หัวหน้าที่ไม่ได้สมัคร
เสียงโทรศัพท์ดังกลางคืนก่อนเที่ยงคืนของฤดูสอบคือสิ่งที่ทานินไม่ควรรับ แต่เมื่อชื่อของคนที่โทรขึ้นจอ — “นีน่า” — เขาก็รับอย่างช่วยไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฮัลโหล” ทานินพูดด้วยเสียงนิ่งจนเกือบกลายเป็นเสียงเดียวกับผนังห้อง
“ตื่นอยู่หรือยัง หาเรื่องส่งเมล์ผิดหรือไงเนี่ย!” นีน่าพึมพำแล้วหัวเราะเบา ๆ
“เมล์อะไร…” ทานินถาม ทั้งที่ในใจรู้ตัวแล้วว่าเมื่อคืนเขากดส่งตอบรับงาน» แล้วลืมเปลี่ยนหัวข้อ
“เมล์จากคณะ… เขียนว่า ‘หัวหน้าชมรมความคิดสร้างสรรค์: ทานิน ปณิธาน'” นีน่าพูดเสียงสูง
“มัน…ไม่ใช่ของฉันนะ” ทานินตอบทันที แต่เสียงของเขาเต็มไปด้วยความลังเล
“ไม่ใช่ของคุณ? แล้วใครจะไม่ใช่ของใครอีก ถามจริง ทานิน นายสมัครมั้ย”
ทานินกลืนน้ำลาย เขาจำได้ว่าคืนนั้นเขาเห็นแบบฟอร์มสมัคร แต่ไม่ได้กรอกอะไรเลย เพียงแค่กด “ตอบรับ” ที่มุมของอีเมลเพื่อขอบคุณอาจารย์ที่ส่งข่าว
“ฉัน…ขอโทษ ฉันไม่ได้สมัคร” เขาพูด อย่างที่เขามักพูดเมื่อสถานการณ์เริ่มเกินความสามารถของเขา
“ขอโทษอะไร ยิ่งขอโทษยิ่งไม่มีประโยชน์” นีน่าตอบสั้น เธอเป็นเพื่อนร่วมห้องที่พูดจริงหัวใจ แต่เวลาโหดร้ายก็ตรงไปตรงมา
เดือนที่แล้ว ทานินได้รับทุนเรียนทุนเต็มจำนวนด้วยเงื่อนไขว่าต้องรักษาเกรดและเข้าร่วมกิจกรรมของคณะอย่างน้อยหนึ่งกิจกรรมต่อเทอม
เสียงหัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นเมื่อคิดว่าการเป็นหัวหน้าชมรมอาจเป็นช่องทางที่ปลอดภัย แต่ความจริงคือเขาไม่เคยทำอะไรที่มองออกว่าเป็น ‘การเป็นหัวหน้า’ มาก่อนเลย
“ถ้าฉันบอกว่าไม่รับล่ะ” เขาถาม
“ลืมเรื่องทุนรึไง ทานิน” นีน่าพูดเฉียบขาด “หรืออยากให้ฉันพาไปสมัครงานทำความสะอาดหอสมุดแทน”
ทานินหัวเราะทั้งน้ำตาในใจ หน้าผากเย็นขึ้นเล็กน้อย โกหกเล็กๆ ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ง่ายในตอนนั้น
“เอาเถอะ เดี๋ยวฉันช่วย” นีน่าพูดเสียงนุ่มลง “แต่ถ้าจะเป็นหัวหน้า นายต้องยอมบอกฉันทุกอย่าง ห้ามมีความลับ”
นี่คือคำสัญญาที่ทานินไม่ได้ตั้งใจจะรักษา แต่เขารู้ว่านีน่าจะช่วยได้จริงๆ
เช้าวันต่อมา ป้ายก้อนอิฐหน้าคณะเปลี่ยนภาพรวมของมหาวิทยาลัยไปชั่วคราว มีโปสเตอร์สีสันจรัสเขียนว่า ‘งานรวมพลความคิดสร้างสรรค์: นำโดย ทานิน ปณิธาน’
“นายเอาเรื่องอะไรมาอีกแล้ว” แบงค์เพื่อนสนิทรออยู่แถวหน้าป้าย เขามองโปสเตอร์แล้วหัวเราะจนตาเป็นเส้น
