รอยลวงกลางหิมะ
เสียงหิมะบดเบียดใต้รองเท้าคู่เก่าของศศิ ดังกึกๆ ไปทั่วตรอกซอกเล็กในหมู่บ้านบนภูเขา ตอนที่เธอลากกระเป๋าเดินผ่านเสาสัญญาณที่ถูกหิมะปกคลุม ศศิสูดลมหายใจลึก ควันขาวลอยออกจากปากและจมูก ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือก เธอยืนนิ่งชั่วครู่ อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองไปยังหอสมุดเก่าหลังใหญ่ ตึกไม้สีหม่นที่โดดเด่นเป็นเงาร่างในม่านหมอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทางนี้ค่ะ คุณศศิ!” หญิงชราคนหนึ่งสวมผ้าคลุมขนสัตว์สีเทาโดดเด่นกว่าหิมะ ยืนรออยู่หน้าประตูห้องสมุด เธอแนะนำตัวว่าเป็นย่าแย้ม ผู้ดูแลจนกระทั่งศศิจะมารับช่วง พยักหน้ารับอย่างใจดี แต่ในแววตาซ่อนอะไรบางอย่างไว้อย่างแนบเนียน
“ขอโทษนะคะที่ให้มาหลังพายุหิมะแบบนี้ คงหนาวน่าดู” ศศิยิ้มบาง กลั้นเสียงสั่น แขนกอดกระเป๋าแน่น
“หมู่บ้านเราชินแล้วค่ะ แต่คุณศศิยังต้องระวัง ทางลื่นมาก” ย่าแย้มกล่าวขณะเปิดประตูห้องสมุด ห้องโถงด้านในเต็มไปด้วยกลิ่นหนังสือเก่าและกลิ่นชาเมื่อเช้า ไฟสีส้มอ่อนนวลส่องให้เห็นกำแพงไม้ที่มีรอยขีดแปลก ๆ ราวกับมีเด็กวาดเล่น
ศศิเดินสำรวจรอบ ๆ เห็นเด็กชายคนหนึ่งนั่งหัวเราะเบา ๆ อยู่มุมห้อง เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าหน้าที่ใหม่ แล้วยิ้มให้ ก่อนจะวิ่งหลบออกไปทางประตูหลังห้องสมุด เหมือนเงาลาง ๆ แทรกกับละอองหิมะที่ลอยเข้าเบา ๆ จากบานหน้าต่างแง้ม
“นั่นใครคะย่าแย้ม เด็กที่อยู่ในห้องสมุด…” ศศิหันไปถามขณะที่ยังมองตามเงานั้น
“อ๋อ ไม่มีหรอกค่ะ เด็กแถวนี้ไม่มาห้องสมุดเวลากลางคืนหรอก” ย่าแย้มตอบเรียบ ๆ พร้อมรีบเปลี่ยนเรื่อง
ศศินิ่งไป ลมหายใจติดขัด ดวงตาหญิงสาวสั่นไหวเล็กน้อย กำมือกับสายกระเป๋าจนแน่น จู่ ๆ เสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ก็ดังแผ่วมาอีกครั้ง เธอใจเต้นแรง ไม่กล้าถามซ้ำ
เช้าวันถัดมาบ้านทั้งหลังเงียบกริบ ศศิสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะหน้าต่าง เธอพบชล ชายหนุ่มรูปร่างสูงผอม ใบหน้าแปลกตา มือถือสมุดโน้ตแนบอกยืนยิ้ม เจอศศิครั้งแรกในซอกหิมะด้านหลังห้องสมุด
“คุณใช่ศศิหรือเปล่า?”
“ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่า?” ศศิดูน่ากังวลแต่พยายามยิ้ม
“ผมชื่อชล ผมหาเบาะแสเด็กชายที่หายตัวไป—ทิวาน่ะ คุณเห็นเขาไหม?”
