เพียงในความเงียบของเรา
เสียงฝนกระทบหลังคาคาร์เฟ่ห์เล็ก ๆ คลอไปกับละอองเย็น ลลิตานั่งอยู่ริมหน้าต่าง หนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนาวางค้างอยู่บนโต๊ะ แต่เธอกลับเหม่อมองหยดน้ำบนกระจก ลมหายใจของเธออ้อยอิ่ง เงียบงัน ก่อนที่เสียงเปิดประตูไม้จะกรอบแกรบขึ้น ปาล์มเดินเข้ามา หนุ่มสถาปัตย์ตัวสูง ใส่เสื้อกันฝนเปียกครึ่งตัว วางเป้ลงข้างเก้าอี้ตรงข้าม โดยไม่พูดอะไร เขาเพียงส่งยิ้มมุมปากประหลาดให้ ผ่านสายตาขรึม ๆ ที่เหมือนซ่อนอะไรไว้ข้างใน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ลลิตาขยับเส้นผม เธอเหลือบตามองปาล์ม ก่อนจะก้มลงอ่านข้อความในโทรศัพท์ “พรุ่งนี้มีพรีเซนต์ใช่มั้ย” เสียงของเธอเบา ราวกับกลัวจะรบกวนบรรยากาศ สายตาคู่นั้นแวบนึงของปาล์มทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกอ่านความคิดออก แต่มันก็ละลายหายไปไวกว่าเสียงฝน
“ใช่ แล้วเธอเตรียมหรือยังล่ะ” ปาล์มถาม สายตาจับจ้องที่โน้ตบุ๊กของตัวเอง พลิกสมุดร่างภาพอย่างเครื่องจักรที่คล่องแคล่ว มือใหญ่ ๆ ของเขาเลอะรอยปากกา เส้นบาง ๆ นั่นโยงไปทั่ว บางมุมดูยุ่งเหยิง บางมุมก็สวยราวกับฝัน ลลิตาพลั้งมองมือเขาผ่านไอน้ำเกาะกระจก ใจเธออยากรู้ ว่าเขาเคยสร้างอะไรไว้ เติบโตจากอะไร
“ก็… ยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่” เธอหัวเราะแห้ง “แต่ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” ถึงเสียงนุ่มนวลนั้นดูมั่นใจ แต่หัวใจเธอกลับสบายน้อยกว่าตอนเดินลำพัง ราวกับในความเงียบมีเรื่องราวมากมายที่ยังไม่พูดออกมา
ปาล์มพยักหน้าเบา ๆ เพียงขยับรอยยิ้มเล็กน้อย “งั้นก็อย่าลืมกินอะไรเป็นมื้อเย็นล่ะ ฉันไม่อยากเห็นเธอเป็นลมกลางเวที”
บรรยากาศในคาร์เฟ่ห์เหมือนหยุดอยู่แค่ตรงนั้น ลลิตาแอบเหลือบมองเขาอย่างไม่กล้าตรงไป ตาเธอเอาแต่ซ่อนรอยอ่อนแอไว้หลังเลนส์แว่น น้ำเสียงที่พูดนั้นเหมือนอยากส่งอะไรออกไป แต่กลัวคนรับจะวางใจไม่ได้
ทั้งสองเดินกลับหอพักท่ามกลางฝนที่ซาแล้ว เอี๊ยดรองเท้าดังไปตามพื้นเปียก ๆ ปาล์มเดินช้าลงตอนเจอรางน้ำท่วม ลลิตาสะดุดเล็กน้อย เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะแล้วรีบปิดปาก ลมหายใจของเธอติดฝนจนกลายเป็นหยดน้ำบนแว่น ปาล์มหันมามองแล้วขยับเสื้อกันฝนของตนให้คลุมไหล่ลลิตา
“ถ้าเปียกมากก็จะไม่สบาย” เขาพูดเพียงแค่นั้น ไม่มองหน้า เหมือนกลัวเจอสิ่งที่ไม่อยากเห็น
