หอพักเลขที่ยี่สิบเอ็ด
มาลินกวาดมือลงบนผ้าห่มที่ยังมีกลิ่นของคนเช่าเก่า ราวกับความอบอุ่นจากคืนนั้นไม่ยอมจางหาย ผ้าห่มถูกพับไม่เรียบร้อย เสียงล้อกระเป๋าไม้ลื่นผ่านพื้นไม้ที่เคลือบมันวาวมาหยุดตรงหน้าประตูห้องหมายเลขยี่สิบเอ็ด เธอดึงกุญแจออกจากซองกระดาษที่เขียนด้วยหมึกจาง ๆ ว่าจ่ายครบแล้ว หอพักที่ปกติแคบและมืดแต่ดูเหมือนจะถูกทำให้พะรุงพะรังจากความทรงจำของคนที่เคยอยู่นั่น เมื่อเธอเปิดประตู เสียงประตูก็โผล่เสียงเล็ก ๆ เหมือนคนที่ยืนหายใจริมฝีปาก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ห้องหมายเลขยี่สิบเอ็ดไม่ได้อยู่ชั้นล่างหรือชั้นบนสุด มันไต่ขึ้นไปในจังหวะที่ไม่ชัดเจน ราวกับคนสร้างลืมความสูงของบันได ห้องทั้งชั้นเงียบสงัดจนมาลินได้ยินเสียงน้ำจากห้องหนึ่งไหลเบา ๆ เสียงก๊อกไม้ก๊อกมือของนักศึกษายามบ่าย เสียงโทรศัพท์ส่งข้อความของคนที่ยังคบกัน เธาวางกระเป๋าแล้วเดินสำรวจด้วยความเร็วปกติแต่ไม่ละเลยรายละเอียด ผนังมีรูปครึ่งวงกลมของรอยจาง ๆ เหมือนน้ำไหลผ่าน รูปลอกที่เคยติดถูกดึงออกแล้วเหลือคราบกาวติดเป็นวงพร่า
“ห้องนี้ลมดีจริง ๆ นะ” ผู้ดูแลหอ พี่บอย พูดพลางชะโงกศีรษะเข้ามาในห้องครึ่งหนึ่ง เขามือใหญ่ มีนิ้วคดจากการใช้ค้อนตอกบานประตูบ่อย ๆ เขาไม่เคยยิ้มกว้าง เวลาที่พาใครเข้ามาเขามักเงียบและชี้จุดที่เต้าไฟกับที่แขวนเสื้อให้ เธอเห็นตารางจ่ายค่าเช่าที่ถูกยัดไว้ใต้พรม เขาชอบพูดเหมือนบอกข้อเท็จจริงมากกว่าจะถาม
“ถ้าห้องมันหนาว ก็เอาผ้าห่มเพิ่ม เรามีเก็บไว้ให้” เขามองว่าราวกับว่าความเอื้อเฟื้อนั้นชัดเจนพอจะชดเชยความเก่าของที่นี่
“ขอบคุณค่ะ พี่บอย” มาลินตอบ พลางพยายามไม่มองไปที่ริมประตูทางเดิน ห้องตรงข้ามมีไฟสลัว เงารำไรไล้แนวบันได เสียงคีย์การ์ดจากประตูชั้นล่างดังก๊อก ๆ ห่าง ๆ แล้วเงียบหายไป เธอวางกล่องเครื่องครัวเข้าไปบนโต๊ะเล็ก ๆ จัดแก้วกาแฟไว้บนชั้นที่มันวาว บางอย่างในห้องหายไปแล้วถูกเติมด้วยความว่างเปล่า
คืนแรกมาลินนั่งกินบะหมี่สำเร็จรูป หูยังได้ยินเสียงไกล ๆ ของรายการวิทยุจากอีกห้องเสียงของเจ้าของหอ คล้ายกับใครพยายามยืนยันว่าโลกยังหมุนไปตามปกติ เธอเปิดกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เอนจอยไม่ได้จากกลิ่นเตาเก่าที่ติดอยู่กับผนัง ใบหน้าของเธอสะท้อนในหน้าจอโทรศัพท์เป็นรูปวงกลมอ่อน ๆ เธออ่านข้อความจากแม่สองบรรทัดที่ยังไม่ตอบ เป็นการบอกให้ระวังเรื่องงาน และอย่าลืมกินข้าว
เสียงบาทเท้าค่อย ๆ เกิดขึ้นจากทางเดินยามดึก เกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอเหมือนคนยืนรอคนอื่นไปก่อนแล้วค่อยตามมา เงาที่ผ่านหน้าต่างห้องเล็ก ๆ บิดตัวด้วยความไม่แน่ใจ มาลินลุกขึ้น หยิบไฟฉายจากลิ้นชักกางเกง ปิดไฟห้องแต่ยังเปิดไฟอ่านหนังสือให้แสงส้มเล็ก ๆ ไหลไปบนโต๊ะ เสียงเรียกชื่อครั้งแรกมาถึงก่อนที่เธอจะตั้งตัวหนีห่างจากเตียง
“ม…มาลิน” เสียงเบา เสียงที่เหมือนมีคนพูดผ่านผ้า เสียงนั้นไม่มาจากคนในหอที่เธอเห็นประจำ มันลอยมาจากผนังเหมือนคนที่อยู่ข้างในของคอนกรีตลดกำแพง เธอถือไฟฉายจ่อไปทางผนัง ขอบหน้าต่างย่นไปด้วยรอยซ่อมเก่า ตรงมุมโค้งเล็ก ๆ มีรอยจาง ๆ คล้ายมือเล็ก ๆ กดทับบนปูน
“ใครน่ะ…?” เธอพูดเมื่อเสียงทำให้หัวใจเธอเต้นช้าลง แต่ไม่ได้สั่นอย่างที่คนที่อ่านเรื่องผีคาดหวัง มาลินดำเนินการช้า ๆ เหมือนคนที่กำลังปะติดปะต่อภาพ แต่ห้องอื่นก็เงียบเรียบร้อยกลับมาเป็นอย่างที่เคยเป็น เสียงน้ำหยดในห้องน้ำห้องข้างล่างดังขึ้นอีกครั้ง แล้วก็เงียบ มาลินขำในคอของตัวเองเล็กน้อย และพยายามหาเหตุผล — ลม เสียงท่อ หรือคนข้างห้องที่กลับดึก
