ในเงาของสายฝน
เสียงฝนตกกระทบหลังคาและหน้าต่างกระจกอย่างต่อเนื่อง ทิวทัศน์กรุงเทพฯ ยามเช้าฉาบด้วยไอหมอกฝน พีชเดินถือกล้องถ่ายรูปประจำตัวผ่านล็อบบี้ตึกสูง เธอสวมแจ็กเก็ตสีทึบซึ่งดูแปลกตาท่ามกลางห้องทำงานสว่างจ้า เสียงรองเท้ากระทบพื้นพรมเบา ๆ และสายตาของหลายคนชำเลืองมองเธอเป็นระยะ แต่พีชเอาแต่ก้มหน้าหลีกหนีแสงจ้า สนใจแต่เงาที่สะท้อนในเลนส์กล้องของตน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บนชั้น 18 ของบริษัทโฆษณา ชื่อ “มูฟเอจ” ก้องกำลังนั่งคลิกเมาส์อยู่หน้าจอใหญ่ ผมสั้นของเขาปล่อยยุ่ง เงาหน้าซึมลึกเขาเหมือนซ่อนอะไรไว้ในแววตา มือขวาหยิบบัตรพนักงานขึ้นมาพลิกไปมา มองชื่อ “ก้องภพ วัฒนเสนีย์” แล้ววางลงเหมือนไม่รับรู้เรื่องรอบตัว
“วันนี้ก็ยังไม่คุยกับใคร?” เอ๋ เพื่อนร่วมทีมของก้องถามขึ้นขณะยื่นกาแฟให้
เขาเงยหน้าขึ้นไป ยิ้มจาง ๆ “อากาศมันเงียบดี”
เสียงแจ้งเตือนประชุมทำให้ก้องถอนหายใจ พีชเปิดประตูเข้าห้องประชุมพอดี สายฝนด้านนอกยังไม่หยุดตก ทั้งสองมองหน้ากันแต่ไม่พูดจา เพียงแค่สบตาสั้น ๆ ก่อนที่พีชจะเบือนสายตากลับไปที่หน้าจอ
“เลย์เอาท์ชุดใหม่นี่ ใครจะเป็นคนถ่ายภาพ?” ผู้บริหารฝ่ายครีเอทีฟถาม
ก้องลังเล พีชเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แล้วพูดเบา ๆ “ฉันขอลองได้ไหมคะ”
ห้องประชุมเงียบลงชั่วครู่ ก้องมองไปที่พีชด้วยสายตาสงสัยปนท้าทาย
หลังประชุม พีชเก็บกล้องด้วยมือสั่น ๆ ก้องเดินเข้ามาใกล้แต่ไม่พูดอะไร เพียงแค่ยื่น USB ไฟล์งานมาให้
“ถ้ามีอะไรก็ถามได้นะ” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว พีชเงยหน้าจะตอบแต่ไม่กล้า ริมฝีปากขมวดกันนิด ๆ แววตาเลี่ยงการปะทะตรง ๆ
ทั้งสองทำงานร่วมกันเงียบ ๆ ทุกครั้งที่สายฝนเทลงมา พีชจะสังเกตว่าก้องมักนั่งใกล้หน้าต่าง มองออกไปไกล ๆ บางวันเขาก็มีรอยยิ้มน้อย ๆ ขณะไล่นิ้วไปตามหยดน้ำบนกระจก
วันหนึ่งขณะรอรถเมล์ พีชยืนถือกล้องใต้ชายคาอย่างเหงา ๆ เหมือนจะเก็บภาพทุกอย่างยกเว้นตัวเอง ก้องเดินมากางร่มข้าง ๆ เธอโดยไม่พูดอะไร ต่างคนต่างเงียบจนฝนกระแทกเสียงบนร่มดังเงียบ ๆ กันอยู่ชั่วขณะ
“เธอ…กลัวอะไรกับสายฝนเหรอ?” ก้องถามขึ้นในขณะที่มองไกลไปยังท้องฟ้า
พีชนิ่งงันไป “กลัว…เสียบางอย่างไป…แบบที่อดีตเคยเกิดขึ้น”
ก้องเงียบไปอีกครั้ง ก่อนพึมพำเบา ๆ ว่า “เราก็เหมือนกัน” เสียงหัวใจดังลอดช่องว่างระหว่างกัน
