ภาพลวงตาแห่งนครธาราสี
เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านยอดอาคารกระจกใสของเมืองธาราสี เหนือลำน้ำกว้างที่ชาวเมืองเรียกว่าช่องน้ำตาทมิฬ แสงแดดยามเย็นสาดส่องผิวน้ำจนเหมือนผ้าม่านสีฟ้าอวดโฉมระยิบระยับ ชั้นบนสุดของตึก “ศูนย์เทคโนโลยีสายน้ำ” ร่างของเนย์ยืนพิงกระจก ดวงตาเข้มจ้องมองไปยังกลางแม่น้ำ เธอจดจ่อกับภาพสะท้อนเงาดำวูบหนึ่งที่ขยับแว่บอยู่ตรงไหนสักแห่งในความคิด ยิ่งสายลมกระพือผ่านหัวใจเธอดูจะไหวตามไปด้วย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโทรศัพท์ดังแว่ว เนย์สะดุ้งหันกลับ มือกำลังจะรับสายแต่ชะงักมองชื่อต้นสาย—เป็นแม่ของเธอ เสียงสั่นสะท้านในใจคล้ายแม่น้ำที่เคยเชี่ยวกราก เธอปล่อยให้สายหลุด ไม่มีคำพูดใดที่อยากพูดกับอดีตที่เธอหนีมาตลอดสิบปี
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ร่างสูงของภูผา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศูนย์ ชะเง้อมองผ่านช่องกระจก เขาอายุใกล้เคียงเนย์ ใบหน้าหล่อเหลามีรอยแผลเป็นจาง ๆ บนคิ้วซ้าย สีหน้าไม่ไว้ใจนัก แต่ก็แฝงความห่วงใย
“ยังอยู่เหรอ กำลังจะปิดตึกแล้ว วันนี้เหนื่อยไหม?” เสียงเขานุ่ม ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เนย์ผงกศีรษะ ไม่มีรอยยิ้ม “ฉัน… เห็นเงาอะไรบางอย่างกลางน้ำอีกแล้ว เหมือนมันเรียกฉัน”
ภูผานิ่งเงียบไปครู่ “เธอควรกลับบ้านบ้างนะเนย์ ดึกนัก… เมืองนี้กลางคืนไม่เหมือนกลางวัน”
เสียงเครื่องปรับอากาศแทรกเข้าในความเงียบ ปลายนิ้วเนย์แตะกระจกเบา ๆ เหมือนอยากปลดปล่อยบางอย่าง “ฉันแค่อยากรู้ว่า… ความจริงของที่นี่คืออะไร”
ภูผาถอยออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก แต่ในดวงตาเขามีร่องรอยบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็น
หลังจากเธอลงลิฟต์ เหยียบเท้าออกจากศูนย์ ฤกษ์ยามค่ำคืนก็มาเยือน พื้นปูนเปียกชื้น เสียงนาฬิกาดังตอกยามยิ่งย้ำให้ทุกฝีก้าวหนักขึ้น เงาดำของตึกสูงทาบยาวลงแม่น้ำ สะพานเหล็กเล็กเชื่อมไปยังฝั่งเกาะกลาง
ระหว่างทางกลับหอพักสายตาเธอสะดุดกับสิ่งหนึ่ง—เด็กชายในชุดเปียกน้ำ วิ่งตัดหน้าพร้อมเสียงหัวเราะแผ่วเบา เสื้อผ้าเก่าเกรอะกรัง สายตาเขาสบมาไม่กะพริบ
“ชื่ออะไร?” เนย์ถามทั้งที่ไม่รู้จะถามเพื่ออะไร
เด็กชะงัก เคี้ยวริมฝีปากก่อนตอบ “ลิล…พี่มองเห็นลิลเหรอ”
เสียงสะท้อนกลางลำน้ำคล้ายเก่า เขาหายวับไปกับสายหมอก เนย์ยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรง คำถามในใจเริ่มผุดพรายเหมือนคลื่นบนผิวน้ำยามเปลี่ยนฤดู
รุ่งเช้าวันถัดมา เนย์ละมือจากชิ้นงานประดิษฐ์ไหล่ห้อยผลิตด้วยทองเหลือง เงาแสงแดดกระทบส่วนแบ่งท่อน้ำ เธอนั่งหมุนเฟืองในมือ ถอนหายใจ เสียงแว่วตามสายลม—เสียงแม่ที่เธอไม่ได้ยินมานาน “กลับบ้านได้แล้วเนย์…พอเถอะ…”
เธอกัดฟัน หันไปเคาะประตูบานเล็ก มือสั่นเล็กน้อย “ภูผา ถ้ามีคนนอกเข้าเขตหวงห้าม… จะเป็นอะไรมั้ย?”
