เกาะอุษาใต้แสงเดือน
เรือสปีดโบ๊ตกระแทกคลื่นเข้าเทียบท่าของเกาะอุษา ราวกับเสียงตบหน้าคนหนุ่มสาวหกคนที่เพิ่งลงมาจากเรือหยิบเป้ขึ้นสะพาย ภูผายาวรูปร่างสูง ผิวเข้ม นำหน้าเพื่อน—ลมหายใจรุนแรงติดความกระวนกระวาย เขาหันไปมองจิ๊บ เพื่อนหญิงคนเดียวในกลุ่มที่มีท่าทีเฉยชา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จิ๊บเอ็งแน่ใจไหมจะมา?” ภูผาเอ่ย น้ำเสียงเหมือนเอาตัวเองมาอ้าง
จิ๊บปรายตามอง เขาไม่ตอบ หันไปหยิบกล้องถ่ายรูป “อย่าเพิ่งตกใจไปก่อน มาที่นี่เกิดอะไรได้หลายอย่าง ที่สำคัญอย่าพยายามแยกกลุ่ม”
อยู่ข้างหลังกระชั้นชิด ฝนกับแมน ยืนถือขวดน้ำคนละใบ หญิงสาวกระซิบ “กลัวเปล่า?”
แมนยักไหล่ “ที่ผ่านมา เอ็งกล้ากว่าใคร คงไม่ใช่วันนี้”
รีโน่กับทีป นักศึกษาคณะสถาปัตย์เดินตามท้าย ต่างคนต่างรับโทรศัพท์ไม่ติด กำลังพยายามหมุนหาเครือข่าย “ที่นี่แม้แต่คลื่นมือถือก็หายไปจากโลก” รีโน่หัวเราะแต่ฝืดเฝื่อน
ระหว่างก้าวเข้าแนวป่า สามารถกลิ่นทะเลผสมโคลนเปียกอบอวล พวกเขาเดินฝ่าฟืนเปียกเข้าสู่เพิงไม้เก่า—ที่ที่มิสเตอร์เจ เจ้าของเกาะบอกไว้ล่วงหน้าว่าให้ใช้เป็นที่พัก
ภายในเพิง มีผ้าห่มพับเรียงและเทียนไขไม่กี่เล่ม ทีปหยิบเทียนจุดแสงสลัว “คืนนี้มีแสงไฟแค่นี้น่ะ?”
ภูผาเบียดเข้าไปนั่งข้างเพื่อน ตะโกนสั่ง “อย่ากระจายของทั่ว คิดว่าเดี๋ยวคงต้องย้ายที่”
ฝนเตะกระป๋องโลหะเข้าไปในมุมห้อง เสียงก้องสะเทือนกะโหลก ทุกคนเงียบ ลมหายใจต่างหนักอึ้งขึ้น
จิ๊บควักไพ่สำรับในเป้ “มาเล่นอะไรฆ่าเวลาไหม? แก้เครียด”
แมนนั่งลงข้างๆ พลิกการ์ดใบแรก “แค่จะเล่นไพ่ เอ็งก็ยังไม่วายคิดอะไรลึกลับหรือ?”
รีโน่พูดติดตลก “คนอย่างจิ๊บไม่เคยทำอะไรฟรี ๆ”
ทุกคนผ่อนคลายลงให้กับอารมณ์รื่นเริงที่เบาบาง กระทั่งคืนตกเต็ม เกาะถูกห่อหุ้มด้วยความมืดจนได้ยินเสียงคลื่นและกบเรียกกันห่างไกล
ทีปถอนหายใจ “เค้าว่าเกาะนี้เคยมียายแก่ถูกชาวบ้านกล่าวหาว่าเป็นแม่มด”
ฝนยักไหล่ “แต่ตอนเช้ามัวแต่โพสต์รูปวิวสวยกัน ถ้ายายแก่เห็นคงหัวเราะ”
อยู่ๆ เทียนดับจากลมไม่รู้ทิศ เงียบกริบ เสียงแว่วแปลก ๆ ดังมาจากแนวป่า ทุกคนมองหน้ากันตื่นตระหนก
ภูผาคว้าไฟฉาย “อยู่กันพร้อมหน้าอย่าแตกกลุ่ม”
มีเสียงฝีเท้ากระทบใบไม้แผ่วเบาภายนอก แมนลุกขึ้นเยี่ยงทะเลาะกับตัวเอง “คงแค่สัตว์ นก ค้างคาว อะไรทำนองนั้น”—เสียงนั้นหยุดผิดปกติ เหมือนระยะเวลานานขึ้น ใจพวกเขาจมสู่ความไม่มั่นคง
จิ๊บจับกล้องแน่น ภาพแฟลชเจิดสีขาวฉายประตูเปิดวูบ—ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แต่ภาพในกล้องของจิ๊บกลับแปลกตา เหมือนเงาดำซ้อนร่างอยู่ด้านหลังฝน
ทุกคนนิ่งงันเมื่อจิ๊บส่งกล้องให้ดู ทีปคิ้วขมวด “มันอะไรกัน?”
