เกาะต้องคำ: คำสาปแห่งคืนเดือนดับ
เรือไม้เก่าโยกคลื่นไปมาท่ามกลางอากาศมัวหม่น เสียงหัวเราะแทบถูกลมทะเลกลบกลืน ฮัน นักศึกษาแพทย์ปีสาม มองฟ้าไกลอย่างกังวลแต่ไม่พูด มีแพรวกับเหน่ง คู่รักพฤกษศาสตร์พูดจายอกย้อนพลางหยอกล้อกัน ฝ้ายสาวประดิษฐ์เองนั่งเช็ดกล้องวินเทจไม่สนใคร ส่วนทีน เทคโนโลยีปีหนึ่งเอาแต่ถามพี่ ๆ เรื่องตำนานเก่าแก่ของเกาะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มันมีจริงเหรอพี่—เกาะที่คนหายแล้วหายไปตลอดกาล?” ทีนเสียงสั่น ๆ แต่กลบเสียงด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าคิดแบบนั้น พิธีรับน้องนี้เดี๋ยวคงฮิตติดเทรนด์” แพรวพูดพลางหัวเราะเบา ๆ แววตาเจือกังวลระคนตื่นเต้น
เรือเทียบท่า ณ เกาะกลางทะเลที่ไม่มีชื่อในแผนที่ มีโรงเรือนเก่าปกคลุมด้วยเถาวัลย์ สนามหญ้าขึ้นรก ที่ไกลลิบคือซากเจดีย์หักพัง ทันทีที่ยกสัมภาระลง เหน่งหันไปกระซิบกับฮัน “นายยังไม่เล่าให้ใครฟังใช่ไหม?”
ฮันเหลือบมอง จับจ้องรอบตัวก่อนตอบเสียงเบา “ไม่มีใครอยากฟังเรื่องหมอนั่นกับเรื่องปีที่แล้วหรอก”
หยาดเหงื่อกัดกร่อนความกลัวที่บรรยากาศหนาหนักตลอดเดินขึ้นเนิน ทุกคนแยกย้ายหยิบยื่นข้าวของเข้าเรือนหลัก ฝ้ายถือกล้องถ่ายภาพห้องนอนทีละห้อง แม้เช็คไฟแล้วไฟฟ้ายังติดแต่เสียงเครื่องปั่นไฟที่เพิ่งถูกซ่อมยังสบัดเสียงผิดจังหวะอยู่เนือง ๆ
ค่ำแรก พวกเขานั่งล้อมวงรอบกองไฟ หน้าตรีมืด ฟังเสียงคลื่นฝั่งหนึ่ง เสียงนกแปลก ๆ อีกฝั่งหนึ่ง ทีนเล่านิทานเข้าเรื่องตำนานว่า มีนักโทษหนีมายึดเกาะ ครั้นตายแล้ววิญญาณร่ำไห้ ไม่ยอมไปไหน…เสียงหัวเราะกลายเป็นความเงียบกริบเมื่อลมวูบพัดเปลวไฟโยนเศษขี้เถ้าตามหน้าฝ้าย
“อย่าเล่นอะไรแปลก ๆ กับไฟ” แพรวดุเสียงต่ำ เหน่งเหลือบดูสีหน้านิ่ง ๆ ของฮัน
กลางดึก ฝ้ายลุกมาเข้าห้องน้ำ ขากลับได้ยินเสียงน้ำหยดจากปลายระเบียงหลังเรือน เธอเลี่ยงแต่ในเงามืด ปรากฏเงาใครสักคนผ่านมาเร็ว ๆ พอหยุดดู ไม่มีอะไร ฝ้ายสั่นเงียบ ล้วงมือคว้ากล้องแน่น
