สัญญาณล่องหน
รางรถไฟใต้ดินเก่าในเมืองลมหายใจแห่งชีวิตใหม่ยังอวลกลิ่นสนิมอับชื้นจากอดีต รถไฟขบวนสุดท้ายของวันกำลังเคลื่อนตัวออกอย่างเนือยๆ แสงไฟนีออนสีขาวเรืองโรจน์แต่ไร้ความอบอุ่น ผู้โดยสารเหลือน้อย เอี๊ยด… เสียงเบรคฉับพลันทำให้สมุดโน้ตในมือ “ภวิน” กระเด็นหล่นลงพื้น ภวินรีบก้มเก็บ ตาเขามองลอดกระจกสกปรกไปเห็นเงาคล้ายคนเดินฝั่งชานชาลาร้าง แต่พริบตาต่อมา ทุกอย่างว่างเปล่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขาอดขนลุกไม่ได้ ขณะหยิบสมุดขึ้นมาจดบันทึก: “14:02 ได้ยินเสียงปริศนาอีกครั้ง คล้ายสัญญาณรบกวน ปวดหัวตุบ ๆ เหมือนสั่งบางอย่าง แต่ยังฟังไม่ออก…”
รถไฟจอดนิ่งในสถานีใต้ดินหลังจากอีกสามสถานี “ภวิน” ชายร่างผอม ผิวขาวซีด อายุยี่สิบเอ็ด ไหล่ตกเพราะเหนื่อยกับวันสอบ แบกเป้ขึ้นจากสถานี ก้าวไปตามทางเดินคดเคี้ยวเข้าสู่ย่านหอพักนักศึกษาใต้ดิน บรรยากาศเงียบเชียบ ต่างจากเมืองบนดินซึ่งมีแสงแดดจริงจังไม่มีทางสอดเข้ามาได้
ก่อนถึงทางเข้าหอ เขาสะดุดเท้าตัวเองเพราะเสียงแว่วลึกลับในหู—เสียงฮัมแปลก ๆ กับแสงจ้าแตกวูบในม่านตา ภวินหยุดข้างกำแพง สูดหายใจลึกและเดาะนิ้วขมับขณะเพ่งฟัง เสียงเหล่านั้นเงียบไปในทันที
ประตูหอย่อยปิดค้าง คนเดียวที่เห็นคือ “จิมมี่” รุ่นน้องชั้นปีหนึ่ง เด็กชายอ้วนกลม ผมหยิกดำ ขวัญเสียยืนนิ่ง คำรามเบา ๆ ว่า “เพิ่งได้ยินเสียงเหมือนกันพี่มันดังมาก” ภวินเลิกคิ้ว “เสียงแบบไหน?” จิมมี่อ้ำอึ้งก่อนหลบตา “เสียงคลื่น”
โดยไม่พูดอะไรกันต่อ ทั้งสองแยกย้ายขึ้นห้อง ภวินเดินผ่านโถงใต้แสงสลัว พบกับสาวเรียบร้อยท่าทางมั่นใจ “อัยย์” เพื่อนสนิทที่หายไปสองวัน มาตรฐานของหอคือถ้าใครหายสักคืน ทุกคนจะถามหา แต่ภวินเพิ่งรู้ข่าวนี้จากไลน์กลุ่ม
“มีใครเห็นอัยย์มั้ย?” เดินเข้ามาถามเสียงหวาน แต่แน่วแน่ในแววตา “อาทิตย์ที่แล้วเห็นอยู่หน้าโรงอาหาร” เด็กหญิงอีกคนตอบ “แต่ทำไมยังไม่มา?” ทุกคนมองหน้ากันอย่างอึดอัด
เสียงประกาศกระทบกำแพง “เวลาเคอร์ฟิวอีกสิบห้านาที” เพื่อนร่วมชั้นกลืนน้ำลาย ภวินรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ—เงียบงันและสงสัย
