กัลปาวสานแห่งเมืองวิจิตร
เสียงฮัมของเครื่องปั่นพลังงานก้องอยู่ทั่วอากาศ เมืองวิจิตรลอยสง่าเหนือเมฆ ห่างไกลจากแผ่นดินเบื้องล่างที่ผู้คนถูกปล่อยให้โรยรา ห้องทำงานซึ่งเต็มไปด้วยกล่องโลหะและสายไฟพันกันยุ่งเหยิง มีเสียงนาฬิกาดิจิทัลดังติ๊กต่อกอย่างสม่ำเสมอ รัฏฐ์ วัยยี่สิบสามปี สวมชั้นแว่นและเสื้อเก่า นั่งหน้าคอมพิวเตอร์เก่าแต่แน่นหนา หัวคิ้วขมวดแน่น มือทั้งสองสั่นเล็กน้อยขณะเปิดไฟล์ลับสุดท้ายที่แอบก๊อบปี้มาเมื่อคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รัฏฐ์ วันนี้จะเอาอะไรไว้บนโต๊ะอีก” เสียงดุจากแม่ดังแทรกมา เขาสะดุ้ง ปิดจอทันที หญิงวัยกลางคนผมบาง ตาคม เข้ามายืนข้าง ๆ เธอชื่อพราว แววตามีความคาดหวังจนเกือบจะแข็งกร้าวอยู่ทุกวัน
“แป๊บเดียวครับแม่ เดี๋ยวรัฏฐ์เก็บให้เรียบร้อย” เขาตอบเสียงแผ่ว กลอกตาไปยังไฟล์ที่ยังเปิดไม่สุดก่อนลอบถอนหายใจ ยกถ้วยกาแฟสุดเก่าวางบนโต๊ะอีกข้าง
แม่หยิบสายไฟเส้นหนึ่งขึ้นมา ถือดูเหมือนจะพูดอะไรแต่ตัดสินใจวางลง “อย่าให้พ่อต้องเห็นนะ เดี๋ยวโดนดุอีก”
เสียงฝีเท้าพ่อติด ๆ กันดังเข้ามา คำพูดหนักแน่นของลุงอำพันโผล่มาพร้อมเงาร่างอ่อนล้า “พราว พอแล้ว เด็กมันจะได้โตเสียที” เขากระแอม นั่งลงข้างลูกชาย มือหยาบจับไหล่รัฏฐ์แน่นพอสมควร “จะหาว่าไม่เตือนไอ้ลูกเอ๋ย เมืองนี้ไม่ใช่ที่เล่น ๆ อยากอยู่ก็อย่าทำอะไรเสี่ยง”
รัฏฐ์นิ่ง กระพริบตาเหมือนไม่แน่ใจจะตอบอย่างไร ลึก ๆ เขารู้ทุกคำเตือนของพ่อ แม้แต่สายตาห่วงกังวลที่เดินตามเขาไปทุกที่ แต่ปริศนาในไฟล์นั้นเรียกร้องไว้มากกว่าเรื่องปลอดภัย
เสียงซื่อสัตย์จากน้องสาว วัย 15 ปี ชื่อปิ่น ดีดตัวขึ้นมาจากเก้าอี้อีกมุมหนึ่งของห้อง—“พี่รัฏฐ์จะยุ่งอีกแล้วใช่มั้ย โดนไล่ออกแน่เลยคราวนี้” เธอยิ้มหยัน รัฏฐ์หันไปโบกมือแบบเพิกเฉย
แสงจันทร์ลอดหน้าต่างสี่เหลี่ยมเข้ามาอาบใบหน้าทุกคน หยดน้ำค้างเกาะขอบกระจก พราวถอนหายใจยาว เงียบกันชั่วขณะ
“แม่ พ่อ ผมจะลงไปข้างล่างคืนนี้” เสียงสั่น ๆ ของรัฏฐ์ทำลายความเงียบ ทุกคนนิ่งงัน
“ลงไปหาอะไร?” พ่อเลิกคิ้วสูง
รัฏฐ์ดูอึกอัก “คือ…ผมไปเจอรายงานต้นฉบับ เมืองนี้อาจไม่ได้ลอยด้วยพลังงานแบบที่ทุกคนคิด บางอย่างถูกซ่อนไว้…”
ปิ่นหัวเราะเบา ๆ “พี่จะไปเป็นยอดมนุษย์หรือไง?”
