ในความเงียบของฤดูร้อน
แสงแดดฤดูร้อนแรงจ้า หน้าต่างบานสูงในห้องสมุดกรองแสงจนเหลือเพียงเงาคล้ายริ้วน้ำบนพื้น แพรยืนลังเลอยู่ข้างประตู มองดูโต๊ะยาวที่มีนักศึกษานั่งประปราย บางคนซุกตัวอยู่กับโน้ตเล่มหนา บางคนหลับตาพักสายตาจากหนังสือ แต่มีแค่หนึ่งคนที่เธอมองเห็นชัด—ชายหนุ่มที่สวมเสื้อยืดสีซีด ก้มหน้ากับตำราวิศวกรรม ใบหน้าขรึมไม่แสดงอารมณ์ใด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แพรถอนใจเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหา เธอวางมือบนพนักเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม หนุ่มคนนั้นเงยหน้าขึ้น แววตาว่างเปล่าเหมือนกำแพง เรียบเฉยเย็นชา
“ขอ…ขอนั่งด้วยได้มั้ย?”
เคนไม่ตอบทันที สายตาเลื่อนจากแพรลงไปที่หนังสือ “…ตามสบาย”
แพรกลั้นลมหายใจ เธอรู้ว่าเคนขึ้นชื่อเรื่องความเป็นส่วนตัว น้อยคนจะได้ยินประโยคที่ยาวกว่า “ครับ” จากเขา ห้องสมุดยังคงเงียบจนได้ยินเสียงกระดาษถูกพลิกทีละแผ่น ๆ
“นาย…เรียนปีอะไรเหรอ?”
“สี่”
“โห! ปีสุดท้ายแล้วอ่ะเนอะ ดีจัง…เรายังปีสามอยู่เลย” เธอยิ้มเก้อๆ เหมือนลมร้อนพัดกระทบหน้า เคนแค่พยักหน้า ไม่สบตา เงียบไปอีกพัก แพรดึงโน้ตตัวเองออกมา พลางหยิบปากกามาวาดลายเส้น เธอยิ้มกับตัวเอง ขณะที่อีกฝ่ายดูไม่สนแม้แต่น้อย
เสียงแอร์ครางเบา ๆ ในห้องสมุด สองคนต่างจมอยู่ในโลกของตัวเอง เงียบ…แต่ไม่อึดอัด
วันถัดมา บอร์ดกิจกรรมหน้าคณะติดโพสต์ประชาสัมพันธ์อาสาค่ายฤดูร้อน แพรเดินไปอ่านครู่หนึ่ง ก่อนหยิบมือถือขึ้นมา ทันใดนั้น เธอเห็นเคนยืนห่างออกไปไม่ไกล กำลังจ้องโปสเตอร์นิ่ง ๆ
“นายจะสมัครเหรอ?” แพรเอ่ยก่อนจะรู้ตัว
“เปล่า แค่ดู” เคนตอบสั้น ๆ
“ไปด้วยกันสิ…”
เคนส่ายหน้า “เราไม่ถนัดคุยกับคน”
“งั้น…ไม่ได้สมัครเพราะกลัวคนเหรอ?”
ชายหนุ่มนิ่งไปนาน “…เปล่า”
“แต่ถ้ามีอะไรให้ช่วย บอกเราได้เลยนะ” แพรพูดเบา ๆ พลางส่งยิ้มละมุน เคนหลบดวงตาเธอ เดินจากไปช้าๆ
วันคัดเลือกสมาชิกค่าย ฝนตกปรอย เคนเดินกางร่มเข้ามาภายในอาคาร ท่ามกลางผู้คนวุ่นวาย เขามองหาโต๊ะลงชื่อ จังหวะนั้นเองที่เสียงของแพรดังขึ้นข้างๆ
“เห็นมั้ยว่านายก็มานี่!”