คืนวันศุกร์ ฝ่ายงานครีเอทีฟจัดเลี้ยงที่ร้านริมแม่น้ำ ทุกคนคุยเฮฮา พีชนั่งเงียบมุมห้อง มองกลุ่มคนที่หัวเราะกัน ก้องเดินเข้ามาวางกระป๋องเบียร์เย็น ๆ ลงข้างมือเธอแล้วนั่งลง
“ทำไมชอบอยู่เงียบ ๆ” เขาถามยิ้ม ๆ คราวนี้เสียงทุ้มอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย
เธอยักไหล่ “ชอบมองมากกว่าพูด…ถ้ามีอะไรจะพูด ก็คงพูดผิดอยู่ดี”
“บางที…พูดผิดก็ยังดีกว่าไม่พูดเลย” ก้องพูดด้วยแววตาเหมือนจะมีอะไรซ่อนอยู่ลึก ๆ
สายฝนยังโปรยปราย แสงไฟริมร้านสะท้อนบนผิวน้ำแวววาว พีชหยิบกล้องออกมาแต่ไม่ยกขึ้นถ่าย เพียงแค่หันไปสบตาก้อง
“ไม่ถ่ายเหรอ?”
“บางครั้ง…แค่จำไว้ในใจก็พอ”
ก้องถอนหายใจช้า ๆ ยกเบียร์ขึ้นจิบแล้วนิ่ง ก่อนพูดติดตลก “งั้นฉันต้องไปเป็นความทรงจำเธอให้บ่อยหน่อยแล้ว”
ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ ต่างสำรวจช่องว่างของกันและกันในช่วงเงียบ ๆ ที่ไม่มีใครแทรก
วันรุ่งขึ้น พีชต้องไปถ่ายงานต่างจังหวัด เธอส่งข้อความไปหาเอ๋ วานช่วยงาน ส่วนก้องได้แต่อ่านข้อความที่ไม่ได้ส่งถึง “ถ้าคิดถึงจะบอกได้ยังไง…”
ก้องเอาแต่นั่งหน้าเศร้า หลังเลิกงานเขาเดินกลับบ้านฝ่าสายฝน เม็ดฝนเย็นเฉียบบาดไปถึงใจ ภาพอดีตผุดวาบในหัว ภาพคนรักเก่าที่เขาเคยปล่อยไปเพื่อรักษาฝันของตัวเอง ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังกับตัวเอง และความกลัวซ้ำเดิมในหัวใจ
ที่รีสอร์ต ริมภูเขา พีชนั่งแก้ไขงานอยู่กับกล้องในมือ เธอหยิบภาพเก่า ๆ ออกมาดู ภาพครอบครัวที่แตกหัก ภาพเธอในวัยเด็ก ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเหงา เธอรู้สึกเหมือนต้องต่อสู้กับอดีตในทุกขณะ
“ถ้าทุกอย่างมันเปลี่ยนได้…ถ้าฉันกล้าพอจะเริ่มใหม่” เธอพึมพำกับตัวเอง หยดน้ำตาปะปนกับสายฝนที่ซัดกระทบหน้าต่าง
เวลาผ่านไป หลายสัปดาห์ ทั้งพีชและก้องเจอกันเฉพาะในการประชุม ต่างฝ่ายต่างระวังตัวเองมากขึ้น คำพูดและสายตาล้วนระแวดระวัง ภาระงานถาโถม พีชเริ่มแสดงความคิดสร้างสรรค์ในงานมากขึ้น เธอกล้าเสนอความเห็นใหม่ ๆ ในขณะที่ก้องเฝ้ามองอยู่จากระยะไกลแบบเงียบ ๆ
วันหนึ่ง ก้องเอาไฟล์งานมาวางให้พีช เธอมองดูไฟล์ภาพแล้วอมยิ้ม “สวยดี แต่แสงยังเย็นไปหน่อยนะ”
“ฉันถนัดถ่ายแบบอึมครึมมากกว่า” ก้องว่า
“งั้นฝากดูแสงบ่ายวันฟ้าหลังฝนหน่อย” เธอทิ้งท้ายแล้วเดินจากไป ทิ้งหัวใจที่ยังไม่ได้ส่งถึงกัน