“ถ้าไม่มีใครอยากเชื่อ ก็ไม่เป็นไรครับ” รัฏฐ์สบตาทุกคน “แต่ผมต้องรู้ความจริง—ไม่งั้นผมอยู่ที่นี่ไม่ได้ ต่อให้ต้องถูกส่งตัวไปรับโทษที่ศูนย์ควบคุมก็ตาม”
พราวจับมือรัฏฐ์ด้วยความสั่นสะท้าน “รัฏฐ์ แม่ขอ”—เสียงเธอแทบเป็นกระซิบ—“อย่าทำให้ครอบครัวเราอยู่ไม่ได้เลยนะ…”
ความเงียบเย็นยะเยือกแผ่ไปทั่วทุกมุมห้อง เมืองทั้งเมืองเหมือนนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ เหนือโลกที่เต็มไปด้วยเงามืดเบื้องล่าง
คืนต่อมา แสงไฟสีฟ้าฉาบผิวสนามรอบเมือง รัฏฐ์ลอบเดินผ่านประตูหลังบ้าน วิศวกรเด็กหน้าตาซีด ยัดไฟฉายกับชิปข้อมูลลงเป้ ก่อนปีนบันไดหนีไฟระเบียงหลัง เมื่อขึ้นไปถึงดาดฟ้า ลมกรรโชกใส่หน้าจนต้องก้มลงกอดราวแน่น สายตาจับจ้องไปยังแท่นพลังงานกลางเมืองตระหง่านอยู่ลิบ ๆ มีจุดแสงราวกับตาระยิบจับตามองทุกการเคลื่อนไหว
“เฮ้!” น้ำเสียงเข้มข้นของปิ่นดังขึ้นข้างหลัง “ไม่คิดจะบอกลากันสักคำเหรอ”
รัฏฐ์หันมา แอบยิ้ม “กลับไปนอนสิ ยังกับเป็นผู้ช่วยของพี่”
“ถ้าฉันยืนยันจะไปด้วยล่ะ?” เธอถามท้า ดวงตาคู่นั้นฉายความหวาดกลัวแต่เต็มไปด้วยความแน่วแน่
รัฏฐ์ลังเล แล้วผ่อนลมหายใจ “แวะศูนย์วิศวกรรมด้วยกันก็ได้ แต่ต้องคอยดูต้นทาง เข้าใจไหม?” ปิ่นพยักหน้ารับ เบิกตากว้างอย่างตื่นเต้นเจือหวาดกลัว
ทั้งสองเดินฝ่าสายลมระริกล่อง เมืองไร้ผู้คนในยามดึกยิ่งขยายขอบเขตความลึกลับ เมื่อพวกเขาพลิกซอกมุมสู่ศูนย์วิศวกรรม เสียงเครื่องสแกนม่านตาฉายแสงสีแดงสว่างจ้า ม่านประตูโลหะเลื่อนเปิดเสียงดังขู่ฟ่อ
ภายใน ศูนย์เต็มไปด้วยแท่งคริสตัลส่องแสงและแผงควบคุมแล็บ รัฏฐ์หยิบชิปข้อมูลเสียบเข้าคอนโซลหลัก ไฟกระพริบริบเหมือนหัวใจเต้นแรง ปิ่นกุมมือกันแน่น ใจสั่นระรัว
หน้าจอโปร่งแสงแสดงประวัติเมือง—ภาพขาวดำโบราณ บ้านคนจน เบื้องหลังเครื่องยนต์ขนาดยักษ์ ฟันเฟืองหมุนช้า ๆ มีกระดาษโน้ตลับหนึ่งปรากฏขึ้นบนทุกหน้า: “พลังงานมนุษย์?”