ภูผาสบตา “แล้วเธอเห็นอะไรล่ะ” คำถามขึงขัง ไม่ใช่อ่อนโยนดังเมื่อวาน
เธอเม้มปาก “ถ้าเล่าไป… นายคงคิดว่าฉันเพี้ยน”
“ฉันก็มีอดีตเพี้ยน ๆ เหมือนกัน” เขาหัวเราะแผ่ว เปลือกตาปิดลง เผยบาดแผลในดวงตา
เนย์อมยิ้มจาง ๆ ก่อนเดินออกจากสำนักงาน ตลอดทางเธอรู้สึกว่ามีใครตามหลัง หัวใจเต้นระส่ำ เสียงสะท้อนของสายน้ำดังขึ้นอีกครั้ง “กลับบ้าน… อย่าเชื่อใคร…”
กลางคืนเธอกลับมานั่งที่หน้าต่างห้อง มองผิวน้ำที่บัดนี้มีหมอกหนาปกคลุมจนแทบไม่เห็นอะไร เสียงเคาะหน้าต่างเบา ๆ ดังขึ้น ลิลนั่งบนระเบียงข้างนอก ดวงตาเขาแดงก่ำ
“ลิล… เธอคือใครกันแน่”
“ลิลอยู่ตรงนี้มานานแล้ว… ทุกคนลืมลิล…อย่าเชื่อเสียงในน้ำ…”
เนย์จ้องตา เงาแห่งความหวาดกลัวในใจผุดขึ้นมาทีละลำดับ “นายต้องการอะไรจากฉัน”
ลิลสั่น เขายิ้มเศร้า “ช่วยหาความจริงให้ลิล พี่เนย์…”
เสียงแตรยามดึก ส่องไฟสีส้มผ่านม่านหมอก ภูผาเดินผ่านมาตามทาง เขามองขึ้นมาเห็นเงาสองเงาบนระเบียง—เงาหนึ่งของเนย์ อีกเงาของลิล—แต่ในชั่วพริบตา ลิลก็หายไป
ภูผาเคาะประตู “เมื่อกี้ฉันเห็นเธอคุยกับใคร? ที่นี่ห้ามคนแปลกหน้า”
“เด็กคนนั้น…ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช่คนจริงหรือเปล่า” เสียงเนย์ร้าวขึ้นมา
“เธอควรพักผ่อนมากกว่านี้นะเนย์” ภูผาน้ำเสียงห่วงที่แฝงความคลางแคลงและเจ็บปวดจากอดีตของตัวเอง เพราะเขาเคยสูญเสียคนสำคัญไปในน้ำตรงนี้
รุ่งขึ้น เนย์กลับไปที่ศูนย์ทดลอง เปิดสมุดบันทึกเก่า ภาพถ่ายครอบครัว—เนย์ตอนเด็ก ยิ้มข้างแม่น้ำเดียวกันกับตอนนี้ ข้าง ๆ มีแม่และคนในหมู่บ้านที่ตอนนี้หายไปหมดแล้ว เธอเช็ดคราบน้ำตาที่รื้นขึ้นมา ถอนหายใจ ตัดสินใจเดินออกไปสำรวจท่าเรือร้าง
ฝนเริ่มโปรยเม็ดแรก เธอเดินลุยน้ำตื้นๆ ลึกเข้าไปในซอกตรอกเก่า เงาตึกไม้ผุ ๆ ทาบลงหลังคาสังกะสี เสียงขั้นบันไดไม้ดังเอี๊ยด ๆ เด็กชายลิลยืนรออยู่
“พี่เนย์… ตามลิลมาเถอะ”
เนย์ลังเลแต่ความอยากรู้ชนะความกลัว เธอก้าวตามไปในความมืด ห้องใต้ถุนแคบและอับ เสียงน้ำไหลลอดพื้นไม้ “นี่บ้านของลิล?”