ความใกล้ชิดค่อย ๆ แทรกตัวโดยไม่รู้ตัว มีช่วงที่ก้องซื้อกาแฟมาให้พีช แม้ไม่พูดอะไร ต่างคนต่างรู้สึกถึงน้ำใจเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
เอ๋เริ่มมองสถานการณ์ออก จึงแหย่ก้อง “ระวังนะ เดี๋ยวโดนเพื่อนร่วมงานจับได้ว่าแอบส่งกาแฟให้เขาทุกวัน”
“แค่อยากให้คนที่ทำงานหนักได้อะไรอุ่น ๆ บ้าง” ก้องว่ากลบเกลื่อน
“บางอย่างพูดไม่ได้ก็พยายามทำแทนสินะ?” เอ๋ยิ้ม
สายฝนมักเป็นจังหวะให้ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันสองคน ครั้งหนึ่งขณะเดินกลับหลังเลิกงาน ฝนตกหนักทั้งสองร่วมร่มเดียวกัน เงียบ ๆ เพียงได้ยินเสียงลมหายใจและกลิ่นฝน
“อยากรู้ไหม ทุกครั้งที่ฝนตกฉันจะนึกถึงอะไร?” ก้องถามเสียงเบา ๆ
พีชไม่ตอบ เพียงเดินช้าลง สายตาก้มมองพื้น เขาเดินเคียงข้างเงียบ ๆ
“นึกถึงวันเก่า ๆ…” เขาพูดต่อ “วันที่เคยไม่ได้รักตัวเอง วันที่เคยปล่อยบางคนไปเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีค่าพอ”
พีชเงียบ น้ำฝนหยดโซมลงบนเสื้อ มือนั้นกำสายกล้องแน่น
“ฉันก็เหมือนกัน…กลัวว่าใครจะทิ้งเราไว้ข้างหลัง” เสียงเธอเบาเหมือนกลัวคำตอบ
ก้องมองพีชนิ่ง ก่อนจะเดินช้าลง “แต่สักวัน…ถ้าเรากล้าเดินออกจากเงาฝน บางทีเราอาจเจอแสงแดดจริง ๆ”
สายฝนซาลง แต่หัวใจทั้งสองยังค้างอยู่ในร่มเดียวกัน
วันหนึ่ง ขณะที่พีชกำลังจัดนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของตัวเอง ก้องเดินเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้ ผ่านกลุ่มคนที่แวะเวียนมาชมงาน ภาพถ่ายชุด “เงาของฝน” เต็มไปด้วยอารมณ์หม่นเศร้าแต่แฝงความหวัง เสียงชื่นชมดังรอบข้าง พีชยืนอยู่ในมุมหนึ่ง กำลังจะออกไปหากาแฟ ก้องเดินเข้ามาขวางเบา ๆ
“ขอโทษนะ…ที่พยายามมองผ่านเธอมาตลอด” เขาพูดออกมาในที่สุด
“ฉันเองก็ขอโทษ…ที่กลัวเธอตลอดมาเหมือนกัน”
ความเงียบแทรกกลางทั้งคู่
“ถ้าฝนหยุดตก เธอยังอยากอยู่ใต้ร่มเดียวกันกับฉันไหม?” ก้องถามยิ้มบาง ๆ
พีชชะงัก หันไปสบตาด้วยความกล้าแบบใหม่ ๆ
“บางที…ใครสักคนที่กล้าจูงมือเราออกไปกลางสายฝน นั่นแหละที่ควรอยู่ด้วยกัน”
ทั้งคู่ยืนข้างกัน ท่ามกลางแสงไฟของหอศิลป์และเสียงปรบมือ ทั้งสองไม่ได้กอดหรือจูบกันทันที แต่ต่างคนต่างยิ้มและรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาได้ก้าวข้ามเงาฝนในหัวใจแล้ว
เสียงฝนข้างนอกยังคงโปรยปราย แต่ในหัวใจของก้องและพีช แดดอุ่นเริ่มส่องผ่านเงาของฝนแล้ว