เช้าตรู่ทีนตื่นมาก่อนใคร เปิดประตูออกไปพบแผ่นกระดาษเขียนว่า “ออกไป เธอไม่ควรอยู่ที่นี่” วางอีกฝั่งฝืมือไม่น่าใช่ใครในกลุ่ม ทุกคนงงไม่มีใครยอมรับ แพรวพยายามปลอบทีน แต่ไม่สำเร็จ ฮันดูสงบผิดปกติ เหน่งเริ่มตั้งข้อสังเกต พลางจ้องเพื่อนของเขาเองราวกับไม่ไว้ใจ
บรรยากาศเปลี่ยนเป็นความอึดอัด ฝ้ายเริ่มถ่ายรูปสิ่งแปลกประหลาด: เงามืดเกินจริง, เงาสะท้อนในกระจกตามหลัง, เงาอีกชั้นที่ไม่มีร่างต้นทาง แต่ไม่มีใครเชื่อ รูปที่ดูเหมือน “รอยเลือด” บนประตูที่ถ่ายไว้ พอดูจริง ๆ ไม่มีอะไร
เย็นวันเดียวกัน ทีนหายตัวไป ทุกคนนึกว่าแกล้งจึงตามหา ทั้งเกาะพลิกหา เศษผ้าที่ทีนใส่ในวันนั้นถูกพบใกล้ซากเจดีย์ หน้าหลุมฝังศพโบราณ ฝ้ายถามเสียงสั่นว่า “ใครเป็นคนสุดท้ายที่เจอทีน?” ฮันหันหน้าหนี แพรวจับมือฝ้ายแน่นจนมือเย็นเฉียบ เหน่งไม่พูดอะไร ลมหายใจหนักและสั้น
คืนที่สองฝนตกหนัก กลุ่มที่เหลือร้องเรียกชื่อทีนท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง อากาศเย็นจนเสื้อไม่อุ่นพอ ทุกคนอดกินเพราะไม่กล้าออกไปหาสิ่งใด ฝ้ายเดินวนทั้งคืนถ่ายรูปเผื่อเจอร่องรอยเพื่อน แต่กลับได้ภาพเงาซ้อนลาง ๆ ซึ่งหายไปเมื่อมองอีกที
กลางคืน ฮันสารภาพกับเหน่ง “ปีที่แล้ว…ผมเคยปล่อยให้เพื่อนตกน้ำระหว่างรับน้อง ไม่ช่วยมัน มันตายไหมผมไม่รู้” น้ำเสียงสั่นพร่า เหน่งตาแดง กำมือแน่น “นายกลัวไม่เท่าฉันหรอก ฉันก็เคยทำให้เขาเกลียดชีวิตตัวเองเหมือนกัน”
เสียงเคาะดังสั้น ๆ บนหน้าต่างกับประตู ไม่หยุดตลอดดึก คนทั้งสามต่างหาคำอธิบาย ใครคือคนทำ แล้วทีนอยู่ไหน หรือ “มัน” คืออะไร?
เช้ามา ฝ้ายเป็นคนแรกที่พบรอยรองเท้าเลอะโคลนใหม่ ๆ พาอีกสองคนตามรอยไปยังขอบหน้าผา พบเสื้อของทีนแขวนอยู่เหนือผา ห้อยไว้เหมือนเครื่องราง และข้อความเลือดช้ำ ๆ ว่า “สารภาพบาปของเจ้าซะ…” แพรวทรุดตัวร้องไห้กระซิก ๆ ฝ้ายจับมือปลอบ ทั้งสามโต้เถียงกันเสียงแข็ง ต่างคนต่างรื้อค้นความผิดในอดีตที่ไม่กล้าบอก
รุ่งบ่าย ท่ามกลางแสงแดดจ้าขัดกับเนื้อหาหนักขนาดใจ พวกเขาพยายามสืบว่าข้อความบนกระดาษและข้อความเลือดใครเป็นคนทำ แต่ไม่มีใครมีหลักฐาน เหน่งเริ่มหวาดระแวงฝ้าย เพราะภาพถ่ายของเธอฟ้องเหตุการณ์ลาง ๆ บางอย่างเสมอ ฝ้ายโต้กลับด้วยน้ำเสียงกลัว ๆ ว่า “ฉันไม่ได้โกหก!”
