แก๊งรับจ้างวันหยุด: ภารกิจโต๊ะปิงปองที่สูญหาย
เสียงโทรศัพท์ดังลั่นขึ้นบนพื้นห้องพักของอนุชา เด็กหนุ่มที่มักคิดมาก จนเพื่อน ๆ แซวว่าคิดเผื่อชาวโลก “อู้ว อู้อี้ อะไรเนี่ย ตีห้าครึ่ง!” อนุชายังตาพร่า ดูมือถืออย่างลังเล จนได้ยินเสียงข้อความตามมาเร่งเร้า “เฮ้ย ลงมาเลย เรื่องใหญ่!” เป็นข้อความจากเอิ่ม เพื่อนซี้ที่เก่งแต่มั่นใจผิด ๆ ไปวัน ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขาดึงตัวเองออกจากผ้าห่ม เดินงัวเงียออกไปหน้าหอพัก เจอเอิ่มยืนเชิดคางสวมสายสะพายกระเป๋าราวกับจะไปปีนดอย แต่ในมือถือลังถึงรสหมูสามชั้น “ยังไม่ตื่นดีใช่ไหม เอ้า สัตยาโทรมาตื้ออีกแล้วว่าให้รับงานวันนี้” เอิ่มแถลงขณะที่สัตยา เพื่อนสาวขาลุย ผู้พูดอะไรเป๊ะทุกจังหวะ ยืนขมวดคิ้วบนฟุตบาธ
“งานอะไร? อย่าบอกนะว่าย้ายหออีก ซ้อมละครก็พอแล้ว” อนุชาลูบตา เอิ่มตอบรวดเดียว “มหา’ลัยขอแรงไปยกโต๊ะปิงปองเก่าไปเก็บ นายคิดดูสิ ค่าจ้าง 600 บาท แบ่ง 3 คน เกือบจะรวยแล้ว!” สัตยายิ้มขำ “อย่าเพิ่งมั่นใจ ค่าจ้างแบบนี้ งานทีหลังก็เละทุกที”
ทั้งสามตกลงใจทันที—ส่วนใหญ่เพราะไม่มีอะไรจะเสีย เริ่มภารกิจแต่เช้า หัวเราะเสียงดังออกจากหอพัก ทั้งที่ยังไม่ได้คิดว่าจะหากุญแจโรงยิมเจอไหม หรือโต๊ะจะหนักขนาดไหน
อนุชาคาดการณ์ไปต่าง ๆ ว่าหัวหน้างานคงตกใจที่เขาทั้งกลัวผิดพลาดและตั้งใจเกินเหตุ เอิ่มไม่ฟังใคร ชี้นิ้วแล้วลากทั้งกลุ่มไปโรงยิมพร้อมกุญแจดอกจำลอง สัตยาก็ขำหัวเราะ ขณะเอิ่มมั่นใจเต็มร้อยว่า “ผมรู้รหัสกล่องเก็บกุญแจ เพราะเคยเห็นเขาหมุน… เอ่อ! สิบสองสามสิบแปด หรือสามสิบแปดสิบสอง?”
“นายแน่จริงต้องไม่ใช่แบบวันนั้น ที่นายหมุนผิดจนพวกเราติดในห้องเก็บของสองชั่วโมงนะ!” สัตยาคอยสวนตลอด เอิ่มเลยพยายามเขย่ากล่อง ส่งเสียงดังลั่น ช่วงเงียบ ๆ ก็พูดออกมา “เดี๋ยวรอยามมาเปิดให้”
รอไม่นาน ยามก็มาสนใจ แต่แทนที่จะเปิดกล่อง กลับกล่าวหาว่าเด็ก ๆ บุกรุก สัตยาพยายามอธิบายว่าเป็นงานที่ได้รับมอบหมาย แต่อนุชาดันเริ่มลังเล อึดอัด ยิ่งพูดทุกคนยิ่งงง ยามเลยโทรตามหัวหน้างาน
หัวหน้างานมาก็หน้าเครียด “ไปโรงยิมผิดแห่ง! งานที่ให้คือไปเก็บโต๊ะปิงปองที่โรงยิมเก่า ไม่ใช่ที่นี่” ทั้งกลุ่มถึงกับอึ้ง นักศึกษารายอื่นที่เดินผ่านหัวเราะออกเสียง เอิ่มหันไปกระซิบ “นายเห็นไหม มั่นใจยังไง วันหลังฟังสัตยาบ้าง!”
เปลี่ยนเป้าหมาย ทุกคนรีบไปโรงยิมเก่า ทว่าถึงแล้วประตูถูกล็อกสนิท เหลือแต่หน้าต่างด้านบนที่เปิดแง้มไว้ สัตยาทำหน้าตาย “เอิ่มปีนซิ ร่างกำยำ!” เอิ่มมั่นใจเกินกว่าเหตุ เลยปีนขึ้นไปติดตรงขอบหน้าต่าง เหงื่อตกสติแตก ตะโกน “ช่วยด้วย!” ช่วงเงียบ ๆ อนุชากระซิบ “วันนี้เราเหมือนจะเป็นข่าวหน้าเพจมหา’ลัย”
สัตยาดันปีนช่วยกลายเป็นสองคนนอนแน่นิ่งบนขอบ เอิ่มใจร้อนขยับ ทันใดนั้นหน้าต่างแง้มออก ทั้งสองร่วงลงภายในโรงยิม เสียงเอะอะลั่นโรงยิม ทุกคนมองตากันนิ่ง สัตยาลุก “สะอาดไหม ข้างใน?” เอิ่มขำกร๊าก “ไม่รู้ แต่ปิงปองอยู่ไหนก็ไม่เห็น!”