“เกิดอะไรขึ้น?” ทานินถามแบบถามจริง
“เกิดนายกลายเป็นคนดังของคณะชั่วข้ามคืน” แบงค์พูดและชี้โปสเตอร์ “แบบนี้ต้องมีวิดีโอบนไอจีแน่ ๆ”
ทานินพยายามกลบเกลื่อนด้วยการยิ้ม แต่ข้างในเขารู้สึกว่ามีสนามม้าเล็ก ๆ กำลังวิ่งเสียงดัง
งานนั้นมีชื่อเสียงในหมู่นักศึกษาว่าเป็นงานที่รวมไอเดียบ้าบอและนักแสดงหน้าใหม่ แต่ยังเป็นเวทีที่อาจารย์และคณะกรรมการใช้ประเมินความคิดริเริ่มของนักศึกษา
“ทำไงดีล่ะ” ทานินยืนมองโปสเตอร์ “ฉันไม่ได้คิดจะเป็นหัวหน้า”
“ก็ทำเป็นหัวหน้าเลย” แบงค์แนะนำอย่างไม่ใส่ใจ “หัวหน้าก็แค่ยืนข้างบน พูดคำคม แล้วแจกน้ำส้ม”
ทานินหัวเราะทื่อ เขาไม่มั่นใจว่าจะพูดคำคม แต่การแจกน้ำส้มอาจจะง่าย
นีน่าปรากฏตัวตามสัญญา เธอจับแขนทานินและลากไปที่ชั้นชมรมความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นห้องเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์คอนเซปต์และแก้วกาแฟเก่า
“เราไม่ต้องเป็น พรสวรรค์ พวกคนที่เก่งจะช่วย” นีน่าบอก “นายแค่เป็นหน้าตา ให้เครดิต แล้วฉันจะจัดการเบื้องหลัง”
ทานินมองรอบห้อง เขาเห็นโครงงานที่น่าสนใจและความกระตือรือร้นของคนซึ่งคิดอะไรได้รวดเร็ว
“แล้วถ้าถามเรื่องงบประมาณล่ะ” ทานินถามเสียงเบา
“ฉันมีแผน” นีน่าตอบ ทำหน้าเหมือนมีความลับที่น่าตื่นเต้น
จากจุดนั้น การวางแผนเริ่มต้นขึ้นด้วยความตั้งใจดีแต่มีรากฐานจากความเข้าใจผิด
“เราจะจัดการแข่งขันแนวคิดในสามวัน” นีน่าประกาศในที่ประชุมแรก มีทั้งนักศึกษาโปรเจกต์และอาสาสมัครมองหน้าเธอด้วยความหวัง
“สามวัน?” หนึ่งในสมาชิกถามเสียงสงสัย
“ใช่!” นีน่าพูดอย่างมั่นใจ “ทานินจะเป็นหัวหน้า เขาจะเป็นหน้าตาและรับคำชม ส่วนพวกเราจะทำงานจริง”
“แล้วสื่อสารกับคณบดียังไง” คนหนึ่งถาม
ทานินรู้สึกว่าโลกหมุนเร็วขึ้น เขาไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไร จึงยิ้มกว้างและพยักหน้าแทนคำตอบ
การพยักหน้าในครั้งนั้นคือเมล็ดพันธุ์ของความวุ่นวายที่กำลังจะเกิด
ภาพแรกของปัญหามาในรูปแบบการสัมภาษณ์สำหรับแพลตฟอร์มของคณะ คณะต้องการภาพลักษณ์ใหม่และพอดคาสต์จึงเชิญ ‘หัวหน้าชมรม’ มาพูด
“จงจำไว้นะทานิน” นีน่าบอกในระหว่างซ้อม “อย่าพูดเกินสิ่งที่จำเป็น ใจดีแต่ไม่ต้องอธิบายทุกอย่าง”
ทานินพยักหน้าอีกครั้ง เขาเริ่มพัฒนาทักษะการพยักหน้าเป็นการสื่อสารสำคัญ
ขณะนั้น กล้องเปิด กล้องถ่าย และทานินอยู่หน้ากล้องพร้อมใบหน้ายิ้มที่ฝืนไม่ให้สั่น