เขาสะดุ้งเล็กน้อย “…เราแค่ผ่านมา”
แพรหัวเราะ “ถ้าสมัครแล้ว…เป็นรูมเมทกันนะ”
“เรา…พยายามไม่สนิทกับใคร”
แพรยังยิ้มเหมือนไม่ถือสา ใบหน้าสดใสท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม
หลังจากประกาศรายชื่อ กลุ่มของแพรถูกจัดให้อยู่กับเคนในทีมประสานงานกิจกรรม ทุกครั้งที่ต้องทำงานร่วมกัน แพรพยายามพูดคุย เปิดบทสนทนา ไม่ว่าเขาจะดูเย็นชาสักแค่ไหน
“นายวางแผนไหว้ครูแบบนี้ ไม่กลัวเด็กเบื่อเหรอ?”
“มันเป็นพิธี…เราเปลี่ยนเยอะไม่ได้”
“แต่ถ้าคิดอะไรใหม่ๆ ได้ก็ลองดูมั้ย…ไม่งั้นจะเป็นปีสุดท้ายของนายทั้งที”
เคนเงียบ ไม่ตอบ แววตาดูลึกซึ้งขึ้นราวกับลังเลใจ แต่แล้วเขาก็พยักหน้าเบา ๆ “…ถ้าเธออยากลอง”
วันถัดมา ทั้งคู่ต้องนั่งด้วยกันเพื่อวางกำหนดกิจกรรม แพรหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาเปิดเพลงบรรเลง ทำลายความเงียบ ขณะที่เคนจดจ่อกับชีทแผนงาน
“ชอบฟังเพลงแบบนี้เหรอ?” เคนถามขึ้นโดยไม่เงยหน้า
“อื้ม…เวลางานเครียด ๆ มันสบายดี”
เคนพยักหน้า ชายหนุ่มเริ่มกล้ามองหน้าแพรมากขึ้น เวลาสบตาเขาจะหลบแต่จะไม่หนีทันทีเหมือนก่อน แพรสังเกตเห็น แต่ไม่พูดอะไร เธอแค่ยิ้มบาง ๆ ทุกครั้งที่เขาสบตา
เย็นวันหนึ่ง ฝนเทลงมากะทันหัน ขณะทั้งสองคนเก็บของเสร็จจากการประชุมค่าย แพรมองฟ้าพรางถอนหายใจ “ไม่มีร่มแน่เลยวันนี้”
เคนเปิดร่มของตัวเองออก ยื่นด้ามไปด้านหนึ่ง “…มา เดี๋ยวไปส่ง”
แพรลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ รอยยิ้มขำปรากฏบนหน้าทั้งที่ฝนสาดใส่เสื้อ
“ขอบคุณนะ นายไม่ถือว่าเราเป็นภาระเหรอ?”
“มันไกลบ้านยู่อะไร?”
“แค่หอข้างมหาลัยนี่แหละ”
ทั้งคู่นิ่งเงียบ ช่วงจังหวะระหว่างเสียงฝน เคนเหลือบสายตามาเล็กน้อย “…เราไม่ได้รำคาญหรอก”
แพรได้ยินแล้วก็หัวเราะเบา ๆ
วันเวลาผ่านไป ทุกอย่างดูเหมือนจะคลี่คลายไปในทางบวก ทั้งสองพบกันบ่อยขึ้น เริ่มสนิทใจ แลกเปลี่ยนเรื่องราว พูดคุยในทุก ๆ เรื่อง ตั้งแต่หนังสือไปจนถึงอนาคต
“นายอยากทำงานอะไรหลังเรียนจบ?”
เคนชะงัก “…ยังไม่แน่ใจ”
“ไม่มีฝันเหรอ?”
“มี…แต่คิดว่าเป็นไปไม่ได้”
“บอกเราได้มั้ย?”
เขาเงียบไปนาน “…เราอยากเป็นนักออกแบบเครื่องยนต์ ไม่ใช่วิศวกร”
แพรยิ้มน้อยๆ “ฟังดูเท่มากเลยนะ”
“บางทีฝันมันก็…ไม่ต้องประกาศให้ใครรู้ก็ได้”
แพรนิ่งไปสักพัก “…เราก็มีฝันนะ แต่กลัวเหมือนกันว่ามันจะไม่เป็นจริง”
การแลกเปลี่ยนความกลัวทำให้ระยะห่างระหว่างสองคนแคบลงโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อการเตรียมค่ายเข้าใกล้ขึ้น ความขัดแย้งเริ่มปรากฏ เคนเริ่มหมกมุ่นกับงานมากขึ้น ปิดตัวเอง กับเพื่อนร่วมทีมเขาเถียงแรง ดึงดันจะใช้วิธีของตัวเอง
“เราควรปรับกิจกรรมให้เด็กได้พูดมากขึ้น!” แพรโต้
“เธอไม่เข้าใจ เราต้องควบคุมเวลา”
“แต่ถ้าตรงตามแผนเป๊ะๆ แล้วเด็กไม่สนุกล่ะ?”