เข้าไปค้นหาเปิดไฟ กลับเจอโต๊ะปิงปองขนาดยักษ์ยึดติดกำแพง ไม่ขยับแม้แต่นิด เอิ่มมั่นใจเต็มร้อย “ใช้แรงกลุ่มเราสามคนผลักก็เยอะแล้ว!” ผลักแล้วโต๊ะขยับ… ไปไม่ถึงสองเซนติเมตร อนุชาเริ่มคิดมาก “เราโทรถามหัวหน้างานมั้ย ว่าโต๊ะนี้ใช่เปล่า หรือแค่ฝันไป?”
ขณะถกเถียง ก็ได้เสียงตะโกนใสจากเด็กชมรมกีฬา “ไม่ใช่โต๊ะนี้! ของคุณป้าแม่บ้านซ้อมบ่ายสาม!” ทั้งสามอึ้ง มองหน้า คุยอะไรกันก็ไม่ได้ยิน
สรุปต้องย้อนกลับไปที่ห้องชมรมยิม คราวนี้เจอป้าแม่บ้านนั่งกินข้าวเหนียว หมูปิ้งอยู่ เอิ่มยื่นหน้ามาด้วยรอยยิ้ม “ขอโทษครับ โต๊ะปิงปองอยู่ไหน?” ป้าแกเหลือบตามอง “หลังโรงน้ำชาไง ไม่เคยสังเกตเหรอ?”
พอถึงหลังโรงน้ำชา พบแค่โต๊ะไม้เก่า หนักอึ้ง มีป้าย “ของผู้ช่วยอธิการ” ติด โดนบังคับห้ามขยับ ทั้งสามวนเวียนลังเลต่อ สัตยาหัวเราะ “ดูแล้ววันนี้เราจะไม่ได้โต๊ะสักตัว!”
เอิ่มเสนอ “ลองถามพี่ที่ซ่อมบำรุงมั้ย เค้าเก็บอะไรแปลก ๆ ไว้เต็มตึก” ไปถึงห้องซ่อมบำรุง เห็นโต๊ะที่คล้ายกันมาก เอิ่มมั่นใจสุด ๆ ไม่ถามใคร ผลักโต๊ะออกจากห้อง เสียงโครม คราวนี้เจ้าหน้าที่โผล่หน้ามาตกใจ “นั่นโต๊ะประชุมรองอธิการ!” ทั้งสามวิ่งหนีแบบฮา ๆ เอิ่มพูดเสียงเบา “ตกลงนายแน่ใจไหมว่างานนี้ได้เงิน?” อนุชาตอบ “ตอนนี้ขออย่างเดียวไม่อยากถูกไล่ออก!”
วนหาจนเกิดอารมณ์ปลง สัตยาเสนอหยุดกินไอติม ก่อนค่อย ๆ สังเกตว่าที่ร้านน้ำชา มีอะไรบางอย่างซุกในกระเป๋าผ้าเก่า ถามพนักงานก็ไม่มีใครรู้ ต่างคนต่างตอบไม่ตรงคำถามกันสักที อนุชาบ่น “งานนี้เหมือนหาไข่ห่านในกระเป๋ากระรอกเลย”
ขณะนั้นเอง กลุ่มนักศึกษารุ่นน้องผ่านมาถามเสียงใส “รุ่นพี่หาอะไร กำลังจะเอาโต๊ะปิงปองไปส่งห้องพยาบาลพอดีค่ะ!”
ทุกคนตกใจ รีบตามไป เจอโต๊ะจริงหน้าห้องพยาบาล สภาพเหมือนผ่านสงครามเพนท์บอล สัตยาสรุป “เห็นมั้ย งานเล็ก ๆ ของนายทุกทีก็วุ่นแบบนี้!” เอิ่มตอบกลับ “แต่เราเจอไอติมฟรี!” ทุกคนประสานเสียงหัวเราะ เธอเปรยทิ้งท้าย “วันหยุดปีหน้าอย่ารับงานอีกนะ!”
เสียงหัวเราะดังต่อเนื่อง ขณะยามเดินมาส่งสายตาสงสัย “พวกเธอหยุดพักบ้างก็ดีนะ” ทั้งสามยกมือไหว้ ก่อนแบกโต๊ะปิงปอง (อย่างทุลักทุเล) กลับสู่โรงยิมในที่สุด
สิ่งที่ได้ไม่ใช่เงินค่าขนม แต่คือมิตรภาพ เรื่องเล่าขำขัน และขนมฟรีจากศึกปิงปองวันหยุด ที่ไม่มีใครในมหาวิทยาลัยลืมอีกเลย