“ทานิน คุณมีไอเดียอะไรที่จะทำให้งานนี้พิเศษ” ผู้สัมภาษณ์ถาม
“เราจะเชื่อมศิลปะ วิทย์ และการกินเข้าด้วยกัน” ทานินตอบอย่างสุภาพ แต่คำตอบนั้นมาจากความหวัง เพราะเขาจำไม่ได้ว่ามีอะไรเชื่อม
“คือ…สร้างพื้นที่ที่ใครก็สามารถลองไอเดียได้โดยไม่กลัวว่ามันจะล้มเหลว” เขาเสริมอย่างเป็นสุภาพธรรมดา
บทสัมภาษณ์ผ่านไปด้วยเสียงปรบมือจากผู้ชมออนไลน์ แต่ในความจริงทีมต้องลงมือทำอย่างหนัก หนึ่งในปัญหาคือการหาเงินสนับสนุน
นีน่าตัดสินใจไปติดต่อสปอนเซอร์ท้องถิ่นและร้านกาแฟแถวมหาวิทยาลัย เธอใช้ทักษะขายเป็นเลิศของตัวเองเพื่อให้ได้เครื่องดื่มฟรีและเงินสนับสนุนเล็กน้อย
แต่มีเรื่องหนึ่งที่นีน่าไม่ได้คาดคิด: อีเมลที่แต่งให้ทานินเป็นหัวหน้าไม่ได้ระบุว่าเขาไม่อยากรับผิดชอบ ทำให้หลายคนในคณะเชื่อว่านี่คือความตั้งใจของเขา
วันหนึ่ง ส้ม รัชนี ผู้เป็นหัวหน้าชมรมศิลปะคู่แข่ง เดินมาหาทานินพร้อมกับยิ้มที่ไม่เคยบอกเจตนาจริง
“ยินดีด้วยนะ ทานิน” ส้มพูด “หวังว่าเราจะร่วมมือกัน ไม่งั้นงานนี้คงไม่มีความหมาย”
ทานินตอบด้วยความสุภาพ “แน่นอน…เราควรร่วมมือกัน”
ส้มมองเขาแล้วเหมือนเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เธอเป็นคนมีเสน่ห์และฉลาด เธอเห็นโอกาสที่สามารถใช้เพื่อผลประโยชน์ของชมรมตัวเอง
เมื่อข่าวเรื่องการแข่งขันเริ่มแพร่หลาย ความคาดหวังของผู้คนก็เพิ่มขึ้นตาม ในห้องเรียน อาจารย์ถามทานินเรื่องไอเดีย งานแปลกประหลาดเริ่มถูกโยนใส่โต๊ะเขาอย่างต่อเนื่อง
“นายวางแผนจะเชิญใครมาเป็นผู้ตัดสิน” อาจารย์วิชาออกแบบถาม
ทานินกลืนน้ำลายอีกครั้ง “อาจารย์…ฉันเคยคิดถึงใครบางคน” เขาพูดแบบครึ่งโกหกครึ่งจริง
วันต่อมา ป้ายโฆษณาในคณะขึ้นข้อความเชิญผู้ทรงคุณวุฒิและสปอนเซอร์ชื่อดัง คนเริ่มจับจ้องงานนี้ราวกับเป็นปาร์ตี้ใหญ่ของปี
เรื่องเริ่มซับซ้อนเมื่อนีน่าไปจองห้องประชุมใหญ่โดยใช้ชื่อที่ปรากฏในอีเมลของทานิน แต่โรงอาหารในมหาวิทยาลัยมัวแต่ปิดปรับปรุงในสัปดาห์นั้น ทำให้ต้องย้ายสถานที่เป็นโรงยิม
“โรงยิมเหรอ” บางคนแสดงท่าทางไม่พอใจ “แล้วเราจะจัดนิทรรศการอย่างไรให้ดูพิเศษในโรงยิม”
นีน่าหัวเราะ “เราไม่ต้องการแฟนซีมากมาย แค่ทำให้มันมีธีม และเขามีหน้าตาที่ขายได้” เธอพิงคำว่า ‘เข’ อย่างภูมิใจ
ทานินได้เรียนรู้บทเรียนแปลก ๆ: การที่ใครสักคน ‘หน้าตาดี’ อาจทำให้คนอื่นคาดหวังมากกว่าที่เขาจะให้ได้