กลิ่นหิมะเปียก ๆ ตลบอยู่รอบตัวชล ดวงตาเขาสะท้อนแสงส้มเรืองจากไฟห้องสมุด ศศินิ่งอึ้ง สิ่งที่เห็นเมื่อคืนกลับมาในหัวทันที
“เมื่อคืนฉันเหมือนจะเห็นเด็กคนหนึ่งนะ…แต่คิดว่าเป็นหลอน หรือฉันเข้าใจผิด” เธอตอบเสียงเบา
ชลพยักหน้าช้า ๆ เขารีบบันทึกอะไรลงสมุด แล้วยื่นมาให้ศศิ “ถ้าได้นึกอะไรออกช่วยจดไว้ด้วยครับ”
ทั้งสองเริ่มเดินตรวจสอบรอบหมู่บ้าน มีแต่รอยรองเท้าที่ย่ำลับไปในหิมะ หน้าต่างทุกบานต่างปิดตายหลังข่าวการหายตัวของทิวา ศศิเริ่มพูดคุยกับชาวบ้านบางคน แต่ทุกคนเหมือนมีม่านหมอกในแววตา เหมือนไม่อยากพูดถึงอะไรเลย
“ถ้าคุณเดินตามรอยเด็กคนนั้น คุณอาจจะเจอคำตอบที่ไม่อยากฟัง ผมเองก็ไม่กล้าพูดทุกอย่าง” ชลกระซิบเบา ๆ ขณะเดินผ่านโบสถ์เล็กกลางหมู่บ้าน ศศิหันไปมอง ดวงตาเธอฉายแววแข็งกร้าวเล็ก ๆ
“คุณหมายความว่ายังไง เด็กหายนะ คุณไม่คิดว่า—”
“มีเรื่องที่คนในหมู่บ้านไม่กล้าพูด คำสาปเก่าที่เกี่ยวกับห้องสมุด” ชลหยุดพูด ลมหายใจเป็นควันสีขาวแตกกระจาย
สายวันนั้นศศิกลับห้องสมุด ระหว่างที่เธอยืนเรียงหนังสือ เสียงหัวเราะเด็กดังขึ้นจากชั้นสอง ศศิกลั้นลมหายใจ ก้าวขึ้นบันไดทีละก้าว บนชั้นสองแสงไฟสลัว รอยขีดเหมือนรอยเท้าเด็กแตะอยู่ตรงฝุ่นข้างโต๊ะไม้เก่า
“เธอกลัวไหม?” เสียงเด็กชายดังขึ้นหลังตู้หนังสือ ร่างลาง ๆ โผล่เฉียดออกมา ศศิกับความกลัวปะทะกันในใจ เธอถอยหลังติดผนัง
“นายกำลังเล่นตลกอะไร!?” ศศิเกรี้ยวกราด คราบนํ้าตาคลอหน่วย เงาร่างเด็กหายลับไปพร้อมเสียงหัวเราะดังลั่นทั่วห้องสมุด
“เธอควรกลับกรุงเทพฯซะ จะได้ไม่เห็น…มากกว่านี้” เด็กกระซิบลอยมา
ศศิสั่นสะท้าน แต่กลับกัดฟันแน่น ไม่หนี เธอดึงสมุดโน้ตเล่มน้อยที่ชลให้ไว้ เขียนทุกอย่างที่เห็น คล้ายต้องการสยบความกลัวด้วยตรรกะ
คืนนั้นชลโผล่มาอีกครั้ง เขาหอบถุงขนมปัง ปากเต็มไปด้วยคำพูดที่ยังไม่ได้เอื้อนเอ่ย
“ผมเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่เคยเห็นเหมือนคุณ เขาไม่ได้แค่หายตัวไป…เขาอาจจะอยู่ในนี้” ชลแตะแผ่นอกตัวเองเบา ๆ
ความเงียบอึดอัดแทรกเข้ามา ศศิหลบสายตา “แล้ว—คุณไม่กลัวหรือ”
“ถ้าเราไม่กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว มันยิ่งตามเราไปเรื่อย ๆ คุณคิดว่าคุณกลัวอะไรกันแน่”
ศศิไม่ตอบทันที เธอขบคิด หยิบรูปจากมือถือเก่า ๆ ขึ้นดู รูปเด็กหญิงคนหนึ่งในเงามืด ศศิเกือบพูดออกมาแต่กลับเงียบลง