ลำต้นของคืนแรกกลายเป็นเส้นบาง ๆ เมื่อการเรียกชื่อกลับมาอีกครั้งในคืนที่สอง คราวนี้เข้ามาในห้องพร้อมกับกลิ่นดอกมะลิ มะลิที่ไม่ใช่อะไรที่เกิดในหอ แต่เป็นกลิ่นที่ลอยผ่านจากที่ไหนสักแห่ง หวานและเย็น จนเธอสะดุ้งและหายใจช้า ๆ ชี้ไฟฉายลงบนโต๊ะ ตะเกียงมันส่องเห็นกรอบรูปที่ถูกวางไว้บนชั้นเล็ก ๆ มันไม่ใช่กรอบรูปของเธอ แต่มีรูปผู้หญิงคนนั้น ยิ้มนิดเดียว ใบหน้าสงบนิ่ง แต่ในรูปนั้นมีเงาสีดำ ๆ อยู่เบื้องหลังเหมือนเงาที่ยืดออกจากประตู
กรอบรูปนั้นไม่ได้อยู่เมื่อตอนที่เธอย้ายเข้ามา เธอจำได้ชัดว่าตรวจทุกอย่างแล้ว แต่ตอนนี้มันอยู่ตรงนั้นอย่างแน่นอน อย่างน้อยสองคืนผ่านมาเธอไม่นั่งฝันว่าเห็นรูปคนไม่รู้จัก เธอหยิบกรอบรูปขึ้นมาดู มองอย่างละเอียดจนเห็นชื่อที่ข้างหลังกรอบเขียนอย่างสกปรกด้วยปากกาลูกลื่นว่า “นิชา” ตัวอักษรช้ำ ๆ ราวกับคนเขียนแรงมือ
“เราไม่รู้จักใครชื่อ…นิชา” มาลินพูดออกมาเบา ๆ กับตัวเอง ทั้งส่วนหนึ่งเพื่อยืนยันกับความจริง ทั้งส่วนหนึ่งเพื่อดึงเสียงให้เป็นเสียงของคนธรรมดา เสียงตอบกลับไม่ได้มาจากผนังคราวนี้แต่เหมือนคนที่เดินช้า ๆ ใกล้ ๆ ประตู
“นิชา…กลับบ้านได้ไหม” เสียงนั้นเรียบเหมือนกระดาษเก่า แต่คำถามมันหนักหน่วงกว่าที่เกิดขึ้น เธอวางกรอบรูปลงอย่างระมัดระวังและมองไปรอบ ๆ ห้อง เห็นเงาในกระจกห้องน้ำที่ยาวผิดปกติ เงานั้นไม่ค่อยอยู่นิ่ง มันกระพริบเหมือนคนพยายามหาลมหายใจ
“พี่บอยครับ” เช้าวันต่อมา มาลินถือแก้วกาแฟไปถามพี่บอยที่โต๊ะทำงาน เขานั่งคร่อมเก้าอี้ หนังสือบัญชีและใบเสร็จวางระเกะระกะ “ห้องนี้ใครเคยอยู่ก่อนผมหรือเปล่าครับ”
พี่บอยมองเธอช้า ๆ มือหยุดซ่อมกลอนประตู “ก่อนหน้านี้มีคนย้ายออกตลอด แต่…คนที่ชื่อ…นิชา เคยอยู่เมื่อปีที่แล้ว” เขาเลิกหน้าผาก เสียงเขาเหมือนบอกความจริงย่อม ๆ เสมอ “เขาย้ายออกแบบไม่ครบ แต่ออกไปเร็วมาก พูดไม่ค่อยชัด”
“หมายความว่า…?” มาลินถาม น้ำเสียงสั่นเป็นเส้นบาง เธอถือถ้วยกาแฟด้วยนิ้วที่กำตึง “เกิดอะไรขึ้นกับเขา”
“เขาบอกว่าจะกลับบ้าน” พี่บอยตอบอย่างไม่เต็มใจ “แล้วก็…ไม่กลับ” เขาก้มลงลบฝุ่นจากโต๊ะ “ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องนี้มาก”
“ทำไมไม่มีใครพูดถึง” มาลินถามต่อ แต่คำตอบที่เธออยากได้ไม่ได้อยู่ในหน้าบัญชี พี่บอยถอนหายใจยาว เอามือถูท้ายคอเสื้อเหมือนคนบอกตัวเองว่าไม่ควรถามเกินไป
“ที่นี่มีคนกลับบ้านไปแล้วไม่กี่คน” เขาพูดอย่างรีบ ๆ “บางคนหายไปนานแล้ว บางคนย้ายออกแบบเงียบ ๆ ไม่มีญาติมาติดต่อ เป็นแบบนั้นแหละ”
วันเวลาผ่านไป ความผิดปกติเพิ่มขึ้นทีละน้อย เธอพบรอยเท้าเล็ก ๆ บนฝาผนัง ผ้าปูเตียงที่ถูกดึงครึ่งหนึ่งแต่ไม่เหมือนคนที่ตื่นกลางดึก เธอเจอจดหมายพับไว้ใต้พรม กระดาษเขียนด้วยลายมือบอบบางว่า “กลับบ้านหน่อย” ไม่มีลายเซ็น ไม่มีวันที่ แค่บอกให้กลับบ้าน พอเธอพยายามถามเพื่อนร่วมห้อง จูน หญิงร่างเล็กที่ชอบคุยเรื่องดาราหนัง สายตาจูนหลบตาและเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว
“น้องคนก่อนเขา…มีเรื่องส่วนตัวนะ” จูนพูดติดขัด มือของเธอกำลังนวดแขนตัวเอง “เราไม่รู้รายละเอียดมาก”
“ทำไมไม่บอกกันล่ะ” มาลินถามอย่างไม่พอใจ แต่คำตอบกลับเป็นการหัวเราะเก้อ ๆ และการเปลี่ยนไปพูดเรื่องการบ้าน
ในคืนหนึ่ง เธอเห็นเงาคนเดินผ่านหน้าต่างห้องตรงข้าม แต่มันไม่ใช่เงาจากไฟหรือคนเดินจริง เงานั้นยืดยาวและสั่นบางครั้งเหมือนผ้าถูพื้นที่มีลมพัด มาลินออกไปดูแต่ไม่เห็นใคร หน้าบ้านเทียบกับประตูทางเดินเน่า ๆ มีรองเท้าคู่หนึ่งวางอย่างไม่เรียบร้อย รอยดินที่ติดอยู่บนพื้นเข้าไปถึงประตูของห้องหมายเลขยี่สิบเอ็ด