ฝนลุกขึ้นหายใจถี่ “ขอ…ขอออกไปสูดอากาศ” ไม่รอเสียงเพื่อน ฝนหยิบไฟฉายและออกจากเพิงกระทบความเปียกของหญ้า
ทีปรีบตามออกไป ขณะทุกคนที่เหลือยังพยายามวิเคราะห์ภาพรีโน่พูดประโยคสั้น ๆ “หรือเรากำลังเจอของจริง”
ภูผาหันไปมองจิ๊บ “เอ็งรู้ใช่ไหมว่าเกาะนี้มีอะไร”
จิ๊บสั่นศีรษะ “อย่าโยนทุกอย่างมาที่เรา”
ความเงียบเข้าครอบงำ จนเสียงกรีดร้องของฝนดังขึ้นจากทางป่า รีโน่กับแมนผลุนผลันวิ่งตาม
กลางป่าคืนเดือนหงาย ฝนยืนตัวสั่น รีโน่จับแขนไว้ มือของฝนเย็นเยียบ “มีบางอย่างข้างหลัง อยู่ตรงกระพุ่มไม้”
แมนส่องไฟฉายเห็นเพียงรองเท้าเด็กขาดวิ่นวางอยู่อย่างไม่มีที่มา ทีปเข่าอ่อน ใจเต้นแรง—รีโน่ฝืนยิ้ม “แค่อะไรเล่นตลกแน่…”
เสียงกิ่งไม้หักกึกดังสนั่น เสียงเด็กหัวเราะลอดลำคอชวนขนลุกจากรอบด้าน ทุกคนกรูออกจากป่า วิ่งกลับเพิงไม้ ปากใครบางคนสั่นไม่ออกเสียง
ทะเลสาบข้างเพิงส่องสะท้อนเงาพวกเขาตลอดคืน ไม่มีใครกล้าเดินผ่านน้ำ
เช้าตรู่ ไม่มีนก ไม่มีแสงแดดเกินเรือนยอดไม้ บรรยากาศอมมืด รีโน่ตื่นเห็นจดหมายใต้ประตูจ่าหน้าแค่ “ถึงคนที่ยังมีใจสะอาด” ทุกคนล้อมวงอ่าน เสียงในจดหมายนั้นราวเขียนด้วยมือสั่น ห้ามออกจากเกาะถ้ายังปิดบังความลับกันเองอยู่
จิ๊บมองหน้าแต่ละคนเหมือนไม่ไว้ใจ “ใครแกล้งเขียน?”
ทีปถอนหายใจ “เอ็งคิดว่ามีใครว่างมานั่งล้อกันเล่น?”
แมนเดินออกไปริมทะเลนั่งกอดเข่า สีหน้าแตกต่างจากเดิม น้ำเสียงแผ่ว “ผม…ทำผิดไว้ ถ้าพูดออกไปจะมีคนเกลียดแน่”
ภูผาเข้าไปจับบ่าแน่น “เอ็งกลัวอะไรกันแน่? ว่าเพื่อนจะทิ้ง หรือความจริงจะเปลี่ยนตัวเอง?”
