ซ่อนเงาใจไกลฟ้า
แสงอาทิตย์ยามเช้าสีส้มทองลอดช่องกระจกหนา อาบทั่วผนังสถานีซ่อมหุ่นยนต์กลางมหานครลอยฟ้า เมฆาวัลย์ ก้มหน้าเช็ดน้ำมันออกจากโครงเหล็กของหุ่นพนักงานตัวหนึ่ง เธอกระชับผ้าคลุมเก่า ท่ามกลางเสียงฮัมของเครื่องมือกล เงาสะท้อนตัวเองในกระจกพาใจสะดุดไปช่วงหนึ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พี่เมฆ… ถ้าวันหนึ่งพี่ไปจากที่นี่ อะไรจะซ่อมหุ่นเรา” เด็กน้อยหุ่นยนต์รุ่นล่าสุด เฟื่องฟ้า ส่งเสียงแหบพร่า เมฆาวัลย์หัวเราะกลบความเจ็บปวด “ก็ต้องฝึกให้เก่งกว่าเดิม วิ่งซ่อมหุ่นตัวเองได้ไง” ทั้งรอยยิ้มและเสลดน้ำตาซ่อนอยู่ในแววตาเธอเอง
อากาศยานส่วนกลางหล่นจอดด้วยเสียงฮึ่ม เสียงกระแทกของรองเท้าบนทางเท้ากระจกโปร่งใสดังใกล้ขึ้น เมฆาวัลย์เมินบานประตู รู้โดยสัญชาตญาณว่า มีผู้มาเยือนที่เธอไม่เต็มใจจะต้อนรับ
“คุณเมฆาวัลย์?” เสียงทุ้ม แฝงรอยยุ่งยากใจ วายุ ตำรวจประจำสน.สูงสุดแห่งมหานคร เขาแตะขอบหมวก แลดูเกรอะกรังด้วยความเหนื่อยล้า
เมฆาวัลย์เอียงศีรษะ เหลือบตาขึ้น “ถ้าไม่ใช่เรื่องหุ่นยนต์ รับซ่อมแค่นี้ค่ะ” น้ำเสียงของเธอเย็นชา เหมือนจะเป็นเกราะกำบังใจตัวเอง
วายุหลับตาลงชั่วครู่ ดึงสมุดบันทึกโบราณเล่มหนึ่งจากกระเป๋า “ผมมาขอข้อมูล คุณเคยร่วมทีมดร.ทีปกร ใช่มั้ย?”
ชื่อที่หลุดออกมาจากปากตำรวจทำให้เมฆาวัลย์หยุดกึก ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ ก่อนจะบังคับเสียงให้ใหญ่โต “คุณจะแฟ้มอาชีพผมไปต่ออะไรอีก? คนแบบนั้น…ไม่ใช่เพื่อนแล้ว”
วายุถอนหายใจ เหลียวมองรอบห้อง เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมัน ควันเก่าและสายไฟพันกัน “ดร.ทีปกรหายตัวไปเมื่อคืนที่โค้งโรงไฟฟ้าชั้น 53 ไม่มีร่องรอย” มือวายุวางสมุดไว้อย่างเงียบเชียบบนโต๊ะ “ผมต้องการคุณ เพราะเขาทิ้งเบาะแสไว้ถึงคุณ”
ความเงียบโรยตัวลง เมฆาวัลย์กระตุกมุมปาก ลูบไล้เศษเหล็กเก่าในมือ “ถ้าทำเพื่อความจริง ฉันจะช่วยวันเดียวเท่านั้น” เธอเว้นจังหวะ ความเย็นชาข่มความหวาดกลัว
“ขอบคุณ…” วายุฝืนยิ้ม เงาสงสัยอยู่ในแววตาเอง ทั้งคู่เดินออกจากอู่ ผ่านกลิ่นน้ำค้างยามเช้า เห็นแสงแดดพาดท้องฟ้าที่ไม่คุ้นตาอีกต่อไป
ทางเดินแก้วทอดยาวสู่จุดเชื่อมต่อสถานีลอยฟ้า เสียงลมหวีดผ่านเหมือนรอยแผลสดในใจ เมฆาวัลย์เหลือบตามองภาพครอบครัวในจอโปรงใสขนาดใหญ่ “มีอะไรในหัวใจคุณ วายุ?”