“มีคนเดินเข้ามาหรือเปล่า” เธอถามจูน ในขณะที่ทั้งชั้นนอนสงบคล้ายผ้าปูที่ถูกรีดแน่น
จูนกลับมองแล้วส่ายหน้า “ไม่เห็นนะ แต่ถ้าจะมีใครเข้ามาน่าจะไม่ใช่คนคืนนั้น” เธอพูดแล้วหันไปดูโทรศัพท์อย่างตั้งใจมากกว่า
ภาพถ่ายในกรอบกลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง มาลินพบว่ารูปนิชาที่เคยยิ้มจาง ๆ คราวนี้ใบหน้ามันดูมืดลง รอยแสงบนแก้มหายไป เหมือนชั้นของฟิล์มใสถูกลบออกไปบ้าง เธอพยายามถอดกรอบ แต่หลังกรอบถูกยึดด้วยเทปพันที่เก่าจนขาดง่าย เมื่อดึงออก เศษกระดาษเล็ก ๆ หลุดมาจากมุม ภาพเถ้าถูกพับไว้และเขียนด้วยลายมือเล็ก ๆ ว่า “อย่าบอกใคร” แล้วมีจุดน้ำหมึกกดอย่างแรงจนทะลุไปถึงด้านหลัง
หนึ่งสัปดาห์เข้าไป มาลินเริ่มคุยกับคนในชั้นมากขึ้น พื้นที่นอนไม่ค่อยเงียบอีกต่อไป แต่ความเงียบใหม่ปรากฏในคำพูด คำถามบางอย่างถูกลอยไปมาแต่ไม่มีใครอยากลงรายละเอียด ปอนด์ ผู้ชายที่เล่นเกมจนตายั่ง ตอบสั้น ๆ ถึงนิชาว่า “เป็นคนแปลก ๆ” แต่พูดต่อไม่ได้ พนักงานทำความสะอาดยิ่งเลี่ยง สายตาของแม่บ้านที่ผ่านไปผ่านมามักลดต่ำลงเมื่อเธอเอ่ยชื่อ
คืนหนึ่ง เสียงประตูกลางดึกดังขึ้นแรงกว่าปกติ มาลินลุกขึ้นมองจากเตียง เหมือนใครบีบมือทิ้งประตูและถอยออกไปอย่างเร็ว เธอค่อย ๆ เดินลงบันได หยิบไฟฉายที่ตั้งไว้มาด้วย ความมืดที่อยู่รอบกายเหมือนกำลังจับต้องได้ ราวกับไหมพรมที่พันอยู่บนรูปร่างคน เธอปิดสวิตช์ไฟแต่ยังคงเห็นแสงน้อย ๆ ส่องจากประตูห้องหนึ่ง มีรอยขีดข่วนบนกรอบประตู เสียงหายใจที่ไม่ได้มาจากคนเดินผ่านมา
“ใครน่ะ?” เสียงของเธอสั้นและไม่กล้าฟัง แต่เสียงที่ตอบกลับทำให้เธอยืนนิ่ง
“กลับบ้าน…” เสียงนั้นแผ่ว ส่งชัดเจนและแปลกประหลาด มันเหมือนคำยาวที่ถูกตัดครึ่ง “…กลับบ้าน”
มาลินเริ่มมีความคิดที่จะหาเหตุผลด้วยตัวเอง เธอเริ่มจดสิ่งผิดปกติเป็นสมุดเล็ก ๆ วางไว้ข้างเตียง ติดตามวิธีการตกแต่งที่เปลี่ยนไป วัดอุณหภูมิที่จุดเย็น ๆ บนพื้นผิว และบันทึกเวลาที่เสียงดัง อีกครั้งหนึ่ง เธอเอากล้องโทรศัพท์มาถ่ายรูปกรอบรูปนิชาทุกคืน เธอพยายามหาความเปลี่ยนแปลงทีละน้อย จนกระทั่งเจอความผิดปกติที่ไม่อาจปัดเป่าได้
ภาพถ่ายที่เธอถ่ายไว้บนโทรศัพท์แตกต่างกันในแต่ละคืน ในบางรูป นิชาหันหน้าตรง แต่ในรูปถัดไป นิชามองไปทางซ้าย เหมือนมีใครยืนอยู่ข้างหลัง แต่ที่น่ากลัวคือ ใบหน้าที่ปรากฏในพื้นหลังเพิ่มมากขึ้น เงาเล็ก ๆ ที่ไม่เคยถูกมองเห็นเพราะมันหลบอยู่หลังผมของนิชา ในบางภาพเงานั้นคล้ายลักษณะเด็ก อีกครั้งในรูปหนึ่ง เงานั้นถือสิ่งเล็ก ๆ เหมือนชิ้นกระดาษที่มีคำว่า “ลืม” เขียนไว้
“มาลิน…นั่นมัน…” จูนเห็นภาพแล้วเงียบไป เธอถอยริม ผมปัดหน้าผากออกและจับลำคออย่างไร้สติ “เอาไปให้พี่บอยดูเลย”
พี่บอยไม่อยากพูดเรื่องนี้ เขาฟังอย่างเชื่อมโยง แล้วส่ายหน้า “อย่าไปขุดมากไปนะ เด็กที่นั่นอาจจะ…อย่าไปยุ่งดีกว่า”
“ทำไมไม่มีใครทำอะไร” มาลินถามเมื่อคำตอบนั้นเท่ากับการผลักความรับผิดชอบออกไป “ถ้ามันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เราควรแจ้งตำรวจไม่ใช่เหรอ”
“ตำรวจไม่ชอบคดีที่ไม่มีข้อเท็จจริง” พี่บอยตอบ “มีคดีที่ปิดไปเพราะไม่มีศพ เจอแต่ของเก่า ไม่มีทางจะเอาคนมารื้อเรื่องแล้วได้อะไร”
คำตอบนั้นเหมือนผลักเธอให้ต้องตัดสินใจเอง มาลินรู้ว่าการอยู่เฉยไม่ใช่ทางเลือกเดียว ใจของเธอดันให้ทำบางอย่าง อาจเป็นเพราะความผิดพลาดเก่าของเธอที่ยังคั่งค้าง—เธอเคยปล่อยคนที่ร้องขอความช่วยเหลือให้รอจนเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นในสมัยก่อน ทั้งหมดเป็นเรื่องของวันที่เธอไม่ยอมโทรกลับและปล่อยให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน การที่นิชาอาจเป็นผู้คนที่ไม่มีใครพูดถึง ทำให้เธอรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่เธอพอจะชดใช้ได้คือการหาความจริง