รัฏฐ์กับปิ่นต่างอึ้ง เขาขยายข้อความ พบรายชื่อผู้สูญหายในแต่ละปี ชื่อของบิดาเพื่อนสนิทและอีกหลายแสนคนที่ควรจะอยู่ใต้โลก
เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นทันที “ผู้บุกรุก กรุณาแสดงตน” เสียงไร้อารมณ์จากลำโพงเริ่มตามสอดส่องไปทั่วห้อง รัฏฐ์ผลักปิ่นไปหลบหลังเครื่องคอนโซล คว้าชิปข้อมูลออกอย่างร้อนรน
“พี่ เราจะหนียังไง?” ปิ่นพึมพำ เสียงพร่ากับความกลัว
“อยู่เฉย ๆ — เดี๋ยวพี่จัดการ” รัฏฐ์พยายามพูดให้เสียงมั่นใจ แต่จริง ๆ แล้วมือสั่นรัว เหงื่อเย็นไหลอาบหน้า
ประตูเหล็กขนาดใหญ่เปิดผาง รปภ.สองคนเดินมาพร้อมอาวุธในมือ “เฮ้ พวกเธอทำอะไรที่นี่!”
รัฏฐ์รีบยกมือยอมจำนน “ขอโทษครับ แค่…อยากรู้บางอย่าง” ปิ่นเบิกตากว้าง มองหน้าพี่ชายอย่างสิ้นหวัง
“ถ้าฉันพูดความจริง จะมีใครฟังไหมครับ” รัฏฐ์เสี่ยงพูดออกไป รปภ.คนหนึ่งจ้องตาเขายาวนาน ก่อนละสายตาและพูดน้ำเสียงเบา “บอกมา—แต่ฉันเตือน ถ้าโกหก ขึ้นศาลทันที”
รัฏฐ์สูดลมหายใจลึก มองชิปข้อมูลในมือ “เมืองนี้ลอยอยู่ได้เพราะอะไรครับ? ทำไมทุกปีต้องมีคนหายไป?”
รปภ.สองคนชะงักไปครู่ใหญ่ ก่อนที่คนสูงวัยกว่าจะเสเสียงตอบ “มีไฟล์บางอย่างที่พวกเราไม่เข้าใจ…แต่ห้ามถาม—ใครถามก็มักหายไปเหมือนกัน”
ปิ่นกลั้นน้ำตา เธอสบตาพี่ชายอย่างกลัวจับใจ
หวู่…หวู่…เสียงไซเรนดังลั่นทั่วเมือง ไฟกระพริบสีส้มไล่ผ่านกระจกใสทุกห้อง “บุกรุกศูนย์ควบคุม แจ้งสภาเมือง วิศวกรหนุ่มกับเด็กหญิง” ข้อความปรากฏบนหน้าจอทุกมุม รัฏฐ์กับปิ่นมองตากัน หนีไม่ทันเสียแล้ว
ในห้องคุมขังกระจกหนา รัฏฐ์นั่งกอดเข่า ตัวสั่น มือกุมผมแน่น ปิ่นนอนขดตัวในมุมห้อง พราวกับอำพันนั่งอยู่หลังลูก ๆ ดวงตาหนักอึ้งกดอารมณ์ไม่อยู่
“แม่ขอโทษที่ปกป้องพ่อไว้นานเกินไป” พราวพึมพำ รัฐกับปิ่นหันขวับ
“พ่อกับแม่เคยอยู่ข้างล่าง…มาก่อนเมืองนี้จะลอย” พ่อเอ่ยเสียงแผ่ว “แต่พวกเราก็เลือกจะอยู่—ลืมคนพวกนั้นที่ขู่ว่าจะพาเรากลับ”
รัฏฐ์นิ่งงัน “แล้วคนที่หายไป…?”