เขาหยุดเดิน หัวเราะเบา ๆ “ผมเคยคิดว่าตำรวจต้องไม่มีหัวใจ” นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
“ไม่เคยมีใครไม่มีหัวใจหรอก” เสียงเมฆาวัลย์อ่อนลง วายุหยุด ก้มหน้ามองรองเท้า “ผมกลัว…กลัวความผิดพลาดตัวเอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
เมฆาวัลย์พยักหน้าช้า ๆ “ทุกคนกลัวผิดซ้ำ แต่ความจริงมันซ่อนอยู่ตรงการยอมรับ”
ไฟกระพริบสีแดงหน้าปากทางชั้น 53 กะพริบถี่ เสียงสัญญาณเตือนดังลอดออกมาเบา ๆ วายุยกแขนกัน เธอหยิบเครื่องมือแฮ็กเกอร์จิ๋วออกจากกระเป๋าข้างเอว “ให้ฉันลอง?”
“คุณอยู่ข้างหลังผมไว้” เขาพยายามยิ้ม แม้จะรู้ว่าเธอถนัดการเปิดทางมากกว่าใคร
ล็อกไฟฟ้าถูกทำลาย ประตูอัตโนมัติเปิดออกช้า ๆ กลิ่นไอควันจาง ๆ ติดอยู่ บนพื้นเป็นรอยเท้าลึก คล้ายโดนลาก เมฆาวัลย์วางมือนิ่งบนประตู หยุดมองไปยังรอยเท้าที่นำไปสู่ช่องระบายอากาศ
“เราต้องเดินต่อมั้ย?” เสียงของเธอแผ่วสั่น
“ถอยหลังไม่ได้แล้ว ทั้งหมดต้องการความจริง” วายุสูดลมหายใจ นำทางเข้าสู่สถานีไฟฟ้าร้าง
เสียงฝีเท้าย่ำไปในความมืด ท่ามกลางเสียงซู่ซ่าของสายไฟขาด แสงไฟฉายตัดความมืดจนเห็นหลักฐานปลายทาง เศษกระดาษขาดครึ่งซ่อนอยู่ใต้ท่อโลหะ “มัน…กลิ่นน้ำหอมของดร.ทีปกร” เมฆาวัลย์กระซิบ ดวงตาไหววูบ หลบวายุทันที
“คุณยังรักเขา?” วายุเอ่ยโดยไม่สบตา เสียงเงียบขรึม
“ความรักมันตายไปแล้ว เหลือแค่รอยร้าวในใจ” เมฆาวัลย์ตอบน้ำเสียงสั่น อารมณ์แปลกที่ทั้งสองไม่กล้าแตะ
สมุดบันทึกโบราณปรากฏเบื้องหน้าพร้อมรอยมือเปื้อนเขม่า เมื่อเปิดออกพบรหัสลับ “X24N-ลอยเหนือฟ้า” เมฆาวัลย์ไล่นิ้วตามรอยหมึก ด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธอจำสีหมึก นั่นคือลายมือของเพื่อนรักในอดีต—อดีตที่ยังคอยหลอกหลอน
เสียงแจ้งเตือนเร่งชั้น กลุ่มสายตรวจอีกฟากประกาศผ่านลำโพง “พื้นที่นี้อันตราย สูงสุด โปรดออกนอกพื้นที่” วายุชะงัก ตัดสินใจปิดเครื่องสื่อสารป้องกันติดตาม
“ทำไมต้องเสี่ยงขนาดนี้” เมฆาวัลย์สบตา เฝ้ามองใบหน้าวายุที่ต้องเลือกตัดสินใจ ทุกอย่างในใจเขาดูเหมือนจะยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น
“ผมถูกสั่งปิดคดีนี้เร็วเกินไป มีบางอย่างในสำนักงานตำรวจไม่อยากให้ใครขุดเจอ” เขาส่งเสียงแผ่ว “คุณคิดว่า ทีปกรตายแล้วหรือยัง?”