ลลิตามองเขานิ่ง ๆ สักครู่ หัวใจเธอฮัมเบา ๆ ในอก แต่ยังไม่มีถ้อยคำไหนแทรกเสียงฝนออกมาได้ เวลานั้นแม้จะเงียบงัน แต่ทุกอย่างกลับรับรู้และเติบโตอย่างช้า ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น ห้องเรียนที่แน่นขนัดเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย ลลิตาจับปากกากระสับกระส่าย รออาจารย์มาหน้าชั้น ปาล์มนั่งห่างไปสองแถว เธอเห็นเขาเผยอปากอยากพูดอะไรกับเพื่อนแต่กลับถอนหายใจแล้วเงียบ มีบางอย่างในตัวเขาที่ยังคงปิดเอาไว้ ไม่ว่าจะแสดงออกอย่างเท่ห์ขนาดไหน
ช่วงบ่าย อาจารย์ประกาศงานกลุ่ม สายตาทุกคู่มองหาคนที่จะร่วมมือ ลลิตาเก็บตัว ไม่ถนัดเข้าหาใคร ส่วนปาล์มดูจะถูกจับจ้องมากที่สุด สุดท้ายเหมือนถูกผลักโดยโชคชะตา ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนร่วมห้องเดียวกัน ทั้งคู่มองตากันแล้วยิ้มแหย ๆ เหมือนยอมรับว่าความเงียบของเราสองคนมันช่างคล้ายกัน
การทำงานกลุ่มเริ่มขึ้นในห้องสมุด ลลิตายกหัวขึ้นจากโน้ต เห็นปาล์มกำลังร่างภาพอาคารในสมุด ขีด ๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย ตัวเลขและวิชาการผสมกับลายเส้นที่มีบางจุดดูอ่อนไหวแปลกประหลาด
“เวลาเธอวาด เธอคิดอะไรอยู่เหรอ?” ลลิตาถาม ตอนที่เพียงเสียงแอร์กระซิบในห้องสมุด
ปาล์มเม้มปาก ไม่มองตา “ก็… ไม่รู้สิ เผลอ ๆ บางทีก็แค่อยากให้คนอื่นเห็นในสิ่งที่เราไม่เคยพูด” เขาหัวเราะขื่น ๆ “บางอย่างมันอธิบายไม่ถูกหรอก”
ลลิตาก้มลงจดโน้ต รอยยิ้มบางเฉียบผุดขึ้นบนแก้มอย่างเงียบ ๆ ทั้งสองต่างพูดน้อย วาดรูปกับเขียนเป็นภาษาของตัวเอง แต่เพราะความเงียบนั้นเองทำให้หลายสิ่งค่อย ๆ เบ่งบาน ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ โต้เถียงกันเรื่องแนวคิด งานของพวกเขากลับเดินหน้าเงียบงัน เหมือนเข้าใจไอเดียกันโดยไม่ต้องอธิบาย
หลายอาทิตย์ถัดมา งานค่อย ๆ เป็นรูปร่าง กลุ่มของพวกเขากลายเป็นกลุ่มเดียวที่ไม่มีการโต้เถียงเสียงดัง เพื่อนคนอื่น ๆ เริ่มพูดถึงความเงียบของทั้งคู่ เสียงแซวจากกลุ่มเพื่อนดังบ้างในห้องอาหารกลางวัน “นี่! สองคนนี้ ทำไมดูเป็นคู่ที่เข้าใจกันดีจัง” ใครคนหนึ่งร้อง ปาล์มเลิกคิ้ว “ก็แค่ทำงานปกติ จะอะไรกันมากมาย” เสียงเขาแห้ง ๆ แต่มีบางอย่างในแววตาทำให้ลลิตารู้ว่าเขาซ่อนอะไรอยู่
ลลิตากลับถึงห้องพักในเย็นวันนั้น โทรศัพท์เธอมีข้อความใหม่จากแม่ ให้รีบตัดสินใจกลับบ้านมาช่วยกิจการเร็ว ๆ นี้ เธอถอนหายใจหนัก คลี่โน้ตบุ๊กขึ้นอีกครั้ง สองความฝันสวนทางกัน เธออยากทำงานด้านภาษา อยากเดินทาง แต่แม่ต้องการให้สานธุรกิจครอบครัว
คืนหนึ่ง ปาล์มส่งข้อความมา “คืนนี้อยู่ห้องไหม ขอคุยงานหน่อย” ลลิตาใจเต้น สองคนเจอกันในห้องพักเล็ก ๆ ปาล์มนำแบบสเก็ตช์มาให้ดู เงียบงันยาวนานก่อนเขาจะพูดขึ้น “เคยรู้สึกว่าเราไม่รู้จะไปทางไหนดีไหม?” เสียงเขาติดเศร้า “ฉันเคยทำพลาดไว้เยอะ… ในอดีต ยังรู้สึกผิดอยู่หลายอย่าง”