“เราเคยคิดว่าการเสียสละของพวกเขาจะทำให้ครอบครัวเราปลอดภัย” แม่ร้องไห้เสียงเงียบ ๆ “แต่สุดท้าย…มันไม่จริง”
รปภ.หญิงหน้ากระจกมองดูครอบครัว—ใบหน้าร้าวรานซ่อนอยู่เบื้องหลังหน้ากากนิรภัย
รุ่งเช้าฟ้าขุ่น แสงแรกสาดผ่านหน้าต่างขัง รัฏฐ์ลุกขึ้น เอนคอพิงผนังเย็นเยียบ “แม่…ผมอยากบอกเรื่องไฟล์ เพราะผมไม่ไหวกับความไม่รู้ เราจะอยู่ต่อไปแบบนี้ไม่ได้”
พราวลูบหัวลูกชายเบา ๆ “แม่ก็เพิ่งเข้าใจวันนี้เองว่า ไม่มีใครอยู่ได้โดยไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นอะไรไปแล้ว”
จู่ ๆ ประตูห้องขังเปิดฉับ สภาเมืองนำโดยชายสูงวัยผมหงอกขาวในชุดสีเงิน เดินเข้ามา
“รัฏฐ์ ลูกชายพราว” เขากล่าวเสียงเย็น “เรารู้ในสิ่งที่เจ้าเห็น พลเมืองที่สงสัย ใคร่รู้ ย่อมมีโทษ”
รัฏฐ์เงยหน้าขึ้นสบตา “แต่ความสงสัยคือสิ่งที่เป็นมนุษย์ไม่ใช่หรือครับ?”
ชายชุดเงินนิ่งอึ้งช่วงสั้น ๆ “มนุษย์ถูกสร้างเพื่อใช้ชีวิต ไม่ใช่เพื่อค้นหาความจริงจนถูกทำลาย”
“แต่หากความจริงของเรา คือสิ่งที่ถูกปกปิดเล่า?” ปิ่นแทรกแรง ๆ น้ำเสียงสั่น “ไม่มีใครเลือกเป็นเหยื่อได้ตลอดไป!”
สภาเมืองเงียบชั่วขณะที่น่ากลัว พราวและอำพันโอบกอดลูก ๆ แน่น
ชายชุดเงินถอนหายใจ “เจ้ามีทางให้เลือกสองทาง หนึ่งอยู่ต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สองเลือกเป็นฝ่ายตรงข้าม—แต่จะไม่มีใครรอด”
รัฏฐ์มองหน้าครอบครัว “เรายังเลือกกันไหมครับ?” พ่อคล้ายจะเอ่ยอะไรแต่เปลี่ยนใจ ปิ่นพยักหน้าแน่น
“เราเลือกความจริง” เสียงรัฏฐ์หนักแน่น “ต่อให้ต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าจ่ายก็ตาม”
บ่ายวันนั้น ครอบครัวถูกนำขึ้นสู่เวทีศูนย์กลางเมือง ท่ามกลางสายตาผู้คนและกล้องสารพัดชนิด ไฟล์ลับถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคน ภาพจริงของอดีตเมือง เบื้องหลังแท่นพลังงานที่ยังคงขยับเพราะกบฏในอดีตถูกจับมาใช้เป็นพลังงานแทนเชื้อเพลิง
เสียงฮือฮาดังขึ้น ผู้มีอำนาจเดินปรี่เข้ากดปุ่มตัดไฟกลางเมือง ทั้งเมืองตกสู่ความมืดบางส่วน แต่คนจำนวนมากไม่กลับไปทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไป
รัฏฐ์จ้องมองผู้คน “เขาจะเลือกจะอยู่ต่อหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้…”
หลายเดือนผ่านไป เมืองวิจิตรกลับมามีชีวิตใหม่—แม้จะสูญเสียพลังงานล้ำค่า แต่มีผู้คนเปิดใจซึ่งกันและกัน ขุมพลังจากมนุษย์ถูกทิ้งแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่แบบถ่ายทอดกันเอง
ในบ้านเก่า ๆ ครอบครัวรัฏฐ์ร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันเช่นเคย ปิ่นช่วยแม่จัดโต๊ะ พ่อกวาดพื้นพลางฮัมเพลงเก่า ๆ ไม่มีใครพูดถึงความกลัวหรือความลับอีกต่อไป ทุกคนหัวเราะ เสียงสนทนาเบา ๆ เหมือนฝนตกใหม่บนหลังคาเก่า เงียบงันแต่สุขสงบ รัฏฐ์ลอบมองออกไปยังขอบฟ้า เมืองลอยบนเมฆยังคงสวยงามดังเดิม แค่คราวนี้ …ไม่ใช่อำนาจของใครคนเดียวอีกแล้ว