ซ่อนใจในเสียงเปียโน
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกระจกใสของห้องเรียนดนตรีแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยศิลปศาสตร์ชื่อดัง รัตติกาลเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน เส้นผมสีน้ำตาลเข้มไหลสยาย เธอวางเป้ลงข้างเปียโนหลังเก่าและหายใจเข้าลึก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วันนี้เป็นวันแรกที่เธอต้องซ้อมเดี่ยวเพื่อสอบสำคัญ เสียงคีย์เปียโนดังขึ้นอย่างระมัดระวัง เธอนั่งหลังตรง พยายามกลบความตื่นเต้นจนมือเย็นเฉียบ เสียงประตูแกรกเบาๆ ก็ดังขึ้น
ผู้ชายในเสื้อเชิ้ตธรรมดาเดินเข้ามา ใบหน้าเฉยเมย แต่สายตาคมลึก เขานั่งลงบนเก้าอี้ยาวข้างเสา ไม่พูดอะไร
“คือ…ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าห้องนี้จองได้ไหม” รัตติกาลถามเสียงแผ่ว
“ผมคือวิโรจน์ ผู้ช่วยสอน คุณเล่นต่อได้เลย” เสียงเขาเย็น แต่มือข้างหนึ่งกอดโน้ตเพลงแน่น
รัตติกาลพยักหน้า เธอกดคีย์ต่อไปโดยมีสายตาของเขามองอยู่ มันกดดัน แต่ก็เต็มไปด้วยความสงสัย ราวกับว่าเขาฟังมากกว่าดนตรีวาดไว้
หลังจบเพลง she หันมาถาม “ขอโทษค่ะ มีอะไรอยากแนะนำไหมคะ”
วิโรจน์นิ่งไปครู่ “โน้ตที่สี่ คุณลังเล มันทำให้จังหวะเปลี่ยน…ถ้าคิดถึงใครบางคนตอนเล่น จะลื่นไหลกว่านี้”
รัตติกาลเกือบหลุดหัวเราะ ก่อนจะหลบตา “ถ้าคิดถึงใครที่ทำให้ปวดใจก็ด้วยเหรอคะ”
เขาไม่ตอบ เธอสังเกตเห็นรอยแผลเป็นนิดๆ ที่ข้อมือของเขา เงียบ…ก่อนจะบรรเลงเพลงใหม่ เสียงเปียโนก้องห้อง ทำให้ทั้งคู่ตกอยู่ในวังวนของการฟังและฟูมฟายเงียบๆ ที่ไม่มีใครเห็น
หลังจบชั่วโมงแรก รัตติกาลหยิบเป้ เดินผ่านเขาไป แต่แล้วเสียงเขาหยุดไว้
“ถ้าอยากคุยเรื่องเพลง มาที่นี่ได้ทุกวันบ่ายสาม…”
เธอพยักหน้าแล้วเดินออกมา ใจเต้นแผ่วๆ
บ่ายวันต่อๆ มา รัตติกาลเริ่มใช้เวลาในห้องเปียโนมากขึ้น แต่ละวันวิโรจน์นั่งตำแหน่งเดิมเสมอ บางครั้งเขาอ่านโน้ตของเธอ บ้างก็สอนเรื่องจังหวะเงียบๆ แต่ไม่มีใครพูดถึงชีวิตส่วนตัว
“คุณไม่ชอบดนตรีคลาสสิกเหรอคะ” รัตติกาลเอ่ยถามในวันที่เงียบผิดปกติ
วิโรจน์หันมาช้า “ผมเคยฝันอยากเล่นเปียโนอาชีพ แต่…มันไม่ง่าย”
รัตติกาลรอฟัง แต่เขากลับก้มหน้าดูมือของตนเอง ราวกับปิดบังอะไรไว้ เธอไม่เซ้าซี้ จะมีก็เพียงเสียงเปียโนที่เชื่อมใจคนสองคนโดยไม่จำเป็นต้องพูดมากนัก
วันหนึ่งช่วงค่ำ รัตติกาลเดินผ่านอาคารดนตรี เห็นวิโรจน์นั่งอยู่ในห้องเปียโนแต่ลำพัง ไฟสลัวเหมือนในห้วงฝัน เธอลังเลจะเข้าไปหรือไม่
เขาเหลือบตามองผ่านกระจก รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นที่มุมปาก ครั้งแรกที่รัตติกาลเห็นแววตาแบบนี้จากเขา
“ยังซ้อมอยู่เหรอคะ” เธอก้าวเข้าไปนั่งข้างเขา
วิโรจน์ส่ายหน้า “ผมแค่ฟังเสียงในหัว…เสียงที่อยากลืมแต่ก็ลบไม่ออก”
รัตติกาลนิ่ง รู้ว่านี่คือจุดที่เขาต้องการใครสักคนฟัง
“บางอย่าง ถ้ายิ่งอยากลืม ก็ยิ่งชัด” เธอพูดแผ่วๆ
“คุณเคยเสียใจอะไรบ้างไหม” เขาถามกลับแบบไม่มอง เธออึ้ง คิดถึงแม่ที่สูญเสียในช่วงมัธยม “เคยค่ะ อาจต่างจากคุณ แต่มันก็เจ็บเหมือนกัน”
วิโรจน์พยักหน้าน้อยๆ เงียบอยู่นาน กำลังจะพูดบางอย่างแต่ก็กลืนคำ
หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองแน่นแฟ้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพื่อนในคณะเริ่มซุบซิบเกี่ยวกับการเจอกันทุกวัน รัตติกาลยิ้มกับตัวเองเมื่อย้อนคิดถึงเสียงหัวเราะเบาๆ หรือประโยคขวางๆ ของเขา