มาลินเริ่มขุดประวัติของหอ โทรไปหาญาติของผู้พักก่อนหน้านี้ พูดคุยกับคนที่เคยเช่าในหอเมื่อหลายปีก่อน จนได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อคุณวันทา เธอเคยทำงานเป็นแม่บ้านที่นี่เมื่อสิบปีก่อน คนหญิงนั้นพูดด้วยน้ำเสียงแหบยาวเหมือนตัวเองกำลังกวาดใบไม้ที่แห้ง
“นิชาเป็นคนเงียบ ๆ” คุณวันทาพูด “เขาไม่ค่อยคุยกับคนในหอ พูดน้อย ๆ อยู่คนเดียว วันหนึ่งเขาขอออกไปบ้านแม่ แต่แม่บอกว่าไม่อยากรับสายแล้วจนหายไป”
“แล้วมีใครตามหาหรือเปล่า” มาลินถามอย่างตรงไปตรงมา “มีใครโทรแจ้งตำรวจไหม”
“ไม่มีศพ ไม่มีหลักฐาน” คุณวันทาตอบ “บางครั้งคนก็หายไปเอง บางคนตายแล้วก็ไม่รู้ บางครั้งญาติก็ไม่สนใจ” เธอหายใจเข้าเหมือนถือความลับไว้ “แต่มีคนพูดกันว่า ช่วงนั้นมีเสียงร้องบางคืน เสียงเด็ก ๆ ปลอบคนร้อง”
“เด็ก?” มาลินเกือบจะหัวเราะแต่หยุด สายตาของวันทาจับที่ปลายคาง “ใช่ เด็กพูดว่า ‘กลับบ้าน’ แต่ไม่มีเด็กอยู่แถวนี้สักคน”
การค้นคว้าพาเธอไปเจอข้อมูลเล็ก ๆ ในบันทึกของตำรวจห่างไกล ที่กล่าวถึงหญิงสาวชื่อ “นิชา” เคยมีการรายงานการหายตัว แต่คดีถูกปิดเพราะไม่มีพยานชัดเจนและไม่มีร่องรอยบาดแผล อีกบันทึกหนึ่งพูดถึงการค้นพบของใช้ส่วนตัวในคลองใกล้หอพัก แต่ไม่มีการระบุชื่อเจ้าของอย่างชัดเจน ชื่อลดหาย เหมือนใครสักคนพยายามทำให้เรื่องมันละเอียดจนเลือน
คืนหนึ่ง มาลินตัดสินใจจะนอนบนพื้นห้อง วางสมุดบันทึกและกล้องไว้ข้าง ๆ ตื่นตัวกับเสียงที่อาจจะเข้ามา และเฝ้าดูพฤติกรรมผีที่ไม่เคยเผยตัวมาก่อน เธอไม่คาดหวังฉากใหญ่ แต่เธออยากได้คำตอบว่าเสียงเรียกชื่อนั้นจะซ้ำหรือเปล่า เวลาเที่ยงคืนผ่านไป เธอนอนนิ่งจนรู้สึกถึงอุณหภูมิที่เย็นขึ้นจากเท้าขึ้นมาถึงขา มันเย็นจนเธอเห็นควันลมหายใจของตัวเองในห้องเล็ก ๆ
“กลับบ้าน…” คำพูดนั้นดังมาจากมุมห้อง ใกล้กับกรอบรูปนิชาที่ตอนนั้นวางอยู่บนพื้น มาลินค่อย ๆ ตามเสียงไป มือสั่นแต่ก้าวไม่มากพอจะสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงนั้นใกล้ขึ้นและชัดขึ้น มันมีน้ำหนักของคำ แต่ไม่มีการจ้องมองเหมือนคำตำหนิ มันเหมือนการเรียกชื่อจากคนที่ลืมทางกลับ
เธอเห็นใบหน้าในแสงไฟฉาย ใบหน้าซีดแต่ชัดเจน ไม่ใช่เงาเต็มตัว แต่เป็นเงาที่มีรายละเอียดของคนจริง ๆ นิชานั่งคุกเข่าข้างกรอบรูป มือกุมอกเหมือนพยายามดึงอะไรบางอย่างออกจากตัวเอง เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี ความคิดแห่งการหนีสวนขึ้นมาและจับยึดเธอไว้ แต่ครั้งนี้เธอกลับนึกถึงวันที่เธอปล่อยให้คนที่ร้องขอความช่วยเหลือรอ
“ฉันชื่อมาลิน” เธอพูดออกมาช้า ๆ เผื่อว่าการพูดชื่อจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกมั่นใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ถ้อยคำของนิชาชัดขึ้น “ฉันจะช่วย”
นิชายื่นมือมา แต่มือที่ยื่นออกมาไม่ใช่มือที่ซ่อนความอบอุ่น มันเย็นจนมือมาลินเหมือนถูกจับด้วยโครงเหล็ก แต่ไม่เจ็บ เสียงของนิชาสะท้อนในหัวของเธอเป็นคำ ๆ “…อย่าบอกใคร”
คำสั่งสั้น ๆ ที่เหมือนคำขอ แต่ก็เหมือนคำสาป เธอรู้ว่ามีบางอย่างที่คนในหอต้องการเก็บเงียบไว้ มันไม่ใช่แค่การหายตัว แต่มันเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของคนหลายคน การตัดสินใจที่ทำให้เรื่องถูกปกปิด ไม่ใช่เพียงความละเลยแต่เป็นการเลือกอย่างมีจุดประสงค์
