บ้านเช่าบนยอดเขา
รถตู้สีเงินคันหนึ่งแล่นติดเครื่องเสียงเบา ๆ ขึ้นทางคดเคี้ยวบนยอดเขา กลางม่านหมอกจาง ด้านในมีชายสูงวัยขับ เสียงใบไม้กวัดแกว่งผ่านหน้าต่างบานเลื่อน สี่วัยรุ่นนั่งเรียงตามช่องไฟ ระวังระไวและเงียบงันเหมือนกลัวพูดจะทำลายเงาสะท้อนบางอย่าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มิ้นท์หนึ่งดาว วัย 19 สวมหมวกบีนี่ หลบตาทุกครั้งที่มีใครสบตา หน้าตาขาวโพลนคล้ำคล้ายคนอดนอน เธอขยับนิ้วมือลูบปากกาในมือ บางครั้งเผลอถอนหายใจสั้น ๆ อย่างไม่รู้ตัว
มัทนา นั่งริมหน้าต่าง ผมหยิกฟู หน้าตรง แววตาแข็งกร้าว กับรอยช้ำเก่าบนข้อมือซ้ายที่โชว์พ้นแขนเสื้อ เธอจ้องออกไปข้างนอก เหมือนไม่อยากคุยกับใคร
นิวท์ เด็กชายตัวผอมท่าทางไม่มั่นใจในตัวเอง หอบกล่องสีมาเต็มกระเป๋าล้อลาก ก้นกระเป๋าพังเป็นรูชะโงกออกมา เขาพยายามยิ้มตอบทุกคำพูดจากคนขับ ถึงไม่มีใครยกมือขึ้นตอบ
พีท สูงโปร่ง เสื้อยืดย้วย มือแน่นกับกล่องกีตาร์ไฟฟ้าแบบใส แจ้งเสียงหายใจแรงเหมือนพยายามกลั้นความตื่นเต้นและรำคาญไปพร้อมกัน
รถชะลอลงหน้าประตูบ้านไม้สองชั้น สีน้ำตาลซีดเลือนจากลมหนาว ทางขึ้นเต็มไปด้วยใบสนแห้งและเสียงลม วัยรุ่นทั้งสี่หันมองหน้ากัน ก่อนจะหยิบของลง ชายขับรถยืนมองด้วยรอยยิ้มประหลาดบนใบหน้า
“ของเสร็จหมดแล้วนะ ข้างในมีเตาผิง ห้องน้ำแต่อย่าเข้าตัวบ้านเล็กหลังบ้านตอนดึก ๆ” เขาทิ้งท้าย
มิ้นท์ทำ mắtตกใจ มัทนายกไหล่ “ฝรั่งสไตล์บ้านผีอีกแล้วสินะ” พีทเบือนหน้าหนี เงียบ ทุกคนลากของเข้าบ้านโดยไม่มีใครพูดหรือขอบคุณโชเฟอร์เลย
ภายในบ้านอบอุ่นด้วยแสงไฟ หอมกลิ่นไม้ เบาะโซฟาขาด ผนังประดับภาพถ่ายขาวดำ มัทนาเดินดูรอบบ้าน ค้างคาใจกับห้องเล็กตรงหลังบ้านที่ปิดสนิท นิวท์พยายามชวนคุยแต่มีเพียงเสียงร้อง “น้ำแข็งในตู้เย็นหมดรึยัง” ของมิ้นท์ที่สวนกลับมา
พีทตัดบท “คืนนี้เอาอะไรกินง่าย ๆ ก่อน” เขาเปิดตู้พยายามหาเบียร์ แต่มัทนามองดุ “นี่…ยังเช้าอยู่มั้ย สบตาฉันสิ” ทุกอย่างเงียบ มิวท์ยื่นกล่องสี “มีใครอยากวาดรูปด้วยมั้ย…เอ่อ หรือนั่งดูวิว” ไม่มีใครตอบรับจริงจัง
เสียงพื้นลั่นใต้เท้า ทุกจังหวะเดินดูจะก้องขึ้น ห่างหายจากเสียงหัวเราะของวัยรุ่น บ้านหลังนี้เหมือนจะไม่ชินกับการมีแขกใหม่
คืนนั้นลมแรงจนประตูห้องเล็กกระพือเหมือนจะเปิดออกเอง มิ้นท์นอนอ่านโน้ตส่วนตัวใต้แสงสลัว เตียงข้างนิวท์ว่างเปล่า นิวท์นั่งกอดเข่าหน้าหน้าต่าง เงาจากแสงจันทร์ทอดยาวเหมือนปลายเท้าของใครอีกคนสะท้อนบนพื้นห้อง
