เกาะเลือดเนื้อ
เสียงคลื่นกระทบโขดหินขณะที่เรือแล่นใกล้เกาะที่ผู้คนเรียกกันว่า “เกาะหมอก” ละอองไอน้ำคลุมหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นชายฝั่ง เสียงเครื่องยนต์เรือกับเสียงหัวเราะสลับกัน ใบหน้าเหนื่อยล้าของกลุ่มนิสิตปีสาม — ปั้น น้ำ จุ๊บ แจน ตั้ม และเติร์ก — ฉายแววตื่นเต้นและหวั่นใจปะปนกันไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แกคิดว่าบนเกาะนี้…มันจะน่ากลัวอย่างที่เขาเล่ามั้ยวะ?” ตั้มเอ่ยขณะมองไปยังเงาร่างของเกาะ น้ำเม้มปาก “ถ้าน่ากลัวก็วิ่งกลับไม่ทันแล้วล่ะ” เธอบ่นพลางมองปั้นที่หยิบสมุดโน้ตออกมาจดข้อมูลอะไรสักอย่าง แจนยักไหล่ “เรามีงานจะต้องทำ ไม่ใช่มาเที่ยว” ท่าทีจริงจังและผิวปากกลบเกลื่อนความตื่นเต้น
เรือเทียบท่า ทุกคนช่วยกันแบกของเดินลึกเข้าไปในป่า เติร์ก หัวหน้าทีมที่ดูเงียบขรึมเดินนำหน้า พวกเขาตั้งแคมป์ริมชายทะเล แยกย้ายกันเก็บตัวอย่างพืชและสัตว์ ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ทิวสนสูงโยกไหวยามลมแรง แจนเดินกลับมาก่อน ขมวดคิ้ว “พวกนาย…เห็นอุปกรณ์บันทึกเสียงทีมเราหรือเปล่า”
พวกเขามองหน้ากัน ปั้นถอนหายใจตอนค้นกระเป๋า “ไม่มีนะ ฉันว่าน้ำลืมไว้ตรงลำธาร” น้ำส่ายหน้า เงียบไปชั่วครู่ก่อนฝืนยิ้ม “คงแค่หล่นระหว่างทาง” บรรยากาศเงียบอย่างน่าประหลาด แจนมองซ้ายขวา “รู้มั้ย เมื่อคืนก่อนฉันฝันว่าได้ยินเสียงคนเรียกชื่อบนเกาะนี้” เติร์กเงยหน้าขึ้น “ความกลัวของคน…เกิดจากความไม่รู้” เสียงแผ่วต่ำของเขาแล่นไปกับสายลม คืนนั้นทุกคนต่างเงียบขณะเข้านอน
เสียงนกแปลกหูดังลอยมา น้ำสะดุ้งตื่นจากเต็นท์ เธอมองไปรอบๆ เห็นเงาดำวูบหนึ่งผ่านสายตา รีบขยับออกสำรวจด้านนอก แต่กลับไม่เจอใคร ปั้นเดินมาชนเธอ “มีอะไรหรือเปล่า” น้ำเบนสายตาหนี “ไม่มีอะไร แค่ฝันร้าย” แต่ในใจยังคงหวาดหวั่น
แจนกับตั้มหมุนเวียนกันสำรวจรอบค่าย ตั้มติดตั้งกับดักสัตว์แต่ซุ่มซ่ามจนท่อนไม้กระเด็นโดนขา แจนหัวเราะหยัน “ชนิดที่อยู่ในหนังรอดูวิ่งตามแกคงตกใจตายหมด” ตั้มหน้าเสีย มองพื้นเลี่ยงสายตา “แกอย่าเล่นกับของแบบนี้อีกได้มั้ย?” แจนนิ่งเงียบไปครู่ เหลือบลอบมองเติร์กซึ่งยังนั่งจดบันทึกอยู่เงียบๆ เธอเดินกลับค่าย พลางปลีกตัวไปคุยกับน้ำ