ในห้องส่วนตัว ภวินนั่งจ้องโน้ตบุ๊ก รายงานเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงการรับรู้ในพื้นที่ไร้แสง” แต่เขาพิมพ์อะไรไม่ออก ความคิดวนในหัวคือ “อัยย์หายไปเพราะอะไร—เกี่ยวกับเสียงแปลก ๆ นั่นหรือไม่?” เขาโทรหา “โฟลว์” เพื่อนร่วมโปรเจกต์ “นายได้ข่าวอัยย์หรือเปล่า?” โฟลว์นิ่งไปพักหนึ่ง แล้วตอบเสียงแข็ง “ฉันว่ามันแปลก ๆ ว่ะ แต่ถ้าเกี่ยวกับพวก ‘เสียง’ ที่นายพูดวันก่อน ฉันไม่เชื่อหรอก”
ภวินเม้มปาก แน่นิ่งไป คำว่าพวก “เสียง” มันเปรียบเสมือนสิ่งต้องห้าม ไม่เคยมีใครพูดถึงตรงๆ เด็กหลายคนเคยพูดเล่นว่าหอใต้นี้มีอะไรซ่อนอยู่แต่ก็จบลงด้วยการหัวเราะกลบเกลื่อน
เช้าวันใหม่ หลังอาหารเช้าใต้ไฟฟอกขาว ภวินเดินเข้าเรียนพร้อมจิมมี่ โฟลว์ และ “ฟาน” สาวเฉียบขาดสายกิจกรรม ต่างคุยเรื่องสอบ แต่จิมมี่เงียบผิดปกติ เลิกคิ้วบ่อย ใต้โต๊ะเขากุมข้อมือตัวเองไว้แน่น “เมื่อคืนได้ยินมั้ย?” จิมมี่กระซิบ
“เสียงอะไร?” ฟานขมวดคิ้ว “นายคุยเรื่องเดิมเหรอ?”
“ไม่ใช่แค่ฉันนะ ฟาน…ฉัน…ฉันว่ามันต้องมีอะไรในห้องใต้ถุน”
ฟานยังเฉย โฟลว์ดูรำคาญเล็กน้อย “พูดไรให้มันชัดดีกว่า ฉันไม่มีเวลาฟังพวกกลัวผี” จิมมี่ทำหน้าเสียใจ กำลังจะพูดต่อแต่ถูกเสียงอาจารย์ขัดขึ้น
ในบทเรียน ภวินเหมือนหลุดไปอยู่ที่อื่น สายตาเขาจับจ้องบันไดหนีไฟที่ปิดตายด้านหลังห้อง บางอย่างในหัวสั่งเขาว่า “ลงไปดู” เขาพยักหน้ากับตัวเอง จากนั้นส่งข้อความหาฟานว่าขอเจอกันที่หอภายหลังด่วน
ในค่ำคืนเงียบงัน ภวิน ชวนน้องจิมมี่ และโฟลว์ลงสำรวจห้องใต้ถุนใต้หอพัก ไฟฉายวูบวาบ เงากระพริบบนผนังลอกลาย ประตูเหล็กสนิมเปิดเสียงดังเอี๊ยด กลิ่นอับแรงเย็นๆ ลอยมา อากาศร้อนอัดแน่นแบบที่ภวินใจสั่น “นายกล้าลงไปหรือ?” โฟลว์ตะคอกถามเสียงเบา
“ไม่มีใครช่วยอัยย์ถ้าเราไม่ลองเอง” ภวินพยายามเด็ดขาด แต่ไม่แน่ใจในใจ
พวกเขาก้าวเข้าไปทีละคน ฝุ่นลอยจับแสงเงาวูบ ภายในห้องใต้ถุนคือข้าวของเก่ากองเต็มไปหมด มีตู้ไฟสัญญาณหนึ่งกระพริบช้าๆ ภวินยังได้ยินเสียงฮัม ทว่าสองคนที่เหลือเงียบราวฟังอะไรไม่ออก
“นายโอเคมั้ย ภวิน?” จิมมี่จับบ่าพี่ “ฉันว่าพอแค่นี้เถอะ” แต่ภวินส่ายหน้า มือเขาแตะที่ตู้ไฟทันที ภาพแวบในหัววูบมา—เห็นอัยย์นั่งร้องไห้กลางห้องเปล่า รายล้อมด้วยสายไฟขาดและเสียงควบแน่นในอากาศ จากนั้นทุกอย่างดับวูบ ทุกคนร่วงลงพื้นหมดสติ