วันต่อมาศศิเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอดีตของเด็กชายทิวา และประวัติห้องสมุดเก่านี้ เธอเดินผ่านห้องโถง พบหนังสือปกหนังเก่าสีดำที่ฝุ่นจับแน่น ศศิเปิดหนังสือ เห็นภาพถ่ายหมู่บ้านนี้ในอดีต มีเด็ก ๆ ยืนเรียงราย เคียงข้างกันในเสื้อโค้ทหนาเหงา ๆ ในหมู่คณะนั้นมีทิวาด้วย
หน้าหนังสือถัดไป ใบหน้าทิวาเปลี่ยนเป็นหม่นมัว ภาพรอยยิ้มเริ่มบิดเบี้ยว
“คุณศศิ ใกล้ปิดแล้วค่ะ เดี๋ยวหนูเก็บของให้” เด็กหญิงเพียงคนเดียวในหมู่บ้านเดินเข้ามา สายตามองไปที่หนังสือปริศนา
“เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ไหม?” ศศิกระซิบถาม เธอเห็นแววตาหวาดกลัวที่สุดในแววตาเด็กหญิง ก่อนเธอจะเม้มปากแน่นสุดแรง
“แม่บอกว่าห้ามพูดถึง…”
“แต่เด็กคนนั้นหายนะ!” ศศิยืนยันเสียงสั่น เด็กหญิงเบือนหน้าหนี เงียบงัน รอยน้ำตาปริ่มขอบตา
พลันเกิดเสียงดังปึง! จากชั้นสอง ศศิรีบคว้าตะเกียงขึ้นหลังบ้าน เสียงฝีเท้าวิ่งเรี่ยไปตามพื้นไม้ ราวกับมีเงาเลือนรางวิ่งผ่านประตูทุกบาน ศศิไล่ตามเสียงนั้น ใจเต้นจนแทบหลุดจากทรวงอก
ถึงห้องสมุดชั้นล่าง เธอเห็นเงาเด็กชายในกระจก เงาหันมายิ้มแล้วกระโดดหายลับไป ศศิยืนอึ้ง มือสั่น เสียงหัวเราะดังแทรกจากห้องใต้ดิน
เธอก้าวลงใต้ดิน ดวงไฟแกว่งในอากาศ เงาผีเด็กลอยวนรอบ ๆ ศศิ ความหนาวเข้ากัดกระดูก เธอหลับตา กรวดน้ำตาเดินเข้าหาเงาทิวา
“นายต้องการอะไร…” ศศิกระซิบ ชลปรากฏตัวจากเงามืด เงียบอยู่อีกมุมห้อง
“ช่วยฉัน…ให้อภัยฉัน…” เสียงร้องแผ่ว ๆ เด็กชายแตะมือไปที่ฝาผนังไม้ ศศิเห็นลายมือสะกดเป็นชื่อ แม่ทิวา, วันเกิด—และข้อความว่า ‘ขอโทษ’
ศศิร้องไห้อย่างสุดเสียง ความรู้สึกผิดในอดีตถาโถม เธอยืนนิ่ง ยอมรับและให้อภัยต่อตนเอง
หิมะนอกหน้าต่างเริ่มโปรย ตะวันขึ้นสาดประกายเงินสะท้อนห้องสมุด ศศิค่อย ๆ ยกยิ้มบาง ๆ น้ำตาแห้ง เธอเห็นทิวาโบกมืออำลา ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไปอย่างสงบ
เอื้อมมือแตะหนังสือเล่มเก่าที่เคยกลัว นำมันจัดเข้าที่ เธอกับชลสบตากันอย่างเข้าใจ
“เธอเลือกเผชิญหน้าแล้ว…ทุกอย่างจะดีขึ้น” ชลกระซิบบอก ศศิยิ้มตอบ สายตาเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง
วันสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ ศศิยืนมองหิมะโปรยปราย สัมผัสลมหายใจเย็นเฉียบของความจริงและอดีตที่ยอมรับ เธอตั้งใจกลับมาอีกครั้ง…ในฐานะคนใหม่