ความเข้าใจผิดขยายตัวเมื่อวิดีโอโปรโมทที่นีน่าทำโดยการตัดต่อใช้ภาพทานินในหลายมุม และเติมคำบรรยายที่บอกว่าเขาเป็น ‘ผู้นำความคิดของเจเนอเรชันใหม่’
คลิปนั้นถูกส่งต่อในกลุ่มนักศึกษา และทันใดนั้น ทานินกลายเป็นภาพลักษณ์ที่คนบางคนทึ่ง ในขณะที่อีกคนก็สงสัย
“นายเหมือนคนดังเลยว่ะ” แบงค์พูดและตบไหล่เขา “ตอนนี้อย่าเขินสิ เรามีภารกิจ”
วันสองวันก่อนงาน สิ่งเลวร้ายที่ทุกคนกลัวเกิดขึ้น: สปอนเซอร์หลักถอนตัว คนที่เคยสัญญาจะมาเป็นผู้ตัดสินติดธุระสำคัญ และทีมของส้มเริ่มปล่อยข่าวลือว่าชมรมของทานินจัดงานแบบกะทันหันเกินไป
“เรามีเวลาไม่พอเลย” นีน่าพึมพำ “ฉันจะหาอะไรมาทดแทน”
ทานินรู้สึกว่าเป็นกลางระหว่างการตัดสินใจที่ยาก เขาเคยหลีกเลี่ยงการขัดใจ แต่ตอนนี้การขัดใจเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง
“ฉันต้องบอกความจริง” เขาคิดขณะที่จ้องหน้ากระจกในห้องน้ำหอพัก แต่ปากของเขาพูดสิ่งที่ต่างออกไป
“เราอาจจะหาแขกรับเชิญท้องถิ่นและใช้ทีมจากชมรมต่าง ๆ มาประกวด” เขาบอกทีมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นผิดปกติ
นีน่ามองเขา “นายพูดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ไม่รู้สิ แค่…คิดว่าเราควรทำอะไรที่จริงจังกว่านี้” ทานินตอบ แล้วก็รู้สึกว่าในคำพูดนั้นมีความกล้าอยู่บ้าง
คืนก่อนวันงาน แบงค์และนีน่าทำงานจนดึก มีการทดลองการแสดงและการจัดพื้นที่ ทุกคนเหนื่อยแต่ยังขำกันได้
“นี่เป็นเหตุผลที่นายน่าจะไม่เคยบอกความจริงสินะ” แบงค์พูดระหว่างต้มกาแฟ “ถ้าบอกความจริง งานอาจจะสายหรืออาจจะต้องเลื่อน”
“หรืออาจจะประวัติศาสตร์ถูกจารึก” นีน่าพูดกลับพร้อมรอยยิ้มเหนื่อย
ทานินมองทั้งคู่ แล้วคิดถึงใบหน้าของอาจารย์ที่เขาเคยเห็นเวลาพูดเรื่องการมีส่วนร่วมในชุมชน เขาจำคำพูดที่อาจารย์เคยพูดว่า “ความกล้าคือการยอมรับผิด”
เช้าวันงาน โรงยิมเต็มไปด้วยบูธ แสงและสีสัน มืออาสาทำงานวุ่นวายและผู้เข้าชมทยอยมาเรื่อย ๆ
ประตูเปิดและคนแรก ๆ ก็ตะลึงกับธีมที่ไม่น่าเป็นไปได้: โต๊ะทดลองวิทย์ตั้งคู่กับมุมวาดภาพและมุมอาหารที่คิดค้นโดยนักศึกษาชั้นปีต่าง ๆ
ทานินยืนอยู่บนเวทีรอคำพูดเปิดงาน ใจของเขากระสับกระส่าย แต่ครั้งนี้เขารู้สึกถึงแรงหนุนจากเพื่อนรอบตัว
“เขามั่นใจมากเลยนะ” เสียงหนึ่งในผู้ชมกระซิบ
ทานินหายใจเข้าลึก เขามองฝูงชนและเสียงในหัวสั่งให้เขาพูดความจริง แต่เขายังกลัวผลลัพธ์