เช้าวันรุ่งขึ้น มาลินเริ่มสำรวจเอกสารเก่า ๆ ในห้องเก็บของชั้นล่าง ที่นั่นมีสมุดบัญชีหน้าเหลือง ๆ บันทึกการจ่ายค่าเช่าและบันทึกการรือแหล่น ที่หนึ่งบันทึกว่า “นิชา จ่ายไม่ครบเดือนสุดท้าย” และลายมือใต้คำลงชื่อก็ไม่ใช่ลายมือที่เธอคุ้น มันดูใจเย็นและเรียบร้อย จนเหมือนคนที่ไม่อยากให้ใครสงสัยว่ามีอะไรผิดปกติ
“คุณบอย ถึงกับจ้างคนมาซ่อมแผงไฟบ่อย ๆ เลย” เธอถาม โดยพยายามเอาคำพูดให้เป็นข้อเท็จจริง
“ไฟมันเก่า” พี่บอยตอบ เขาไม่ยอมเล่าเพิ่ม แต่สายตาเขาไปทางประตูห้องเก็บของแล้วหันกลับมาด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์ “อย่าไปยุ่งมากเลย เรื่องบางเรื่องควรปล่อย”
ตอนบ่าย เธอพบคนหนึ่งชื่อส้ม ผู้ที่เคยเช่าเมื่อห้าปีก่อน ส้มเล่าว่าในคืนนั้นมีคนสองคนมาหาไปห้องของนิชา ทั้งสองมีสภาพเมา พูดจาวุ่นวาย สัมผัสไม่เหมาะสม แล้วมีเสียงทะเลาะกัน ส้มจำได้แค่นั้น แล้วเช้าตื่นมาไม่พบร่องรอยของนิชาอีกต่อไป
“แต่ทำไมไม่มีใครตามหา” มาลินถามเธออย่างตรงไปตรงมา
ส้มยักไหล่ “คนที่นี่ไม่ชอบยุ่งกับปัญหาที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน บางคนคิดว่าเป็นเรื่องของบ้านเขา บางคนกลัวว่าถ้าไปยุ่งจะโดนดองหรือใช้หนี้ ต่างคนต่างกลัวต่างถอย”
สิ่งที่เธอรวบรวมได้เริ่มเชื่อมต่อกันเป็นรูปเป็นร่าง บุคคลที่มาหาในคืนสุดท้ายของนิชาเป็นคนที่มีอำนาจในแวดวงหอ คนที่จ่ายมาก่อน คนที่ทำให้ห้องมีชีวิตชีวาด้วยการซ่อมบำรุงเล็ก ๆ เขาเป็นคนที่มีชื่อน้อย ๆ และไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่ทุกคนรู้จักเขาในฐานะคนที่ “ดูแลกิจการ”
“ถ้าคนทำเรื่องนี้คิดจะปิดปาก พวกเขาคงทำได้” จูนพูดอย่างระมัดระวัง “แต่ทำไมถึงกลัวมากขนาดนี้”
กลัวอะไร มาลินคิด เธอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าที่เหยียดไปยังความยากจนและความจำเป็นของชีวิต แต่การเลือกที่จะปิดปากมันต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นกว่านั้น มาลินรู้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากกว่าการปกป้องชื่อเสียง — มันคือความสัมพันธ์ที่พังทลายเมื่อความจริงหลุดจากปาก
คืนหนึ่ง เหตุการณ์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว มีเสียงคนตะโกนจากชั้นล่าง มาลินกับจูนวิ่งลงบันได เจอปอนด์กำลังโวยวายกับชายคนหนึ่งที่เธอรู้จักว่าเป็นพนักงานจัดการหอ ชายคนนั้นหน้าตาแดงก่ำและตาเขียว เหมือนคนที่กำลังพยายามปกปิดบางอย่าง
“คุณทำอะไรกับห้องนั้น” ปอนด์ตะโกน “พวกคุณทำอะไรกับนิชา”
ชายคนนั้นปฏิเสธอย่างแรง “ไม่มีอะไรทั้งนั้น บอกแล้วว่ามีแต่เสียงลม”
จูนยืนเงียบ พยายามควบคุมเสียง “เราไม่คิดว่ามันจะไปไกลขนาดนี้” เธอพูดแหบ ๆ มือสั่น เธอยกโทรศัพท์ต้องการจะโทรแจ้งตำรวจ แต่พี่บอยมาขวางมาก่อนและยื่นมือออกมาพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นกลางมากเกินไป
“ถ้าไปแจ้งตำรวจ เพียงเพราะมีเสียงและรูปถ่ายแปลก ๆ จะทำให้คนหลายคนลำบาก” เขากล่าว “ถ้าคุณอยากให้เรื่องสงบลง เราควรคุยกันเอง”
คำพูดนั้นเป็นกับดักของคนที่ไม่อยากให้เรื่องถูกเปิดเผย มันเป็นการยื่นข้อเสนอให้เงียบโดยแลกกับความสงบชั่วคราว เธอเห็นว่าใคร ๆ ก็มีสิ่งที่ต้องปกป้อง และบางครั้งความสงบก็เป็นช่องทางให้ความผิดถูกลบออก
เธอไม่ยอม เมื่อการบิดเบือนเริ่มใหญ่ขึ้น มาลินตัดสินใจไปหาญาติของนิชาในจังหวัดเล็ก ๆ ที่แม่ของนิชาบอกว่าติดต่อขาด ๆ หาย ๆ เมื่อไปถึง เธอเจอบ้านไม้หลังเล็ก ๆ แม่ของนิชานั่งหน้าแห้งตาแดง เธอไม่เรียวว่าตัวเองร้องไห้ แต่เธอมีร่องรอยที่บ่งบอกว่าเคยร้องไห้เมื่อนานแล้ว