“ฉันก็เหมือนกัน” ลลิตาพูดเบา เธอมองแบบที่เขาวาด “บางทีเราอาจมีทางออก แต่แค่ยังไม่กล้าก้าวออกไป”
สายตาทั้งคู่สบกัน แต่แล้วก็เบือนหนี ต่างคนต่างมีรอยเจ็บที่ซ่อนอยู่ใต้เงียบและความหวาดกลัว ลลิตาอยากพูดมากกว่านั้น แต่อะไรบางอย่างยังเหนี่ยวรั้งใจไว้
วันประกวดโปรเจกต์มาถึง กลางหอประชุม ปาล์มขึ้นเวทีพร้อมลลิตา เสนองานต่อหน้าคณะกรรมการ ลลิตาเสียงสั่นนิดหน่อย มือจับไมค์แน่น เธอมองปาล์ม เขาส่งยิ้มกว้างมั่นใจให้ ยามเธอพูดตะกุกตะกัก เขาก็รับไมค์ไปพูดต่อได้อย่างกลมกลืน งานของทั้งคู่สมบูรณ์แบบกว่าที่จินตนาการไว้ แม้ไม่ได้รางวัลใหญ่ แต่เพื่อน ๆ ห้อมล้อมด้วยคำชม
หลังวันนั้น ลลิตาพบตัวเองมองหาเขาบ่อยขึ้น หัวใจรู้สึกพร่องหากผ่านวันโดยไม่เจอ หน้าหนาวคืบคลานเข้ามาในมหาวิทยาลัย ใบไม้เปลี่ยนสีตามฤดู เปลือกแข็งแกร่งที่ปาล์มห่อหุ้มไว้เริ่มหลุดออกให้เห็นความเปราะบางบ้าง เธอสังเกตว่าเขาดูเศร้าบางวัน ยามที่พูดถึงบ้านหรืออดีตสั้น ๆ ลลิตาเริ่มกล้าเอื้อมมือไปแตะแขนเขาเบา ๆ ระหว่างนั่งร้านกาแฟ ปาล์มหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอมยิ้มจาง ๆ ตอบรับด้วยสายตา
มีวันหนึ่ง ปาล์มหายไปจากกลุ่มไลน์ เธอพยายามส่งข้อความหาก็ไม่ตอบกลับ ความร้อนรนคืบคลานจนกลายเป็นความกลัว ที่สุดแล้วจึงตัดสินใจเดินไปหาเขาที่คณะ
ห้องสตูดิโอสถาปัตย์สว่าง โรยด้วยเศษกระดาษแบบ ลลิตายืนลังเลหน้าประตู ก่อนจะเคาะเบา ๆ ปาล์มเงยหน้าจากแบบร่าง ตาเขาแดงช้ำ “ขอโทษนะ ต้องการเวลานิดหน่อย”
ลลิตาไม่พูดอะไร เธอเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ ต่างคนเงียบราวกับเวลาหยุดเดิน เสียงพัดลมเพดานตัดผ่านความเงียบ เธอถามเบา ๆ “อยากคุยมั้ย?”
เขานิ่งไปก่อน “ก็… พ่อเพิ่งโทรมา เขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับชีวิตที่เลือก ไม่อยากให้เรียนทางนี้” ปาล์มเม้มปาก “ฉันเคยทำให้เขาผิดหวังมาแล้ว มันเลยเป็นบาดแผล…” เขาสูดลมหายใจ “พอเห็นเธอมีความฝัน ฉันเลยกลัวเหมือนกันว่าความกลัวจะฆ่าทุกอย่าง”
ลลิตาผงกศีรษะ เธอมองตาเขานาน ๆ “บางทีเราทุกคนก็ผิดพลาดได้… แต่เรายังเลือกได้ ว่าจะเดินต่อยังไง” เธอเอื้อมไปจับมือเขา มืออุ่นในมือเย็น
ในฤดูหนาว กลางสนามหญ้า ทั้งคู่เดินเคียงกันใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มดาว ปาล์มเหม่อมองพระจันทร์ “กลัวจะสูญเสียตอนที่อะไร ๆ กำลังดี เธอเคยรู้สึกแบบนั้นมั้ย”
ลลิตาเงียบไปนาน ก่อนจะตอบ “เคย… มากกว่าที่คิด แต่ถ้าไม่เริ่มต้นสักที พรุ่งนี้มันจะ…ไม่มีอะไรเปลี่ยน”
ปาล์มหัวเราะรับ “งั้นเรามาทำเรื่องกลัว ๆ ไปด้วยกันเถอะ ดีมั้ย?”