“สวัสดีครับ…” เขาพูด และเสียงของเขาดังกว่าที่คาด
“ผมไม่ใช่ฮีโร่ ผมไม่ใช่ผู้บุกเบิก ผมแค่คนที่ได้รับอีเมลผิด” เขาบอกเสียงชัด
ความเงียบตามมาเป็นจังหวะที่ยาวกว่าปกติ ทุกคนหยุดชะงัก คนในห้องหายใจเหมือนจะรอให้จังหวะเปลี่ยน
ทานินยิ้มอย่างนุ่มนวล “แต่ผมอยากทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะผมเชื่อว่าพื้นที่ที่คนล้มได้โดยไม่ถูกตัดสินเป็นสิ่งสำคัญ”
จากมุมหนึ่งของโรงยิม ส้มกัดริมฝีปากแล้วมองไปยังทีมของเธอ ความคิดแผ่ขยายจากเธอแต่ละคน เริ่มเห็นว่าเหตุผลที่พวกเขาเคยแข่งขันอาจทำให้พวกเขาลืมจุดประสงค์
งานเริ่มไหลอย่างไม่ต้องการการจัดการที่บ้าคลั่ง ทุกบูธมีคนสนใจ บางบูธล้มเหลวแต่นั่นกลับทำให้ผู้ชมยิ้ม บางบูธประสบความสำเร็จแบบเรียบง่ายและน่าประทับใจ
“นี่แหละที่ฉันกลัวกับการไม่บอกความจริง” นีน่าพูดกับทานินหลังเวที “แต่วันนี้มันสวยงามบนทางของมันเอง”
ในระหว่างงาน แบงค์เล่าโจ๊กให้ผู้ชม เหมือนมีมุมมองชีวิตที่เป็นธรรมชาติของเขาซึ่งช่วยคนรอบข้างคลายเครียด
ส้มเดินมาหาทานินในช่วงพัก เธอมองหน้าทานินจริงจัง “ขอบคุณที่ยอมบอกความจริง” เธอกล่าวอย่างไม่คาดคิด
“รู้สึกเหมือนโดนหลอกนิดหน่อย” ส้มเพิ่มแล้วหัวเราะเล็ก ๆ “แต่ก็เป็นหลอกที่ทำให้เราได้ทำสิ่งที่ดี”
ช่วงบ่ายมีการประกาศผลการประกวด แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ใครชนะ แต่เป็นการพูดคุยเปิดอกหลังการประกวด ผู้คนเริ่มเล่าถึงความล้มเหลวและวิธีที่พวกเขาเรียนรู้
ทานินยืนฟัง ผู้คนมารุมล้อมเพื่อขอบคุณเขาที่ให้โอกาส และนั่นเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกเหมือนละลายความกลัวของตัวเอง
“คุณทำให้ผมกล้าที่จะลองอีกครั้ง” หนึ่งในผู้เข้าร่วมกล่าว แล้วยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่าเขาจะกลับมาพัฒนาไอเดีย
ค่าใช้จ่ายของงานไม่ได้มาจากสปอนเซอร์หลักเหมือนที่คาด แต่เป็นการระดมทุนเล็ก ๆ จากร้านกาแฟ การขายของทำมือ และค่าบริจาคจากนักศึกษา ซึ่งมากพอที่จะปิดบัญชี
หลังงานมีการสรุป ทานินยืนหน้าโต๊ะรับฟังคำติชม บางคนตำหนิเขาเพราะเริ่มจากการไม่ชัดเจน แต่หลายคนชื่นชมความมุ่งมั่น
“ผมเรียนรู้ว่า…” ทานินเริ่ม พูดช้า ๆ เพื่อให้คำพูดมีน้ำหนัก “การที่จะเป็นผู้นำ ไม่ได้หมายความว่าต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องกล้ายอมรับเมื่อไม่รู้ และกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ”