“ครอบครัวลิล…จมอยู่ข้างล่างพี่”
เนย์ชะงัก ดวงตาเธอค่อย ๆ ชินกับความมืด เห็นแสงสว่างเล็ก ๆ สะท้อนลงพื้นเปียก คราบเลือดเก่า ๆ ติดบนเสาไม้
เสียงจากข้างนอกดังขึ้น ภูผาตามมา เขาตะโกนชื่อเนย์ “ออกมานะ! นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ!”
ลิลรีบวิ่งหลบในเงามืด เนย์วิ่งออกไปเจอภูผา กลิ่นโคลนและกลิ่นสนิมตีขึ้นจมูก
“มีบางอย่างผิดปกติที่นี่จริง ๆ ฉันมั่นใจ” เนย์กล่าว น้ำเสียงแกร่งขึ้นกว่าทุกวัน
“เธอกำลังเล่นกับเรื่องที่อันตรายเกินไป! ฉันเห็นคนหายกลางน้ำนี้ต่อหน้าต่อตาหลายครั้งแล้ว” ภูผากำมือแน่น
เนย์เม้มปาก “ไม่ว่าฉันจะเสี่ยงเจออะไร ฉันต้องรู้ความจริง เพราะครอบครัวฉันก็หายที่นี่เหมือนกัน…”
ภูผานิ่งงัน ก่อนพูดว่า “ฉันจะไปด้วยอีกคน ฟังนะ ถ้าจะไขความจริง เธอต้องไว้ใจฉันมากกว่าที่เคย”
วันต่อมา ทั้งคู่รวมตัวออกเดินทางเข้าตรอกซอกซอยรอบแม่น้ำ ใช้แผนที่เก่าจากศูนย์เทคโนโลยีที่เนย์ได้มาโดยลับ เข้าไปถึงท่าว่าง กอบกู้เรือไม้เก่ามาใช้ เสียงลำน้ำไหลเชี่ยวกวาดเรือแกว่งไปมา
กลางลำแม่น้ำ ท้องฟ้าเริ่มขมุกขมัว เสียงหวีดแปลก ๆ ดังขึ้นราวกับใครร้องไห้ใต้ผิวน้ำ ลิลลอยตัวขึ้นบนหัวเรือ เขาบอก “ตรงนั้น… ใต้เกาะกลาง มีบางอย่างซ่อนอยู่… พ่อแม่ลิลหายไปตรงนี้”
เนย์กุมมือแน่น อ้อมแขนภูผากอดไหล่เธอ เงียบงันด้วยคำห่วงใยที่ไม่ได้พูด เสียงฝีพายตบผิวน้ำกลบลมหายใจเธอแต่มันก็ไม่ทำให้หัวใจเบาขึ้น
ยามค่ำคืนมาถึง เรือจอดใกล้วงท่าเรือร้าง แสงไฟจากฝั่งริมน้ำกระพริบวูบไหว เนย์กับภูผาการเดินเท้าไปยังอาคารเก่าอิฐแดง ซึ่งประชาชนเคยใช้หลบภัยน้ำท่วมเมื่อยี่สิบปีก่อน ประตูไม้ส่งเสียงระรัวขณะภูผาเข็นเนย์เข้าไปข้างใน
พวกเขาพบโพรงใต้ดินขนาดใหญ่ เนย์หยิบไฟฉายส่องในมุมมืด ภาพที่สะท้อนคือใยแมงมุมหนาและซากของไอเท็มโบราณมากมาย เสียงหัวใจภูผาเต้นดังจนระเบิดในอกเนย์
จู่ ๆ ลิลเดินนำหน้าพาไปยังช่องแคบ ๆ ตรงมุมสุด “ทางนี้…” เขากระซิบ
เมื่อเนย์ลอดผ่านไป จู่ ๆ สายลมแรงสูบกลิ่นเค็มของน้ำเหนือพื้นดิน ผลักให้เสื้อเปียกชื้น เธอลั่นเสียงถาม “มีใครอยู่ข้างล่างไหม!”