แมนสบตาแล้วหลบตา “ผมเคยใส่ความเพื่อนที่โรงเรียน…ผมกลัวเสียเพื่อนมากกว่านั้น”
รีโน่ทำให้บรรยากาศเบาลง บอก “ทุกคนมีอะไรในใจทั้งนั้น ใครอยากสารภาพอะไรอีก รีบพูดออกมา”
เสียงคลื่นสงบ ราวทะเลกำลังรอคอยจังหวะของเรื่องราวใหม่ ภูผาหลบตามองข้างฝา “ฉัน…ฉันเคยคิดโกงข้อสอบ ทำลายลายมือทีปตอนทำงานกลุ่มให้คะแนนตก เพื่อยังไงก็ตามไม่เก่งที่สุดในห้อง…”
จิ๊บยิ้มเศร้า “ฉันรู้มาตลอด แต่ไม่พูดอะไร”
ทีปนิ่งไป น้ำตาซึมหัวตา เงียบงันชั่วพักใหญ่ ก่อนรีโน่จะเอ่ย “ถ้ายังงั้นเราไปเดินรอบเกาะกัน ขอให้ทุกคนบอกแต่ความจริงระหว่างเดิน”
ขณะเดินเลียบชายหาด เสียงหัวเราะเด็กโผล่มาสะท้อนในสายลมอีกครั้ง ครั้งนี้ชัดขึ้นและตามมาด้วยเสียงผู้หญิงแก่ ๆ กระซิบแผ่ว “เปิดใจเท่านั้น…”
ฝน ตัวสั่น — เธอเริ่มพูดเบา ๆ “พ่อฉันมาที่นี่สมัยก่อน พ่อเคย…ขโมยของชาวบ้าน ฉันรู้แต่ไม่บอกใคร ฉันกลัว…กลัวว่าพ่อจะไม่ใช่คนดีอย่างที่หวัง”
กลุ่มหยุดเดิน ทีป หันไปถามจิ๊บ “เอ็งไม่พูดอะไรสักที?”
จิ๊บถอนใจหยิบภาพในกล้องออกมาโชว์ เป็นภาพเก่าของเด็กผู้หญิงและยายแก่คู่กัน “ยายในตำนานนั่น…คือญาติฉันเอง ที่ตายจากน้ำมือคนโลภบนเกาะนี้ ฉันมา…เพื่อขอโทษเธอในฐานะเลือดเดียวกัน”
บรรยากาศหนักอึ้ง เงียบงัน ราวทุกอย่างรอรับสารภาพ สายลมกลับกลายเป็นเย็นยะเยือกมากขึ้นทันที
คืนใหม่มาถึง ท้องฟ้าปิดคลุมหนา เสียงประกาศลอยมาในอากาศ “แค่พูดความจริง ไม่เท่ากับให้อภัยกันเอง”
ทีปใจสั่นจนตัวโยก เขาหลับตา “เราวาดรูปยายแก่หลายครั้งแต่ไม่กล้าขอโทษผ่านผลงาน เพราะกลัวคำสาปจะตามมา”
รีโน่ขบฟันแน่น “ผมนินทาคนในกลุ่มไว้เยอะ กลัวไม่มีใครจริงใจตอบกลับหมด”
แสงไฟหัวแหลมปรากฏบนยอดไม้เป็นรูปสายตาหญิงเฒ่าสองคู่มองลง ทุกคนในกลุ่มยืนขนลุกและหลั่งน้ำตาพร้อมกัน
ประตูเพิงไม้เปิดออกเอง พายุกรรโชกพัดเข้ามาปะทะเหมือนแรงโทสะเด็กน้อย ทุกคนโผเข้าหากันตั้งสติ ถ้อยคำสุดท้ายของจดหมายลอยมาติดหน้าต่าง “ให้อภัยตัวเองและกัน”
เวลานั้นความเงียบให้ความอบอุ่นแปลกประหลาด ทุกคนเริ่มต่างจับมือ กันและกัน หลับตารับรู้ความผิดที่แบกมานาน
ยามสายเมฆหมอกค่อย ๆ จางลง เรือสปีดโบ๊ตที่เหมือนจะหายจากโลกก็ปรากฏขึ้นตรงท่าเรือ พวกเขาเดินกลับไปบนเรือด้วยความรู้สึกใหม่—ไม่ใช่เพราะเกาะให้อภัย แต่เพราะพวกเขารู้จักให้อภัยตัวเอง
รีโน่หันไปถามเสียงแหบ “ถ้ามีโอกาสได้กลับมาอีก จะมาไหม?”
จิ๊บยิ้มเบา ๆ แต่ตามีแววเศร้า “อาจไม่ใช่ฉัน แต่คนที่กล้าเผชิญตัวเองจริง ๆ เท่านั้นที่ควรอยู่ที่นี่”
ภาพสีเทาละมุนของเกาะอุษาใต้แสงเดือนค่อย ๆ จางหายไป พร้อมเสียงคลื่นที่กลบเรื่องราว ความทรงจำในใจต่างเก็บไว้เป็นบทเรียน และไม่เหลือร่องรอยสิ่งเหนือธรรมชาติอีกเลย นอกจากความกล้าและความจริงใจที่พวกเขาแบกออกไปจากเกาะ—เพื่อเริ่มต้นชีวิตบทใหม่