“นิชาเป็นลูกที่เขาไม่อยากให้ใครเห็น” แม่ของนิชาพูด “เขาไม่ชอบคนในเมือง เขาเคยบ่นว่าไม่เข้ากับคน พอเขาหาย เราไม่รู้จะทำยังไง เราไม่ได้ตามหาทันที เพราะคิดว่าคงกลับมาเอง”
“แล้วตอนนี้…คุณอยากให้ผมทำอะไร” มาลินถามอย่างตรงไปตรงมา “ผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
แม่ของนิชาหัวเราะแห้ง ๆ “อยากให้รู้ไหมล่ะ ว่าลูกฉันไปทำอะไร เขาไปคบกับคนไม่ดี แล้วคืนหนึ่งเขาหายไป จดหมายจากผู้นั้นก็มาถึงบอกว่าเขาไม่ต้องการกลับมา” เธอหยุด พยับหน้า “แต่ความจริงคือไม่มีใครอยากรับลูกฉันกลับ มีคนบอกให้ทิ้งเรื่องไว้ เขาไม่อยากให้บ้านเขาเสียชื่อ”
เงื่อนงำในท้องเรื่องเริ่มชัดขึ้น ความไม่อยากของคนรอบข้างนำไปสู่การไม่ทำอะไร การไม่ทำอะไรก็คือการร่วมมือให้เรื่องถูกฝัง มาลินรู้สึกเหมือนมีตาขนาดใหญ่ที่มองลงมาจากความเงียบค่อย ๆ บีบจิตใจผู้คนจนยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
คืนหนึ่ง ขณะที่เธอกลับมาจากการคุยกับแม่ของนิชา หอมีแสงสลัวและบรรยากาศกดทับ เธอเห็นกลุ่มคนยืนรวมกันที่มุมหอ ใบหน้าพวกเขาตึงเครียด พี่บอยยืนอยู่กลางกลุ่ม พูดคุยอย่างต่อเนื่องกับชายที่มีอำนาจของละแวกนั้น เสียงไม่ได้ดังมากแต่แน่นพอจะทำให้ความรู้สึกของเธอสั่น หมอกบาง ๆ เคลื่อนผ่านเท้า เงาแผ่กว้าง
“ผมไม่คิดว่าจะยอมให้เรื่องมันเป็นข่าว” พี่บอยพูดเสียงแหบ “ถ้ามันเป็นเรื่องขึ้นมา คนเช่าจะหายหมด ที่นี่ก็จะปิดตัว”
“แล้วจะทำยังไงกับคนที่รู้มาก ๆ” ชายอีกคนถาม น้ำเสียงแข็งเหมือนคนที่เตรียมการก่อนการตัดสินใจ
มาลินยืนเงียบ ๆ ฟัง แล้วความคิดของเธอก็กลายเป็นชัดเจน เธอไม่ใช่คนที่จะยอมให้การตายของใครถูกฝังเพราะผลประโยชน์ของคนอื่น เธอเห็นแววตาคนต่าง ๆ ที่เปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นการป้องกันตัวเอง เธอเห็นว่าพวกเขากลายเป็นห่วงผ้าใบที่ต้องปกป้องบางอย่างจนยอมทำสิ่งหนึ่ง
“คุณไม่สามารถปิดปากทุกคนได้” เธอพูดออกมาอย่างเด็ดขาด แม้จะรู้ว่าคำพูดนั้นอาจทำให้เขาหันมามองมาที่เธอ แต่ถ้าไม่พูดเธอจะถูกกลืนหายไป เธอเลือกแล้วว่าจะไม่ยืนดูอีกต่อไป
การเผชิญหน้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาโต้ตอบด้วยการเตือนและข้อเสนอให้จ่ายค่าออกจากหอ แต่ทุกครั้งที่เธอปัดป้อง คำถามก็ยิ่งลึกขึ้นและความอันตรายก็ก่อตัวขึ้นเหมือนเมฆดำที่แตกร้าว พวกเขาไม่ยอมให้เรื่องลุกลามออก นั่นทำให้เธอสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในนิชาที่แรงขึ้นกว่าเดิม
นิชามาเยือนเธออย่างชัดเจนในคืนที่เธอแทบจะหมดแรงจากความเครียด ใบหน้าของนิชาเรียบเฉย แต่แววตาอ่อนโยน “กลับบ้าน” นิชาพูด คำว่ากลับบ้านครั้งนี้มาพร้อมกับความรู้สึกที่ต้องการการยืนยัน จะต้องมีคนจำเขาได้จะต้องมีคนบอกความจริง
“ฉันจะบอก” มาลินตอบ แต่นิชาโบกมือเหมือนไม่อยากให้เธอใช้วิธีที่คนอื่นคิด นิชาจับมือมาลินแน่นขึ้นและพูดว่า “ไม่ใช่วิธีแบบนั้น”
“ไม่ใช่วิธีแบบไหน” มาลินถาม เธอยังไม่เข้าใจ แต่รู้สึกได้ว่าคำตอบมีน้ำหนักมากกว่าที่คิด
“ให้…ให้คนที่รู้ทำ…ขอโทษ” นิชาตอบอย่างยากลำบากเป็นคำ ๆ เธอเหมือนคนที่พยายามสื่อสารผ่านนักแปลที่เสียหาย “ถ้าเขา…ขอโทษจริง ๆ คืนนี้จะสงบ”
คำขอเรียบง่ายและทรงพลัง มาลินเข้าใจว่าความจริงที่ต้องการไม่ใช่เพียงการลงบันทึก แต่เป็นการยอมรับของคนที่เกี่ยวข้อง การขอโทษนั้นอาจหมายถึงการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและปล่อยให้ความจริงยิงแสงให้เห็น เธอสังเกตเห็นว่านิชาไม่ได้อยากให้คนลำบาก แต่ต้องการการยอมรับเพื่อให้เขากลับบ้าน