ไม่มีคำตอบ เว้นแต่เสียงของแม่ลอยมาแผ่ว “เนย์… กลับบ้าน… อย่าค้นต่อเลย”
ภูผายื่นมือจับไหล่เนย์แน่น “ไม่ต้องฟังเสียงนั้น มันแค่ภาพลวงตา เนย์…”
เนย์น้ำตาซึม คำพูดของภูผาคล้ายเติมเต็มรอยร้าวที่เธอซ่อนไว้แต่เด็ก เธอก้มหน้า กระซิบเบา ๆ “ฉันเคยคิดว่าตัวเองผิด… เพราะวันนั้นฉันเป็นคนสุดท้ายที่เห็นพวกเขา…”
ภูผากอดเธอไว้ ริมฝีปากเขาสั่นเทา “ฉันก็สูญเสียเหมือนกัน ฉันเข้าใจ ฉันเลือกอยู่ข้างเธอเอง”
ความกลัวและความคิดถึงผสมจนขมในอก พวกเขาหยุดฟังเสียงลมหายใจของกันและกันจนเงียบสงัด ลิลเดินตรงเข้าไปหาปราการไม้ พวกเขาจึงตามไปอย่างไม่ลังเล
โถงกลางใต้ดินเปิดออก ภาพบ่อน้ำใต้เมืองสะท้อนแสงสว่าง เสียงวิญญาณร้องไห้แทรกมาจากรอบข้าง เนย์เงยหน้ามองและมองเห็นเงาสะท้อนของเหล่าคนหายมากมายยืนรอความจริง เหมือนน่านน้ำนี้คือกับดักของผู้ไม่ยอมปล่อยอดีต
เนย์จับมือภูผาแน่น เสียงลิลพูดโลมใจ “ถ้าพี่ให้อภัยอดีต ทุกอย่างจะจบลง พี่…อย่าทรมานตัวเองอีก”
น้ำตาเนย์ไหลริน เธอก้าวลงสู่ขอบบ่อน้ำ ท่องคำสัญญาว่าจะไม่โทษตัวเองอีกต่อไป เสียงร้องรอบ ๆ แผ่วเบาลง เหล่าเงาทั้งหมดค่อย ๆ จางหายจนเหลือแต่แสงทองอุ่น ๆ
เนย์โอบลิลไว้ ลิลหายวับไปเหลือเพียงรอยยิ้มเศร้าสุดท้าย ภูผาพยักหน้า รู้ว่าทั้งเขาและเธอได้ก้าวข้ามอดีต เงามืดยามค่ำก็เลือนหาย น้ำเหนือเมืองธาราสีใสสงบอีกครั้ง
รุ่งเช้าใหม่ แสงแดดยามเช้ากระทบผิวน้ำจนระยิบระยับอีกครั้ง เนย์หันไปมองภูผาซึ่งยืนข้าง ๆ น้ำเสียงอ่อนโยน “ขอบใจที่อยู่ข้างฉัน”
ภูผายิ้ม “เราผ่านคืนยาวในชีวิตมาแล้ว ต่อจากนี้…ไม่มีอะไรน่ากลัวในน้ำอีก”
เสียงลม พัดผ่านสายธารา เหนือเมืองธาราสี เหมือนต้อนรับอนาคตที่เปิดกว้าง พวกเขากอดกันแน่นท่ามกลางแสงแรกของวันใหม่—วันแรกของชีวิตจริงที่ไม่ผูกมัดกับอดีตอีกต่อไป