“เข้าใจมั้ยว่าที่นี่…มันแปลก ๆ” นิวท์เอ่ยกับพีทข้างเตียง พีทถอนหายใจ “ก็เช่าแค่เจ็ดวัน ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมาก” เสียงลมข้างนอกราวกับมีบางอย่างเคาะหน้าต่างเบา ๆ ชวนให้ชวนขนลุก
รุ่งเช้าวุ่นวาย กลิ่นกาแฟไหม้และเสียงบ่นของมัทนา “ใครเป็นคนเปิดหน้าต่างห้องน้ำเมื่อคืน!” มิ้นท์เงียบ มองตาต่ำ ๆ บรรยากาศตึงเครียด นิวท์ชวน “ไปเดินรอบบ้านกันมั้ย เผื่อผ่อนคลายบ้าง” มัทนาพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้
ระหว่างเดิน ข้างบ้านเต็มไปด้วยมอสเขียว มัทนาหยุดที่ประตูเล็กหลังบ้าน แอบเขี่ยดิน พีทหยุดยืนมอง “อย่าเล่นอะไรเสี่ยง ๆ เดี๋ยวโดนด่า” มัทนาตอบแบบประชด “กลัวอะไรนักหนา เดี๋ยวจะรู้หรือเปล่าล่ะว่าข้างในมีอะไรซ่อนอยู่”
เสียงกิ่งไม้หักแว่วจากหลังบ้าน ทุกคนตกใจ เงียบกันชั่วขณะ มิ้นท์เดินหนีออกมา “บ้านอะไรมันดูอึดอัดไปหมด” พีทเดินตาม จังหวะหนึ่งมือแตะไหล่เธอเบา ๆ “เราแค่…อยากหาแรงบันดาลใจมาทำเพลง แค่นั้นจริงๆ” มิ้นท์จ้องหน้า ไม่เชื่อสนิทใจนัก
โต๊ะกลางคืนวันถัด ๆ มา ทั้งสี่นั่งเงียบ วาดรูปคนละมุม มิ้นท์เริ่มพูดเบา ๆ เหมือนกำชัง “ถ้าใครมีอะไร…ไม่สบายใจ พูดออกมาได้มั้ย?” ไม่มีใครตอบ สายตาแต่ละคนจับจ้องอยู่แค่บนโต๊ะหรือกระดาษของตัวเอง
“ฉันขอโทษถ้ามันดูตึงเครียด จริง ๆ ไม่มีอะไร” นิวท์พูด ผจญภัยกับศิลปะ เขายิ้มแห้ง พีทหัวเราะ “นายมันขี้กลัวไปเอง” บรรยากาศเริ่มละลายลงเล็กน้อย แต่มัทนายังนิ่ง
เวลาผ่านไป ความรู้สึกอึดอัดและเย็นยะเยือกยังรบกวน บางคืนได้ยินเสียงคนเดินใต้ถุน หรือกลิ่นไม้เก่าจะสลายจนติดจมูก กระทั่งทุกคนตื่นขึ้นกลางดึกพร้อมกัน คนละห้อง ทั้งบ้านสั่นไหวเหมือนถูกแรงบางอย่างสั่นสะเทือน
เสียงประตูห้องเล็กหลังบ้านแง้มเปิดออกเอง ร่องรอยบางอย่างค่อย ๆ ปรากฏบนผนัง – เป็นลายมือใครบางคนเขียนว่า “ขอโทษ…ขอโทษด้วย” ด้วยรอยขีดข่วนเหมือนเล็บ
มิ้นท์ใจเต้นรัว วิ่งตามมัทนาไป พีทกับนิวท์กระชากกันออกจากห้อง “ไหนว่าห้ามเข้าไง!” มัทนาวิ่งไปหน้าประตูมือสั่น พีทพยายามรั้งไว้ “พอแล้ว เดี๋ยวจะซวยไปกันใหญ่!” แต่ประตูเปิดออกเผยห้องแคบ ๆ ที่มีกล่องเหล็กเก่าเก็บกับภาพถ่ายเด็กสาวจาง ๆ วางล้มอยู่ข้างกัน
ทุกคนนิ่งเงียบ มัทนาดึงภาพขึ้นดู บนหลังภาพมีคำว่า “มินตรา 2542” เงาเด็กหญิงคนหนึ่งปรากฏหน้าต่างบานเล็ก ทุกคนเห็นตรงกันแว็บหนึ่ง พีทหน้าซีด “เห็น…เห็นหรือยัง?”