“น้ำ…แกว่าพอมืดแล้วเราแยกเวรยามกันดีมั้ย เหมือนคืนนี้มัน…ไม่โอเค” น้ำครุ่นคิด “ได้ เดี๋ยวฉันอยู่เวรกับแก” ทั้งคู่ลอบสบตากันโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม
ดึกคืนนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาเหนือพื้นทราย น้ำขยับตัว กระซิบ “ได้ยินเสียงมั้ย” แจนพยักหน้า ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ทะมึนผ่านหน้าทั้งคู่ กิ่งไม้ข้างแคมป์ตกลงมา พวกเขาทั้งสองดีดตัวขึ้น
“ใครน่ะ!” เสียงสั่นกลัวของน้ำขาดใจ เงาร่างนั้นวิ่งหายลับไปในป่า เติร์กกับจุ๊บรีบโผล่มาจากเต็นท์ “เกิดอะไรขึ้น?” จุ๊บถามเสียงตื่น เติร์กใช้ไฟฉายส่องทั่ว “อาจเป็นสัตว์ใหญ่” เขาตอบช้าและนิ่งกว่าปกติ แต่ดวงตากลับสะท้อนความกังวลลึกๆ แจนปรายตามองน้ำ พยักหน้าเหมือนเข้าใจกันโดยไม่พูดสิ่งใด
เช้าวันรุ่งขึ้น อุปกรณ์บางส่วนหายไป และรอยเท้าแปลกประหลาดแทบจะเหมือนรอยคนแต่ผิดธรรมชาติ ทีมงานเริ่มไม่ไว้ใจกัน ตั้มพยายามพูดติดตลก “ก็บอกแล้วให้เอาของขึ้นเต็นท์” ปั้นกลับโยนของในมือกระแทกพื้น “ใครจะไปคิดว่า…บนเกาะจะมีขโมยลึกลับ” แจนตอบกลับทันที “หรือว่าในนี้เอง?” ทุกคนเงียบ รอยร้าวเริ่มปริแตกเล็กๆ ในกลุ่ม
ช่วงสาย พวกเขาแบ่งทีมเดินสำรวจรอบเกาะ ปั้นกับน้ำเดินผ่านเศษซากสิ่งปลูกสร้างเก่าวังเวง “ปั้น ทำไมแกต้องจดทุกอย่าง ไม่กลัวเหรอว่ามันจะมากเกินควบคุม?” ปั้นหยุดเดิน หายใจลึก “ถ้าไม่จด ฉันก็ไม่รู้ว่ามาจริงหรือแค่คิดไปเอง” น้ำสังเกตปั้นที่มือสั่นน้อยๆ ก่อนจะยิ้มปลอบ “ฉันอยู่ตรงนี้นะ” ปั้นหัวเราะเบา ๆ เหมือนจะร้องไห้
ในขณะที่เติร์กกับจุ๊บเดินเลาะขอบผาสูง จุ๊บเอ่ย “ถ้าเกิดอะไรกับเรา คนรู้มั้ยว่าพวกเราอยู่ที่นี่?” เติร์กเงียบไป ฝืนพูด “ฉัน…เคยคิดจะหนีทุกอย่างไว้ที่นี่ สุดท้ายก็เหมือนโดนเกาะนี้ดูดกลืนจนเดินตรงกลับไม่ได้” จุ๊บแตะไหล่เขาเบา ๆ “ขอโทษ…ฉันไม่ควรพูด” เติร์กหมุนตัวเงยหน้ารับแดด เงาสะท้อนใต้เปลือกตาเต็มไปด้วยรอยอดีต
เย็นนั้นขณะทุกคนกลับถึงค่าย ตั้มหายไป ทุกวนเวียนตามหา โยนชื่อกันไปมาแต่ไม่มีใครกล้าพูดตรงๆ ว่าในใจต่างเริ่มกลัว ผลัดกันตะโกนชื่อ เสียงสะท้อนกับความเงียบวังเวงจนทุกคนหนาวสันหลัง แจนกัดฟัน “หรือมันจะเกี่ยวกับ…รอยเท้าเมื่อคืน?” จุ๊บสะอึก มองหน้าทุกคน เติร์กเบี่ยงประเด็น “แยกเดินครบทุกมุมหรือยัง?”