เมฆาวัลย์นิ่ง ลูบฝ่ามือตัวเองไปมา “คนเรามันตายหลายรอบในใจแล้วก่อนกายจะดับ…”
พวกเขาเดินย้อนตามรอยกระดาษ ไปถึงมุมมืดใกล้เครื่องควบแน่นพลังงาน พบรอยเลือดบาง ๆ และเหรียญใบหนึ่งจารึกสัญลักษณ์สายฟ้า “เขาส่งสัญญาณ ถึงคุณรึเปล่า?” วายุถามพยายามอ่อนโยนกว่าเดิม
เมฆาวัลย์น้ำตารื้นขึ้น แต่รีบปาดออกทันที “เขาเคยพูด ว่าอย่าเชื่ออะไรที่เห็นในโลกนี้”
วายุจ้องใบหน้าเธอ “แล้วคุณเชื่อตัวเองได้มั้ย?”
สองเส้นทาง วิ่งขนานในความเงียบ เมฆาวัลย์ค่อย ๆ สูดลมหายใจ เดินนำไปสู่ชั้นลอยพิเศษที่ไม่มีบันทึกแผนที่ พวกเขาพบร่องรอยการขุดเจาะและสัญญาณอัลตราโซนิกอ่อน ๆ บนผนัง
เมฆาวัลย์หยิบเครื่องถอดรหัส รัวนิ้วอย่างรวดเร็ว มุมปากสั่น “สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ลายแทง… มันคือกับดัก หรือ…ทางรอด”
วายุยืนเคียงข้าง มองไหล่เล็ก ๆ ที่เคยต้องแบกทุกอย่างไว้ เขาเอื้อมมือแตะไหล่เบา ๆ แต่รีบดึงกลับ “ถ้าทั้งหมดนี้พาเราไปเจอแค่ศพล่ะ?”
“เราทั้งคู่ต่างฝังศพอยู่ในตัวเองแล้ว” เธอยิ้มเศร้า โลกนอกหน้าต่างเมืองลอยฟ้าสว่างจ้า แต่อารมณ์ในห้องกลับคล้ำหม่น
พวกเขาตามรอยเสียงอัลตราโซนิก จนเข้าสู่โถงใต้ดิน เมืองใต้ของมหานคร ถูกซ่อนไว้ใต้ท้องฟ้า “ทุกอย่างล่องลอย…ไร้ราก” เมฆาวัลย์กระซิบ
ความเงียบห้วงยาววาดผ่านโถง วายุรั้งฝีเท้า “ถ้าคนเราตัดอดีตไม่ได้ เราต้องเดินต่อไปยังไง?”