มาลินเผชิญกับการตัดสินใจ ความจริงและการขอโทษต้องชนกันกับผลประโยชน์ของคนในหอ เธอถามตัวเองว่าความยุติธรรมมีราคาแค่ไหน และเธอพร้อมจ่ายหรือไม่ การตัดสินใจนั้นหนักหน่วงกว่าที่คิด แต่เพื่อนร่วมห้องและแม่ของนิชาช่วยสร้างแรงดันให้เธอเลือกทางหนึ่ง
เธอเริ่มนัดประชุมเล็ก ๆ เชิญผู้ที่รู้ร่วมมือนไม่ว่าจะเป็นพี่บอย ส้ม ปอนด์ และแม่บ้าน เธอแต่งเรื่องให้เหมือนการปรึกษาทั่วไป แต่ทุกคำถามที่เธอถามจะล้วงลึกถึงคืนสุดท้ายของนิชา ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนเส้นเชือก พวกเขามองหน้าเธออย่างระแวดระวัง
“ถ้าพวกเรายอมรับและขอโทษ เราจะทำให้เรื่องมันจบได้ไหม” มาลินถาม สายตาของพวกเขามองกันแล้วกลับเป็นความเงียบ
ส้มพูดก่อน “ถ้าพวกเราออกมาพูด ไม่แน่ใจว่าเขาจะเชื่อ”
“แต่ถ้าเราเงียบต่อไป…มันก็ไม่หาย” จูนเสริม น้ำเสียงสั่นเป็นเส้นบาง เธอเพิ่ม “นิชามาเรียกเราไม่ใช่เพราะอยากทำร้ายใคร แต่เพราะอยากให้ใครสักคนยอมรับ”
พี่บอยนิ่งนาน คำตอบของเขาช้าและเหมือนคนที่กลั้นน้ำตา “ผมกลัวว่าถ้ามันเป็นเรื่อง…หอจะปิด ผมจะไม่มีที่ให้คนเช่าพัก พวกเขาจะ…” เขาหยุดพูด แววตาเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
เมื่อการอภิปรายจบลง ไม่ว่าจะด้วยคำพูดที่หนักหน่วงหรือความเงียบ การตัดสินใจก็เกิดขึ้น พวกเขาตกลงในขั้นแรกจะยอมรับบางส่วน และจะบอกความจริงกับแม่ของนิชา แต่พวกเขาต้องการเวลาทำใจ คนที่เกี่ยวข้องมากที่สุดถูกผลักเข้าสู่ความรับผิดชอบที่หนักหน่วง
คืนนั้นความเงียบในหอไม่เหมือนเดิม มาลินเห็นนิชายิ้มพอใจ แล้วเหมือนมีลมพัดผ่านประตู ทิ้งเอากลิ่นมะลิไว้เป็นคำตอบ เธอนอนหลับด้วยใจที่ไม่สงบแต่มีความหวังเล็ก ๆ ว่าทุกอย่างจะดีขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่ของนิชามาถึงพอดี บทสนทนาที่ตามมาหนักแน่นและรวดเร็ว แต่ไม่ใช่การข่มขู่หรือการพูดโทษ มันเป็นการยอมรับที่ทำลายกำแพงหนึ่งชั้น พวกเขาต้องเปิดปากและบอกความจริงต่อหน้าแม่ของเด็ก ชายคนนั้นที่เคยมีอำนาจยืดอกและสั่นเล็กน้อย เสียงของเขาขาดความมั่นใจสำหรับคนเคยมีอำนาจ
“ผมขอโทษ” เสียงนั้นกระแอมและหลุดออกมา สั้น เสียบตรงใจคนฟัง ทุกคำที่หลุดออกมาทำให้ความตึงเครียดในอากาศระเบิดเป็นเสียงเหมือนเปลือกไข่แตก
แม่ของนิชารับคำขอโทษด้วยความนิ่ง แต่ในแววตาของเธอมีบางอย่างที่ไม่อาจหวนกลับ ความขอโทษทำให้บางสิ่งเบาลง แต่ไม่สามารถคืนความเป็นไปแล้วได้ทั้งหมด
นิชาปรากฏตัวเมื่อพวกเขาขอโทษกันจริง ๆ ใบหน้าของเธอไม่ได้แสดงความชื่นมื่น แต่มันดูเหมือนจะผ่อนคลายลงเล็กน้อย เธอยิ้มครึ่งหนึ่งแล้วลุกขึ้นเดินช้า ๆ ไปที่หน้าต่าง มองออกไปนอกหออย่างสงบ เธอชี้ไปทางทิศหนึ่ง และในคำพูดสุดท้ายที่เนิบช้าก่อนจะเลือนหาย เธอพูดว่า “กลับบ้านนะ”
หลายวันผ่านไป หลังจากการขอโทษ หอไม่ได้ปิด เธอกับคนรอบข้างยังคงเผชิญหน้ากับความรู้สึกผิดและผลของการตัดสินใจ ชายคนนั้นถูกกระทบสัมพันธ์ในชุมชน เขาสูญเสียความน่าเชื่อถือ แต่บางอย่างที่หนักกว่านั้นเริ่มหายไป — เสียงเรียกชื่อเริ่มเบาบางและความเย็นในมุมห้องลดลง
มาลินนั่งมองกรอบรูปนิชาที่กลับมาเป็นภาพเดิม ใบหน้าอ่อนลงและแสงที่เคยมืดเล็กน้อยสว่างขึ้นอีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนมีคนเอามือลูบไหล่เธออย่างอ่อนโยน แล้วก็มีความเงียบที่ไม่คุกคาม ทิ้งไว้แค่ความว่างเปล่าที่เติมเต็มด้วยความสบาย
หลายสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างกลับมาดูเหมือนปกติ แต่ความทรงจำไม่ได้หายไป บางคืนเธอยังได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ ผ่านทางเดิน เวลาแสงเย็นลง จะมีกลิ่นมะลิผ่านเข้ามาเป็นระยะ บางครั้งภาพถ่ายยังเปลี่ยนตำแหน่งเล็กน้อย แต่ไม่มีอะไรกลับมารุนแรงเหมือนก่อน ทุกอย่างเหมือนมีการเจรจาเกิดขึ้น และผลลัพธ์คือการยอมรับ