เริ่มถกเถียงกันว่าควรรวมทีมรอความช่วยเหลือหรือแบ่งกลุ่มตามหา ปั้นเสียงสั่น “เราต้องช่วยตั้ม” น้ำรั้งปั้นไว้ “แกไปคนเดียวไม่ได้!” แจนลอบสบตาเติร์ก รอยบาดแผลในกลุ่มแสดงชัดขึ้น
กลุ่มแบ่งออกเป็นสองสาย แจนกับเติร์กเดินลึกเข้าไปในป่า ความเงียบตัดไปด้วยเสียงหายใจหนัก แจนพูดไม่สุดประโยค “เติร์ก…ถ้าฉัน– ถ้าเราเจอตั้ม…แกจะพูดอะไร?” เติร์กเฉไฉ “ขึ้นอยู่กับว่าเขายังอยู่ดีมั้ย” แจนสงบลงชั่วขณะ
น้ำกับปั้นเดินริมริมหาด ปั้นขยี้ตาเอ่ยเสียงแหบ “น้ำ– ฉันกลัว” น้ำหยุดเดิน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจับแขนปั้นไว้แน่น “ถ้าเจออะไรแปลก ๆ เราจะอยู่ด้วยกัน อย่าทิ้งกันเหมือนตอนเด็ก” ปั้นพยักหน้าทั้งน้ำตา
พลบค่ำ ฟ้าเริ่มหม่น ความเงียบกดทับจนได้ยินเสียงหัวใจ ทุกคนกลับมาที่ค่าย พบอุปกรณ์ถูกรื้อกระจัดกระจาย แจนพูดช้า ๆ “มีบางอย่าง…อยากขับไล่พวกเราออกไป” เติร์กใช้ไฟฉายส่อง เฉพาะท่อนไม้มีรอยขีดเป็นรูปร่างคล้ายตัวอักษรแปลกประหลาด
กลางดึกคืนนั้น แจนสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงร้องแว่ว ๆ เธอเดินตามหาเสียงต้นตอ พบเงาวูบหนึ่งริมขอบป่า เมื่อนำไฟฉายส่อง กลับเห็นเพียงรอยเท้าชื้นเป็นทางเข้าสู่ดงพง เติร์กที่ตามมาเจอถามเสียงต่ำ “เห็นอะไร?” แจนพูดไม่ออก แค่ยื่นสมุดบันทึกของตั้มที่เปื้อนเลือด
ความตึงเครียดยิ่งถาโถม จุ๊บฉีกกระดาษในมือทิ้ง “แค่เพราะพวกเรามันโง่ มันถึงเกิดแบบนี้” น้ำสวนทันที “อย่าโทษตัวเองนะ!” ปั้นหัวเราะขื่นขม “แต่เราก็ทำได้แค่นั้นจริง ๆ” เติร์กหรี่ตามองฟ้า ตัดบท “เกาะนี้…มันไม่ใช่ที่สำหรับคนแปลกหน้า”
เช้าวันต่อมา ทุกคนเต็มไปด้วยร่องรอยอดหลับอดนอน แจนเสนอให้เคลื่อนแคมป์ แต่ปั้นค้าน “ยิ่งเราย้าย มันยิ่งเสี่ยง” น้ำเลยตัดสินใจ “ทุกคนต้องอยู่ด้วยกัน ไม่แยกทีมอีก” ความกลัวหนาแน่น ทว่าไม่มีทางเลือกอื่น
เวลาล่วงผ่าน ความเหนื่อยและความขัดแย้งค่อย ๆ กัดกร่อน มิตรภาพเก่าถูกแทนที่ด้วยความคลางแคลง แผลในใจเริ่มฉีกขาด เมื่อปั้นเผลอพูดเรื่องอดีตของตั้มที่เธอปกปิดมาตลอด ทุกคนสะดุ้ง “หมายความว่าไง?” แจนถามเสียงสูง ปั้นส่ายหน้า “ฉัน…ขอโทษ ฉันแค่อยากให้เขาได้มาเกาะนี้ เพื่อจะได้หนีอดีต…” แจนตบไหล่ปั้นแต่ดวงตาก้าวร้าว “สุดท้ายมันก็ทำร้ายทุกคนอยู่ดี”