“บางทีต้องหัดอยู่กับอดีตมากกว่าเอาชนะมัน” เมฆาวัลย์จ้องเข้าไปในตาเขา เสียงเธอสั่นเครือเล็กน้อย
พวกเขาพบร่างหุ่นยนต์เด็ก แม่เหล็กในตัวเสียหาย กระจกตากระจัดกระจาย ด้านข้างมีข้อความ “ความเจ็บปวดไม่มีน้ำหนัก…มีแต่คนที่แบกเอง” วายุอ่านแผ่วเบา
น้ำตาของเมฆาวัลย์ไหลเงียบ เธอพยายามซ่อมหุ่นตัวนั้นอย่างกระตุกรัว “มันเหมือนฉัน เจ็บแต่ยังอยากเดินต่อ”
เสียงปริศนาแทรกผ่านลำโพง “หยุดเดี๋ยวนี้—กลับออกไป ถ้าไม่อยากสูญเสียทุกอย่าง” วายุตวัดตามองกล้องวงจรปิด “ดร.ทีปกร?” เมฆาวัลย์หายใจแรง หัวใจเต้นรัวเกินบังคับ
เสียงปลายสายกลายเป็นเสียงหัวเราะปนสะอื้น “ถ้าเปิดเผยความจริง เมืองนี้จะพังลง พร้อมใจทุกคน”
ความเงียบโรยตัว ทั้งสองสบตากันด้วยความเจ็บปวดปนสับสน “แล้วถ้าไม่เปิด?” วายุถามเสียงสั่น
เสียงปลายสายเดินห่างไป “ก็ต้องปล่อยให้ความลวงกัดกินเรื่อยไป…”
เมฆาวัลย์ตัดสินใจเด็ดขาด หยิบชิ้นส่วนหลักฐานวิ่งสวนลมไปยังศูนย์ข้อมูลกลาง วายุตามหลัง เสียงไซเรนโรงงานดังระงมบนท้องฟ้า ฟ้าร้องครืนราวจะพังลอยฟ้าให้ทลาย
ศูนย์ข้อมูลกลางเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่อาวุธครบมือ วายุออกหน้าขอเจรจา “ให้เราพบหัวหน้าเครือข่าย” เขากลั้นหายใจ ไม่แน่ใจผลลัพธ์
เมฆาวัลย์มอบรหัสลับ X24N ให้ผู้ตรวจ “ในฐานะอดีตสมาชิกวิจัย ฉันขอใช้สิทธิ์ให้ข้อมูลนี้”
บรรยากาศเคร่งเครียด เสียงประกาศข่าวฉุกเฉินขู่กรรโชก “การเปิดเผยอาจก่อจลาจล ขอความร่วมมือทุกฝ่ายงดเผยแพร่ข้อมูลชั่วคราว”
วายุสบตาเมฆาวัลย์ “ความกลัวของทุกคน คือเมฆหมอกที่บังตาเรา” เขากระซิบเบา ๆ ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปในห้องประชุมใหญ่
หน้าจอโปร่งใสฉายภาพอดีตที่ถูกลบ เมฆาวัลย์เปิดแผนผังโครงการ “โปรเจกต์ X24N ต้นเหตุหายนะซ่อนอยู่ในการหลอกลวงกันมาเป็นชั่วรุ่น” เธอน้ำตาซึม “ดร.ทีปกรไม่ใช่เหยื่อ…เขารอดเพราะเลือกหนีไม่เปิดเผยมานาน”
วายุเดินข้างหลัง ส่งเสียงอ่อย “ที่สุดแล้ว…ความรักก็แพ้ความกลัวเสมอ”
เสียงปลายสายเลือนหาย เมฆาวัลย์เงียบ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ น้ำตาแล่นไปพร้อมแรงกดดันในอก
“ผมขอถอย…แต่คุณจะเลือกเปิดเผยทั้งหมดไหม?” วายุถามจริงจัง เมฆาวัลย์ลังเล นึกถึงความเสียหายหากความจริงถูกเปิดเผย
ฉากยุทธศาสตร์สุดท้าย เมฆาวัลย์เลือกเปิดข้อมูลให้คนในนครลอยฟ้ารับรู้ วายุยืนข้างเธอ แม้รู้ว่าการสูญเสียจะตามมา
สังคมแตกสลายระหว่างศรัทธากับความหวัง วายุเดินกลับไปหาเธอในสถานีซ่อมหุ่นยนต์ ทั้งคู่มองตากันเงียบ ๆ เป็นการขอบคุณที่ไม่ได้พูดออกมา
แสงแดดเช้าส่องสะท้อนใบหน้าของสองคนบนมหานครลอยฟ้า ครั้งแรกในรอบหลายปี พวกเขารู้สึกเบาขึ้น แม้บาดแผลในใจยังคงอยู่