เมื่อลืมตา ภวินพบว่าตัวเองนั่งลำพังในพื้นห้องสายไฟระโยงระยาง เงาสะท้อนในกระจกแตกเผยให้เห็นภวินสองคน หนึ่งเศร้าสร้อย อีกเจ็บปวด เงาในกระจกเอื้อมมือมา “นายต้องยอมรับว่านายทิ้งอัยย์ไว้ข้างหลัง…”
ภวินร้องโต้เถียง “ฉันไม่ได้ตั้งใจ! ฉันกลัว!” เสียงสะท้อนเยียบเย็น “แต่ความกลัวนาย ฉุดทุกอย่างไว้” น้ำตาไหล ภวินยอมรับว่าที่แท้วันนั้น อัยย์ขอความช่วยเหลือ แต่เขากลับเลือกเดินออกมา เพราะกลัวการเผชิญหน้ากับเรื่องเหนือธรรมชาติที่เธอพูดถึง
ทันใดนั้นเสียงประหลาดกลับมา คราวนี้ชัดและกดดํ้ามากขึ้น “ภวิน…” ชื่อเขาก้องในหัว เขาลุกขึ้นเดินหาต้นเสียง เห็นอัยย์ตัวจริงในมุมมืด เธอยกมือสั่นเทา “นายได้ยินมั้ย…ฉันอยู่ตรงนี้…ช่วยฉันด้วย…”
“อัยย์! นาย…นายอยู่ที่นี่จริงเหรอ…” เขาน้ำเสียงสั่น
“ฉัน…ติดอยู่ในนี้ เหมือนเสียง…เสียงอยากให้ฉันอยู่…”
โฟลว์กับจิมมี่เพิ่งฟื้น ต่างวิ่งเข้ามาเห็นภวินพูดกับกำแพงว่างเปล่า โฟลว์พึมพำ “นายไม่ได้ละเมอใช่มั้ย”
จิมมี่เดินสำรวจอีกด้านของห้องเจอสมุดบันทึกของอัยย์ “ดูนี่สิ!” ในสมุดมีข้อความบันทึก “ถ้าใครได้เสียงนี้ ขอช่วยหาทางออกให้ด้วย” กับสัญญาณคลื่นแบบเดียวกับที่ภวินได้ยิน
ภวินใช้มือแตะสัญญาณมือบนกำแพง เสียงสะท้อนเริ่มกลบเสียงอื่นในหัว เขากลั้นใจพูด “ถ้าเสียงนี้ต้องการอะไรจากเรา…ฉันจะไม่หนีอีกต่อไปแล้ว ขอให้เอาอัยย์คืนมา ฉันยอมแลกทุกอย่าง”
จู่ ๆ ไฟทั้งห้องสว่างจ้า เสียงแหลมหยุดกึก ภวินทรุดลงกับพื้น อัยย์ปรากฏกายออกมาช้า ๆ มีรอยแผลที่ข้อมือ “นาย…ทำให้ฉันออกมาได้…” น้ำเสียงเบาราวลม ภวินโผเข้ากอดเพื่อน น้ำตาร่วงเข่าทรุด โฟลว์น้ำตาซึม หันไปทางจิมมี่เหมือนจะขออภัยในความดื้อรั้นของตัวเอง
กลับถึงห้องบนหอ กลุ่มเพื่อนต่างนั่งเงียบ สายตาแลไปข้างหน้า “เราต่างมีเรื่องที่ยังไม่ได้พูดออกไป” ฟานเอ่ยเสียงกังวาน “เสียงที่ได้ยินมันไม่ใช่ผี ไม่ใช่ลางร้าย มันคือความกลัวที่ยังไม่คลี่คลาย…”
ภวินเงยหน้า ทบทวนตัวเอง “ต่อไปนี้ ถึงฉันจะกลัว…แต่จะไม่หนีอีก”
อัยย์วางมือบนมือเขา พูดเสียงแผ่ว “ขอบคุณที่พานายออกจากนั้นจริง ๆ”
เมืองใต้ดินยังคงหมุนไปในแสงไฟนิ่งงัน เสียงสะท้อนในหัวภวินเงียบสนิท โลกคลายโซ่ตรวนไร้เสียงไว้ชั่วคราว—แต่เพื่อนกลุ่มนี้ไม่มีใครเหมือนเดิมอีกต่อไป