“เราไม่ได้มาทำให้ทุกคนชอบเรา”
น้ำเสียงของเคนแข็งกระด้างจนเพื่อนร่วมทีมคนอื่นนิ่งเงียบไป
ประชุมจบลงด้วยความตึงเครียด แพรหน้าแดงกล่ำ อารมณ์ค้าง
“นายไม่เคยยอมรับความคิดเห็นคนอื่นเลยเหรอ?”
เคนนิ่งงัน “…มันคือความรับผิดชอบ เราต้องไม่พลาด”
“แต่ถ้าทุกอย่างต้องเป๊ะ อย่างที่นายต้องการ แล้วคนรอบข้างล่ะ?”
เขาหลุบตามองพื้น…
คืนนั้นเอง แพรเดินกลับหอด้วยหัวใจหนักหน่วง ส่งข้อความไปแต่เคนไม่ตอบ เธอรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างโดยไม่ทันตั้งตัว
วันถัดมา เคนไม่มาปรากฏตัวที่การประชุม เพื่อนร่วมทีมเริ่มซุบซิบ แพรเดินไปหาที่ห้องสมุดแต่ไม่พบเงาเขา ความเงียบอึดอัดถาโถมจนเธอทนไม่ไหว
สุดท้ายแพรตัดสินใจไปหาที่หอพักของเคน ห้องเงียบมืด เคนเปิดประตูด้วยใบหน้าที่ยังดูเหงา
“นายโอเคมั้ย?”
เขาส่ายหน้า “…เราคิดว่าเราไม่เหมาะกับกลุ่ม”
“นายคิดมากไปเอง ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกับทุกคนได้”
เคนนั่งลงกับขอบเตียง เงียบอยู่นาน “เรากลัว…กลัวว่าถ้าทำพลาด ทุกคนจะเกลียดเรา” เสียงเขาเบา “เราเคยโดนเพื่อนในโรงเรียนเก่าทำแบบนั้น”
แพรนั่งลงข้าง ๆ “มันจบไปแล้ว เรื่องในอดีตไม่ใช่ตัวนายในวันนี้”
“แต่มันยังอยู่…ในหัว”
ช่วงเวลานิ่งงันยาวนาน ก่อนแพรพูดเบา ๆ “ถ้านายเดินออกไปตอนนี้…ทุกอย่างก็จะจบจริง ๆ”
“…ขอโทษ”
แพรลุกขึ้น “นายมีสิทธิ์ผิดพลาด มีสิทธิ์เลือกด้วยตัวเอง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ”
บรรยากาศเงียบงัน เสียงฝนตกพรำ ๆ ด้านนอก มีเพียงแสงนีออนส่องเหนือห้อง เคนขยับสายตาช้าๆ “…เธอไม่รังเกียจที่จะคุยกับคนแบบเราเหรอ?”