แต่แล้ววันหนึ่ง รัตติกาลไปรอวิโรจน์ที่ห้องแต่เขาไม่มา เธอนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ไฟในห้องค่อยๆ มืดลงพร้อมใจเธอเช่นกัน ความกังวลทำให้เธอพิมพ์ข้อความ“เป็นอะไรหรือเปล่า”
ไม่มีคำตอบในวันนั้น หรือวันถัดมา
รัตติกาลเริ่มรู้ว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน เมื่อเขาหายไป โลกของเธอขาดบางสิ่ง
ช่วงเวลานี้ เธอได้รู้จักตนเองมากขึ้น ได้พูดกับตัวเองหน้ากระจกว่า“ระหว่างที่ใครคนหนึ่งกำลังพักใจ อีกคนกลายเป็นคนที่หวั่นไหวโดยไม่รู้ตัว”
แล้วจู่ๆ วิโรจน์ก็กลับมาที่มหาวิทยาลัย แววตาเครียดกว่าเดิม
รัตติกาลรีบตรงเข้าไปหา “หายไปไหนมา — ฉัน…”
“ขอโทษ ผม…ต้องไปเจอแม่ที่ไม่สบาย…” วิโรจน์หลบตา ดูเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบบนบ่า
รัตติกาลเงียบ “ฉันแค่…อยากรู้ว่า ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ผมเคยคิดว่าตัวเองจัดการทุกอย่างได้…” เสียงเขาสั่น “แต่เอาเข้าจริง ผมคิดถึงแค่คุณในตอนที่หายไป”
ความเงียบแน่นขนัดในอากาศ สายตาพวกเขาสบกัน ต่างคนต่างลังเล
“บางทีเราอาจต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเองบ้าง” รัตติกาลพูดเบาๆ ราวกับยื่นมือไปในความมืดมิด
วิโรจน์ยิ้มจางๆ “ผมพยายามห้ามใจ แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงคุณเล่นเปียโน…ผมเหมือนได้ยินคำตอบที่ผมหามานาน”
รัตติกาลน้ำตาซึม แต่ยังนิ่ง ไม่ยอมพูดคำว่ารักออกไป มีเพียงดนตรีที่ค่อยๆ เริ่มขึ้นอีกครั้งในห้องนั้น ประโยคที่ติดค้างในใจทั้งสอง กลายเป็นโน้ตใหม่ในชีวิต
วันสอบใกล้เข้ามา รัตติกาลนั่งซ้อมอย่างหนัก พร้อมกับเสียงให้กำลังใจจากวิโรจน์ที่ยังคงแวะเวียนมาช่วยเป็นครั้งคราว แม้ยังคงมีช่องว่างบางเบาในบทสนทนา แต่ความเข้าใจก็ลึกขึ้นตามกาลเวลา
ในคืนก่อนสอบ รัตติกาลนั่งอยู่ในห้องเปียโน วิโรจน์นั่งข้างๆ ครั้งแรกที่เขาเอื้อมมือประกบมือเธอบนคีย์เปียโน
“ผมกลัวว่าถ้าผมใกล้คุณมากไป อาจกลายเป็นคนที่ลากคุณกลับไปในอดีต…ที่ทั้งผมและคุณต่างไม่อยากจำ”
รัตติกาลหัวเราะเบาๆ “แล้วความกลัวนี้…จะไม่มีวันหมดเลยเหรอคะ”
“ถ้าเราปล่อยใจฟังดนตรีของกันและกัน อดีตก็จะกลายเป็นแค่เสียงต่ำเบื้องหลังที่เรารู้ว่ามี แต่มันไม่ใช่ทำนองหลัก”
แววตาของวิโรจน์เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่กล้าบอก คำพูดเงียบที่ดังขึ้นในใจทั้งสอง
เช้าวันสอบใหญ่ รัตติกาลขึ้นเวทีด้วยความตื่นเต้น หันไปเห็นวิโรจน์ยืนอยู่ตรงขอบเวที กลั้นลมหายใจเช่นเดียวกับเธอ
มือที่เย็นเฉียบจับคีย์แรก เสียงเปียโนคลี่ออกทีละโน้ต กลายเป็นเรื่องราวที่ซ่อนใจทั้งสองไว้ในความเงียบ
เมื่อจบการแสดง รัตติกาลน้ำตาไหล เธอเห็นวิโรจน์ยิ้มภายใต้แว่นตา เขาปรบมือเบาๆ จากนั้นเธอก็เดินลงมา ยังคงลังเล ว่าจะพูดหรือไม่
สุดท้าย เป็นวิโรจน์ที่เอ่ยขึ้นก่อน “ผมคิดถึงคุณจริงๆ เวลาที่คุณไม่ได้อยู่ตรงนี้”
รัตติกาลยิ้ม “ฉันก็คิดถึงคุณค่ะ”
ทั้งคู่ยืนเงียบอยู่อย่างนั้น ไม่มีการกอดหรือจูบ มีเพียงอ้อมแขนที่แบ่งปันกันแผ่วเบา เสียงหัวใจเต้นประสานกับเปียโนที่ยังดังก้อง เจือกลิ่นเศร้าและหวานผสมกัน
เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองคนยังคงเดินเคียงข้างกันในโลกของเสียงดนตรี แม้จะมีอดีตที่เคยบาดแผล แต่เลือกจะซ่อนใจในเสียงเปียโน…และทุกครั้งที่เสียงเปียโนดังขึ้น ก็คือการเริ่มต้นทำนองของชีวิตรักบทใหม่ของพวกเขาเสมอ