กลางคืน มีกระซิบกระซาบนอกเต็นท์ ปั้นสะดุ้ง น้ำกอดเธอแน่น จุ๊บเดินมาพร้อมเติร์ก กระซิบเบา ๆ “มีเงาเดินรอบค่าย” แจนตัดสินใจ “ต้องรวบรวมสมาธิ ถ้ามันคือคน เราต้องรวมกลุ่ม ถ้าไม่ใช่…อย่างน้อยก็มีเพื่อนอยู่” เงาร่างประหลาดกระโจนใส่แคมป์ ทุกคนกรีดร้อง เงานั้นกลับวิ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงดินเปื้อนเลือด
ทุกคนแตกตื่น เติร์กเริ่มสั่น “ฉัน…กลัว” น้ำนิ่งไปนานก่อนจ้องตาเขา “เราต้องช่วยกันรอด ไม่ใช่เอาตัวรอดคนเดียว แค่นี้เราก็พอแล้ว” ปั้นเอื้อมจับมือน้ำ จุ๊บเงียบไปนาน “ฉันอยากกลับบ้าน” แจนพูดเสียงแผ่ว “ใจฉันเหลือแค่พวกนาย…ถ้าไม่มีใคร ฉันไม่รู้จะอยู่ทำไม”
รุ่งเช้า น้ำพบข้อความเปื้อนเลือดที่เขียนว่า “อย่าทรยศ” บนแผ่นไม้กลางค่าย ทุกคนเงียบ เติร์กพรูลมหายใจ “เราทำผิดอะไรไว้กับที่นี่?” ปั้นก้มหน้าน้ำตาคลอ “ทุกคนมีอะไรที่ปิดบังไว้บ้างไหม?” ความลับในกลุ่มเริ่มเปิดเผย แจนยอมรับว่าเคยคิดทรยศเพื่อนในอดีต จุ๊บเผยว่าเธอส่งข้อมูลเกาะให้คนข้างนอกโดยไม่บอกทีม เติร์กสารภาพเรื่องเคยคิดจะหนี ปั้นร้องไห้ยอมรับกลัวเสียเพื่อนไป โดยเฉพาะน้ำซึ่งคือเส้นชีวิตในอดีตที่เธอไม่ยอมปล่อย
ในที่สุดคืนตัดสินก็มาถึง เงามืดวนเวียนรอบค่ายรุนแรงกว่าเดิม ทุกคนเดินรวมกลุ่ม น้ำยืนอยู่แถวหน้า “เราไม่หนีอีกแล้ว” เงาแว่วเป็นเสียงกระซิบเจ็บปวด ปั้นก้าวออกไป “ฉันขอโทษที่ดึงทุกคนมานี่” เงานั้นกลับปรากฏเป็นภาพมัวซัวของตั้มที่หายไป รอยแผลเป็นแต่แววตายังอ่อนโยน “มันไม่ใช่ความผิดใคร” เสียงตั้มแว่ว แจนเดินเข้าไปกอด “เราควรกลับด้วยกัน ไม่ใช่ทิ้งกันตรงนี้”
แสงไฟจากค่ายส่องไปยังภาพตั้มจางหาย ปั้นมองมือที่พยายามคว้าความว่างเปล่า น้ำเอื้อมรวบปั้น จุ๊บเติร์กแจนเดินมาโอบ ทุกคนร้องไห้กับความกลัว ความสูญเสีย และการให้อภัย
เช้าวันใหม่ เกาะยามแสงแดดจางเหมือนโล่งเบา ทุกคนเก็บของขึ้นเรือ แจนพูดอยู่ในลำคอ “เรารอดเพราะเรากล้ายอมรับสิ่งที่กลัว” น้ำลูบหลังปั้น “ความจริงมันเจ็บ แต่ถ้าไม่ยอมรับเราคงหลงอยู่บนเกาะนี้ตลอดไป” เติร์กจับจุ๊บแน่น ทุกคนหันกลับไปมองเกาะอีกครั้ง แววตาหนักแน่นขึ้นกว่าตอนขามา ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง สูดหายใจรับแสงเช้าวันใหม่อย่างเต็มปอด