“ไม่เลย…นายอาจเป็นคนที่ใคร ๆ คิดว่าเก็บตัว แต่สำหรับเรา นายกล้าพอจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง”
ถุงมือแห่งความเงียบคลายลงทีละน้อย
วันงานค่ายมาถึง อากาศร้อนอบอ้าว เคนทำหน้าที่ประสานงานตลอดเวลา เมื่อเห็นเด็กๆ เริ่มพูดคุยสนุกสนาน ตามแผนที่แพรเสนอ เคนยืนนิ่งอยู่ข้างเวที มองภาพนั้นด้วยแววตาใหม่
หลังเวที มีเสียงหัวเราะคุยกันเบาๆ
“วันนี้ดีมากเลย” แพรยิ้ม ขณะจัดกล่องอุปกรณ์
เคนพยักหน้า “…ดีใจนะที่ได้มากับเธอ”
“ถ้าไม่ได้รู้จักนาย เราก็คงไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ เหมือนกัน”
แววตาอบอุ่นของสองคนประสานกัน เงียบ ไร้คำพูด
หลังค่าย ความสัมพันธ์กลับห่างขึ้น เพราะแต่ละคนต่างยุ่งกับฝึกงาน เคนถูกส่งไปต่างจังหวัด ส่วนแพรเริ่มฝึกงานที่สำนักพิมพ์ในกรุงเทพฯ ข้อความในมือถือเริ่มน้อยลง มีแต่เสียงเงียบเข้ามาแทนที่
คืนหนึ่ง แพรกดโทรออกแต่ลังเลจะพูด เมื่อได้ยินเสียง “ฮัลโหล” ของเคน เธอนิ่งไป
“ว่าไง?” เคนรอ การเงียบยาวขึ้น
“แค่อยากชวนคุย…กลัวว่าจะลืมเสียงนาย”
“เรา…ไม่ค่อยดีเรื่องพวกนี้ ไม่รู้จะคุยอะไร”
“ไม่เป็นไร เราอยากได้ยินแค่เสียง ไม่ต้องพูดอะไรก็ได้”
ความสัมพันธ์บางลง ใกล้จะขาดออกจากกัน…
จนวันหนึ่ง แพรกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เจอผู้ชายคนหนึ่งยืนรอหน้าบ้านด้วยสายตากล้า ๆ กลัว ๆ — เคนยืนยิ้มเก้อ ๆ พร้อมกล่องขนมในมือ
“คิดถึง…เลยมาเอง”
“บอกก่อนก็ได้…”
“กลัวถ้าไม่มา…จะไม่มีโอกาส”
แพรหัวเราะเบา ๆ หยิบกล่องขนมมาถือ ขณะสองคนเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าบ้าน มองท้องฟ้าฤดูร้อน
“นายคิดจะไปต่อสายอาชีพออกแบบใช่มั้ย?”
“เรา…สมัครไปแล้ว ไม่รู้จะได้มั้ย”
แพรมองเขาด้วยแววตาเป็นห่วง “ถึงไม่ได้…นายก็ยังเป็นนาย”
“ถ้าเธอไปถึงฝันแล้วลืมเรา จะทำไง?”
“…เราคงโทษตัวเองมากกว่า” แพรเอ๋ยเบา ๆ “แต่เราน่ะไม่ลืมหรอก”
ความเงียบเข้ามาแทรก เวลาผ่านไปช้า ๆ จนกระทั่งเคนขยับใกล้ขึ้น มองแพรด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความกล้าและความกลัวปะปน
“แพร…”
“อือ?”
“ขอบคุณนะ…ที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กับคนแบบเรา”
แพรยิ้ม “…ถ้านายกล้าก้าวข้ามอดีตได้ เราก็กล้ารักตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน”
สายลมฤดูร้อนพัดเข้ามา พวกเขายืนเคียงกันโดยไม่ต้องมีคำพูดอีกต่อไป
เมื่อวันเวลาผ่านไป สองคนเข้าสู่ชีวิตใหม่ในโลกจริง ระะทาง เวลาทำงาน และความฝันกลายเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ ไม่มีสิ่งใดง่าย ไม่มีอะไรแน่นอน แต่เคนกับแพรหันมาสนับสนุนกัน แพรรับหนังสือเล่มแรกเข้าสำนักพิมพ์ เคนผ่านการคัดเลือกเป็นนักออกแบบเครื่องยนต์อย่างที่ฝัน
ในค่ำคืนเฉลิมฉลองเล็กๆ ท่ามกลางแสงไฟในเมือง เงาสองเงาเดินเคียงข้าง โอบรับความไม่แน่นอนในอนาคต แต่อบอุ่นไปด้วยความเชื่อมั่นและความรักที่ค่อย ๆ เติบโต ไม่หวือหวา ไม่เร่งรีบ แต่ชัดเจน…และจริงใจ