ในเดือนถัดมา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนไป ลลิตาเดินทางกลับบ้านไปช่วยแม่ ทุกอย่างดูเหมือนจะห่างเหิน อีกฝ่ายยุ่งกับงานสถาปัตย์ ต่างฝ่ายต่างมีภาระและฝันที่ไม่อาจประสานกันได้
วันหนึ่ง ปาล์มมานั่งเงียบ ๆ บนม้านั่งในสวนสาธารณะ หน้าหนาวเกือบผ่านไปแล้ว โทรศัพท์เขามีข้อความหนึ่ง “เธอสบายดีไหม?” เป็นข้อความของลลิตา
ปาล์มลังเลนาน ก่อนจะพิมพ์ตอบ “คิดถึง” แล้วลบออก เขากลัวอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
การห่างเหินหนักขึ้น ลลิตาเริ่มมีข่าวว่าจะไม่กลับเรียนต่อ ปาล์มเห็นโพสต์ของเธอเกี่ยวกับงานครอบครัว เธอดูยุ่งและห่างไกลกว่าเดิม เพื่อน ๆ พากันถามถึงความสัมพันธ์ของทั้งสอง “เลิกคุยกันแล้วเหรอ?” ปาล์มไม่เคยมีคำตอบ เขาแค่ยิ้มรับจาง ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง
วันหนึ่งลลิตากลับมาเรียนเพื่อเคลียร์หน้างานสุดท้าย ทั้งสองเจอกันโดยบังเอิญหน้าวิทยาเขต เธอยิ้มแห้ง ๆ “ขอโทษนะ ที่หายไป”
“ไม่เป็นไร ฉันก็เป็นเหมือนกัน” ปาล์มตอบสั้น ๆ ความเงียบแทรกระหว่างสองคน ลลิตายืนกอดชีทแน่น รู้สึกผิดปะปนกับความอัดอั้น
ตกเย็นวันนั้น ลลิตาเดินไปหน้าตึกสถาปัตย์ เห็นแสงไฟรำไรจากชั้นบน เธอขึ้นไปช้า ๆ ผ่านบันไดไม้เก่า เสียงฝีเท้ากระทบก้อง ปาล์มนั่งอยู่บนโต๊ะวาด ขีดเส้นบนกระดาษว่างเปล่า
“ฉัน… กลัวว่าเราจะไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม” ลลิตากลั้นใจพูดขึ้น
ปาล์มวางดินสอ เอามือกุมหัว “บางทีฉันก็กลัวเหมือนกัน”
ทั้งสองนั่งนิ่งอยู่นาน ก่อนที่ลลิตาจะพูด “เราจะลองใหม่ได้มั้ย… ถึงจะเจ็บ ถึงจะกลัว”
ปาล์มหันมายิ้ม รอยยิ้มที่เปราะบางที่สุดในชีวิต “ถ้าอยู่ด้วยกัน เราอาจไม่ต้องกลัวเท่าเดิม”
ลลิตายิ้ม น้ำฝนเก่าในฤดูร้อนปีที่แล้วเหมือนจางหาย เหลือไว้แต่ความเงียบอันอบอุ่น ปาล์มหยิบมือลลิตาขึ้นมาแนบหน้าอก แล้วคลายลงเชื่องช้า
ฤดูใบไม้ผลิมาถึงในที่สุด บนสนามหญ้าหลังอาคารเรียน ทั้งคู่นั่งด้วยกันในความเงียบที่ไม่ต้องอธิบายอะไรอีก ลลิตาหันมาบอก “ขอบคุณที่ให้ฉันกล้าพอจะเดินต่อ”
ปาล์มขยับมือไปกุมมือเธอ ทั้งคู่ต่างอ่อนล้าแต่แข็งแรงกว่าเดิม การเติบโตในความเงียบของกันและกัน แม้ไม่ได้สมบูรณ์ แต่ครั้งนี้ไม่มีอะไรต้องกลัวอีก