วันหนึ่งขณะที่มาลินจะย้ายออกจากหอหลังเรียนจบ เธอเดินไล่ดูรอบห้อง ตั้งใจจะเอาข้าวของกลับไป แต่ก่อนจะปิดประตู เธอหันกลับไปมองกรอบรูปนิชาอีกครั้ง ใบหน้ายังคงยิ้ม คราวนี้เธอไม่รู้สึกทั้งกลัวและหนักแน่น เธอหมุนตัวและหยุดที่หน้าประตู มีนิสัยบางอย่างที่คนในหอทำต่อกัน มาลินกดฝ่ามือกับผนังแล้วพูดเบา ๆ เสมือนคนที่เอื้อนเอ่ยคำอำลา
“ขอบคุณนะ” เธอพูด ไม่รู้ว่ากับใคร
ประตูปิดลงด้วยเสียงที่ไม่ดังมาก เธอออกมาจากหอด้วยกระเป๋าใบเดียว แต่หัวใจเธอพะว้าพะวังไม่ให้สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นหายไป เธอรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะได้คำตอบและไม่ใช่ทุกความจริงจะทำให้ใจสบาย แต่คืนสุดท้ายในหอทำให้เธอรู้ว่าการยอมรับนั้นมีพลังพอจะปลดปล่อยบางสิ่ง
เมื่อรถแท็กซี่เลี้ยวออกจากซอย เธอหันกลับไปมองตึกสูงชั้นเล็ก ๆ ของหอพัก หมอกเช้าเล็ก ๆ คลอเคลียใบหน้าตึก เงาที่เคยเคลื่อนไหวตอนกลางคืนค่อย ๆ ยืดออกแล้วหายไปกับแสงแดด ไกล ๆ นอกหน้าต่าง เธอเห็นนักศึกษาคู่หนึ่งเดินจับมือกันเข้ามาเช่าใหม่ ชายคนนั้นยกมือโบกให้พี่บอยที่ยืนหน้าประตู ยิ้มอย่างที่คนต้องยิ้มเมื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอยิ้มตอบกลับและหันหน้าไปที่ถนน
สิ่งที่เกิดขึ้นในหอนั้นไม่ได้จบลงอย่างนุ่มนวล มันเป็นการสู้ของคนเล็ก ๆ ที่กล้าพอจะยอมรับสิ่งที่ผิด แต่ภาพสุดท้ายที่ติดตาเธอคือกรอบรูปนิชาที่หันมามองด้านนอกด้วยดวงตาที่สงบนิ่งและแผ่วเบาเหมือนคนที่กำลังจะขึ้นรถไปเยี่ยมบ้าน เด็ก ๆ ที่เคยได้ยินคำว่า “กลับบ้าน” ค่อย ๆ หายไปจากเสียงของเธอ แต่เธอเก็บภาพนั้นไว้ ทั้งความรู้สึกของการได้ยิน การขอโทษ และแสงอ่อนจากหน้าต่าง ช่วงนั้นเป็นเหมือนบานประตูที่ถูกเปิดออกให้ความจริงเข้าแล้วปิดลงอย่างช้า ๆ
ในคืนสุดท้ายก่อนออกเดินทาง เธอเขียนคำตอบลงในสมุดบันทึกว่า “ถ้าฉันไม่กล้า จะไม่มีใครกล้า” เธอพับสมุดเป็นรูปเล็ก ๆ เก็บไว้ในกระเป๋า แล้วปิดไฟห้องสุดท้าย เธอไม่หันกลับมาดูอีกครั้งแต่ในใจมีภาพกรอบรูปนิชายืนยิ้มท่ามกลางกลิ่นมะลิที่ไม่เคยเลือน ความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ถูกลบออกด้วยข่าวหรือคำสั่ง มันคือการที่คนบางคนกล้าก้าวออกมาพูด และบางครั้งก็เพียงแค่การยื่นมือไปหา
เมื่อรถแล่นออกจากซอย หอพักหมายเลขยี่สิบเอ็ดค่อย ๆ เลือนหายไปในกระจกเงาของหน้าต่าง มาลินสูดลมหายใจลึก ๆ ปล่อยให้ความสงบเข้ามาแทนที่ความตึง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองได้ช่วยแบกรับความจริงบางส่วนไว้ได้ แต่เธอรู้ว่าบางส่วนยังคงเป็นเงาเงียบ ๆ อยู่เสมอ ในที่สุด เรื่องของนิชาถูกบอกต่อไปเป็นชื่อคนหนึ่งในสารบบ แต่ภาพสุดท้ายที่เธอจดจำไม่ใช่การบันทึกคำขอโทษที่เป็นลายลักษณ์อักษร มันคือความเย็นที่หายไปจากมุมห้องและรอยยิ้มเงียบของคนที่ได้กลับบ้าน
และบางครั้ง เมื่อคืนเงียบจนเกินไป เธอยังได้ยินเสียงบางอย่างเล็ดลอดเข้ามาในความคิด เสียงเหมือนกระซิบว่า “กลับบ้าน” อย่างอ่อนโยน แต่มันไม่ใช่คำขออีกแล้ว มันเป็นคำอำลา—คำอำลาที่ไม่ต้องการการชดเชย แต่ต้องการการยอมรับ และมาลินก็รู้แล้วว่าการยอมรับนั้น แพงแต่เป็นของที่ควรจ่าย
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: เรื่องผี,สยองขวัญ,หอพักนักศึกษา,ความลับหลังความตาย,ผีหลอก,วิญญาณอาฆาต,คำสาบ,ความทรงจำที่ถูกลบ