มิ้นท์ทรุดตัวลง มือปล่อยปากกา “เคย…เห็นในฝันของตัวเอง” เธอหลุดปากไป นิวท์เปิดกล่อง พบสมุดบันทึกเก่า ๆ ในสมุดระบุเรื่องการสูญเสียและการผิดสัญญาของเด็ก ๆ ที่เคยอยู่ที่นี่เมื่อยี่สิบปีก่อน
เสียงลมพัดวูบ ผ่านหน้าต่างใบใหญ่ กลิ่นมอสเปียกและผ้าห่มเก่าลามเข้ามาในห้องอย่างหนัก ทุกคนเงียบ ไม่มีใคร อยากเชื่อ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่ามีบางอย่าง เกินกว่าปรากฏการณ์ปรกติ
เย็นวันนั้นทั้งสี่นั่งหน้าระเบียง พยายามพูดคุย ถึงความกลัวและความลับส่วนตัว มิ้นท์ยอมรับว่ากำลังหนีอดีตที่บ้าน พีทรับสารภาพว่ากลัวการถูกทอดทิ้ง มัทนาบอกอย่างกระด้างว่าไม่เคยเชื่อใจใครจริงเลยสักครั้ง ส่วนนิวท์บอกว่าอยากได้รับการยอมรับจากใครสักคน
“บ้านนี้…อาจจะต้องการให้อภัย เหมือนฉันมั้ง” มัทนากล่าวออกมาเสียเบา ๆ จังหวะหนึ่งแสงแดดตกกระทบหน้าต่าง กลิ่นสดชื่นแผ่วพลิ้วเข้ามาแทนที่กลิ่นเย็นชืดของเช้าวันแรก
คืนนั้น ทุกคนวาดรูปด้วยกัน นิวท์เสนอให้นำภาพถ่ายของ ‘มินตรา’ นั้นวางใจกลางห้องแล้วใช้สีวาด “อาจจะช่วยให้เจ้าของบ้าน…ไปต่อได้มั้ย” มิ้นท์ลังเลแต่ก็วาดดอกไม้ล้อมรอบภาพ พีท improvis เพลงเบา ๆ ขณะที่มัทนาหลับตาและนั่งเหม่อ ฟังเสียงทั้งหมดซึมลึกในความเงียบใหม่ระหว่างกัน
เสียงลมหยุดลง ประตูห้องเล็กหลังบ้านปิดลงช้า ๆ ด้วยแรงที่ดูเหมือนใครบางคนหมุนกลอนเบา ๆ ความรู้สึกโล่งเบาคลี่คลาย ทุกคนล้มตัวลงบนเสื่อผืนเดียวกลางห้อง แลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตกันกลางแสงเทียนสลัว
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศบนยอดเขาแจ่มใส ใบไม้เปลี่ยนสีและสายหมอกบางเบาลอยคลุมขอบหน้าต่าง บ้านทั้งหลังดูเปลี่ยนไป ไม่มีร่องรอยความเย็นยะเยือกหรือกลิ่นอับ
ก่อนเก็บของกลับ มิ้นท์หยุดยืนจ้องบ้านหลังเล็ก มัทนาเดินมาข้าง ๆ “นายกลัวไหม?” มิ้นท์ยิ้มจาง “ไม่เท่าไหร่ – กลัวเรื่องเดิม ๆ ในใจตัวเองมากกว่า”
พีทคว้ากีตาร์ นิวท์ลากกระเป๋า รอยยิ้มจริงใจเริ่มปรากฏในหมู่เพื่อน รอยร้าวใหม่ ๆ แทนที่ความเครียดเก่า
ประตูบ้านปิดสนิท เสียงลมหอบโชยผ่าน สนามบนยอดเขา กลุ่มวัยรุ่นหันหลังกลับ เดินลงทางลาด ปล่อยให้บ้านเงียบสงัด – ทิ้งไว้แต่ภาพวาดและคำขอโทษที่ปะติดปะต่ออยู่บนฝาผนัง ที่จะเล่าเรื่องของการให้อภัยและความเติบโตในใจของทุกคนตลอดไป