กลางคืนที่สาม ทุกคนปิดห้องอยู่ด้วยกัน—ยังเรียกชื่อทีนหวังให้เพื่อนกลับมา ความหวังจางหายทีละน้อย แพรวหยิบเหรียญแปลก ๆ ออกมาจากกระเป๋า “จริง ๆ เราได้อันนี้มาตอนไปสุสานกับทีน…เขาว่าอย่าเอากลับบ้าน แต่ฉันก็…” เสียงหยุดกะทันหัน สีหน้ารู้สึกผิด เหน่งพูดเสียงแข็ง “เพราะแบบนี้แหละ เราถึงโดนตามล่า”
ฝ้านิ่งฟัง ลมหายใจถี่ ฝ้ายร้อง “ถ้ามันตามหาเหรียญ เราคืนก็พอไหม?” ไม่มีใครกล้าตอบ เสียงฝีเท้าเดินวนรอบบ้าน—หยุดสนิทหน้าประตู เหมือนมีใครเดินวนไปทั้งคืน
วันต่อมา ฝ้ายลุกเดินไปยังสุสานข้างผา เหรียญอยู่ในมือ แพรวและเหน่งตามไปตะโกนห้าม ในขณะที่ฝ้ายกำลังจะวางเหรียญ เสียงกระซิบในสมองเหมือนทีนตะโกนให้หนี เสียงมันก้อง “อย่าไว้ใจ…ใคร…”
ฝ้ายลังเล น้ำตาไหลพราก เงาบนผาวิ่งเฉียด หันไปอีกที ฮันล้มลงกับพื้น ดิ้นทุรนจนเลือดกำเดาไหล—ราวกับมีบางอย่างบีบคั้นความผิดร้ายแรงในใจแล้วปล่อยออกมาด้วยความเจ็บปวด เหน่งตะโกนเรียก “ฮัน! พอเถอะ อย่าฝืน…”
ฮันพ่นลมหายใจแรง ดวงตาเหลือกขาว คำสารภาพทั้งน้ำตาดังขึ้น “ผมเป็นคนผลักทีนลงไป เขาก็ว่ายน้ำไม่เป็นอยู่แล้ว ผม…ไม่คิดว่าจะ—” เสียงขาดหายกลางประโยค ก่อนเสียงลมแรงจะหอบเอาร่างฮันหายลงเหวไป ไม่มีใครกล้าเดินตาม
แพรวและฝ้ายร้องไห้กอดกัน เหน่งทรุดนั่ง ร้องไห้เงียบ ๆ อยู่คนเดียว ทุกอย่างเงียบสงัด
คืนสุดท้าย เสียงกระซิบดังขึ้นจากทุกทิศ ชื่อของทีนดังแว่ว ๆ ผ่านสายลม เหรียญหล่นกระแทกหินจนแตก แพรวหยิบซากเหรียญฝังลงหลุมศพโบราณ ฝ้ายถ่ายรูปเป็นครั้งสุดท้าย ได้ภาพเงาของเพื่อนทั้งสามกับอีกหนึ่งเงาที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร
เช้ารุ่งขึ้น หมอกลงจัดมาก ต้นไม้ในเกาะไหวสั่นสะท้าน ทุกคนรวบของเตรียมออกจากเกาะ ฝ้ายกับแพรวมองซากเหรียญและสุสานด้วยใจเศร้า เหน่งหยิบกล้องของฝ้ายดูรูปทีละรูป ในนั้น—มีภาพทีนยิ้มให้ กลางแสงจาง ๆ ท่ามกลางคนอื่นที่ไม่มีใครหันไปมอง
เรือออกจากฝั่ง มีแต่ความเงียบ เสียงน้ำกระทบตัวเรือดังก้องใจ สายตาทุกคู่จ้องไปยังเงาเกาะไกลลิบที่ค่อย ๆ จมหายไปในหมอก ไม่มีใครพูดอะไร เหมือนว่าพวกเขาฝากบางอย่างไว้ที่นั่น และบางอย่างจากเกาะนั้น ก็ติดตามพวกเขากลับบ้านไปด้วย