิดาเหลือเพียงชื่อและเสียงกระซิบในหัวใจที่ไม่มีวันลบเลือนไปได้
นิรัตน์นั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง มองเงาสะท้อนตัวเองในกระจก รู้ดีว่าเสียงเรียกในหอสามจะไม่มีวันจางหาย มันเพียงรอเหยื่อรายต่อไปในความเงียบงันของหอพักเก่า…