นีน่าทำหน้าแบบภูมิใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แบงค์พยักหน้าอย่างเป็นสุข และส้มยื่นมือมาจับมือทานินแน่น
ในวันต่อมาคณะยื่นคำชมเชยให้ชมรมและทีมงาน ทานินได้รับอีเมลแจ้งว่านักศึกษาที่เขาช่วยให้โอกาสบางคนได้รับทุนเล็ก ๆ เพื่อทำโปรเจกต์ต่อ
การยอมรับความจริงของทานินไม่ได้ทำให้เขาสูญเสียอะไร แต่กลับทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งที่สำคัญกว่าใบปริญญาหรือความดังชั่วคราว
ตอนเย็นของวันที่งานจบ นีน่า แบงค์ ส้ม และทานินนั่งอยู่ที่ม้านั่งหน้าคณะ ท้องฟ้ามืดลงและแสงไฟจากตึกค่อย ๆ ส่อง
“นายจะทำอะไรในเทอมหน้าล่ะ” ส้มถาม
“ผม…อยากทำโปรเจกต์เล็ก ๆ เกี่ยวกับการออกแบบที่ทำให้คนสัมพันธ์กันได้ง่ายขึ้น” ทานินตอบ และเขายิ้มอย่างจริงใจ
“ฟังดูดี” นีน่าพูด “แล้วครั้งหน้าถ้ามีเรื่องไม่ชัดเจน อย่าเก็บคนเดียว”
ทานินมองเพื่อน ๆ เขารู้สึกว่าภายในเขามีพื้นที่ว่างที่ถูกเติมเต็มด้วยความรับผิดชอบและความมั่นใจที่ไม่ต้องทำเป็น
“ฉันจะพยายาม” เขาพูด และครั้งนี้คำว่า ‘พยายาม’ ไม่ได้มาพร้อมกับการขอโทษ
ภาพสุดท้ายคือสี่คนยืนอยู่ท่ามกลางไฟของมหาวิทยาลัย หัวเราะกันแบบไม่ต้องพยักหน้าปลอมอีกต่อไป ทานินรู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นจริง ๆ ด้วยความผิดพลาดและความจริงที่เขาเลือกจะเผชิญ
คืนก่อนจะถึงเทอมใหม่ ทานินเปิดอีเมลครั้งสุดท้าย เขาเห็นข้อความจากอาจารย์ที่เขียนว่า “ขอบคุณที่ทำให้คณะมีพื้นที่ให้ทดลองและล้มเหลวเป็นบทเรียน”
ทานินยิ้ม เขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้เขารู้ว่าการเป็นคนที่สามารถยอมรับผิดและทำงานร่วมกันสำคัญกว่าเป็น ‘หัวหน้า’ ที่สมบูรณ์แบบ
และเมื่อเขาคิดถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด — อีเมลผิดหนึ่งฉบับ — เขาอดหัวเราะกับความซวยที่เริ่มต้นจากการกดตอบรับอย่างไม่ตั้งใจไม่ได้
“เอ่อ…ขอโทษที่เริ่มเรื่องวุ่น ๆ นะ” ทานินบอกกับตัวเองก่อนปิดไฟห้อง
และครั้งนี้ เสียงคำว่า ‘ขอโทษ’ นุ่มนวลไปด้วยความเข้าใจในตัวเอง หลักฐานว่าเขาได้เรียนรู้ว่าบางครั้งการยอมรับข้อผิดพลาดก็นำไปสู่เรื่องที่สวยงามได้เช่นกัน
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: คอมเมดี้, มหาวิทยาลัย, ความเข้าใจผิด, Coming of Age, ความรับผิดชอบ, มิตรภาพ