คำสาปในเงาภูผา
เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากรถตู้ที่จอดอยู่ข้างทางลาดชัน อิฐยืนยิ้มอยู่ข้างหน้าต่าง มองไปยังภูเขาที่โอบล้อมด้วยหมอกเบาบาง เพื่อนสามคน—พิน, กานท์, และอันนา—กำลังลากกระเป๋าเดินตามทางเม็ดกรวดขึ้นไป บรรยากาศสดชื่นเย็นฉ่ำ ต้นสนรายล้อมทางเดินโค้งหายเข้าสู่หมู่บ้านอังสนา พินหันกลับมาตะโกน “อิฐ เร็วสิ! เดี๋ยวพลาดวิวดี ๆ นะ!”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อิฐกรอกตามองบนอย่างเขิน ๆ เขากระชับเป้เก่าแนบอกและวิ่งตามเพื่อน ๆ ไป เสียงรองเท้ากระทบกับดินชื้น พวกเขาแวะพักตรงสะพานไม้เก่าที่ข้ามลำห้วยสายเล็ก กานท์ถ่ายเซลฟี่พร้อมหัวเราะ “ถ้าเจอผี จะวิ่งหนีไหม?” อันนายิ้มมุมปาก “ผีคงไม่มาตอนมีคนเสียงดังแบบกานท์หรอกนะ”
ค่ำวันแรก พวกเขาตั้งแคมป์ใกล้ลานหินทรงกลมที่คนในหมู่บ้านเล่าว่าเคยเป็นที่ทำพิธีโบราณ แสงไฟจากกองไฟสีส้มสะท้อนใบหน้าทุกคน อากาศเย็นลงเร็ว พินนั่งอ่านสมุดบันทึกเรื่องตำนานคำสาป อันนาเงียบผิดปกติ เอาแต่มองไปยังเงาดำของป่า
“คืนนี้หมอกลงแปลก ๆ เนอะ” อิฐพูดเบา ๆ พลางกระชับผ้าห่มบนไหล่ กานท์ล้อ “กลัวเหรอ?” อิฐกลอกตา “ไม่ได้กลัว!” พินแซว “งั้นเจอผีก็ตะโกนเรียกเราเลยนะ” เสียงหัวเราะเจือความตึงเครียดบางเบา
เสียงเห้งห่าวของหมาไกล ๆ ทำให้ทุกคนเงียบลง พินอ่านเรื่องคำสาปในสมุดบันทึก “ถ้าใครพยายามออกจากหมู่บ้านโดยไม่ขออนุญาต เจ้าของคำสาปจะตามไปแทรกแซงชีวิตเขาทุกคน” กานท์หัวเราะเบา ๆ “หลอนเล่น ๆ ยามค่ำ” อันนามองจ้องตาอิฐ “บางทีเราควรฟังเรื่องเหล่านี้บ้าง”
กลางดึก กลุ่มทั้งสี่ถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงกรีดร้องของใครบางคน อิฐยันตัวขึ้นในเต็นท์ หัวใจเต้นแรง เพื่อน ๆ วิ่งออกมาเจอกันชุลมุน “พินหายไป!” กานท์ร้อง อันนาวิ่งไปหาหมอกที่ปกคลุมด้านนอก หมอกหนาขึ้นจนแทบมองไม่เห็นกันเอง อิฐใจสั่น ถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทั้งสามวิ่งหาพินรอบลานหิน ตะโกนชื่อเพื่อนดังๆ เห็นเพียงรองเท้าแตะของพินตกอยู่ข้างต้นไม้ กานท์มือสั่นเมื่อหยิบมันขึ้นมา อิฐมองเห็นเงาคล้ายคนในหมอก “เห็นอะไรไหม?” อันนาถามเสียงแผ่ว อิฐกลืนก้อนน้ำลาย “ไม่… ไม่แน่ใจ”
พวกเขารวมตัวกันในเต็นท์ ถกกันเสียงสั่นสะท้าน อันนาสะอื้น “หรือพินจะโดนคำสาปจริง ๆ?” กานท์หงุดหงิด “อย่าพูดบ้า ๆ!” อิฐหวนนึกถึงคืนก่อนที่เขาเห็นพินแอบชายป่าสายตาตื่นกลัวแต่ไม่กล้าทัก ความรู้สึกผิดทำให้เขาเงียบไป
เช้าวันต่อมา หมอกยังคงไม่จางลง สัญญาณมือถือขาดหาย หมู่บ้านดูร้างไร้ผู้คน อิฐเดินนำเพื่อน ๆ ไปขอความช่วยเหลือที่บ้านหลังใหญ่ใกล้ลานหิน ประตูถูกล็อกแน่น เงาจากหน้าต่างสะท้อนภาพผู้หญิงชราคนหนึ่งที่ไม่กล้าสบตา
กานท์ทุบประตู “ร้องขอความช่วยเหลือ!” เงียบไม่มีเสียงตอบรับ อันนาจับแขนกานท์เบา ๆ “ถ้าเราแรงกว่านี้บางที…” กานท์สะบัดมือออก “อย่าตีโพยตีพาย เรายังไม่รู้ความจริงสักอย่าง” อิฐถอนหายใจหนัก ไม่แน่ใจว่าใครพูดถูก
บ่ายวันนั้น ทุกคนค้นหาพินในป่า พบผ้าพันคอที่เธอใส่พันอยู่บนหินข้างลำธาร อิฐย่องไปหยิบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เขาหยิบได้และพบมีอักษรลึกลับสีแดงเลือดบนผ้า “เหมือนตัวหนังสือโบราณ…” อันนาพึมพำ กานท์ชะโงกดู “อาจเป็นรหัส อาจเป็นแค่ใครขีดเล่นก็ได้”
อิฐมองเพื่อน ๆ สลับกัน ข้อมือสั่นชัด เขายอมรับเสียงสั่น “เมื่อวาน… เราเห็นพินเดินคนเดียวเข้าป่า แต่เราไม่ได้ตามไป กลัวหลง” กานท์แหว “นายปล่อยให้พินไปคนเดียว?” อิฐก้มหน้ารู้สึกผิด อันนาวางมือบนบ่าอิฐอย่างเห็นใจ
กานท์หยิบสมุดบันทึกของพินขึ้นมา พบหน้ากระดาษแผ่นหนึ่งเขียนภาษาลึกลับเหมือนบนผ้าพันคอ เขายื่นให้อันนา “ลองแปลดูสิ” อันนาย่นคิ้ว “ฉันอ่านไม่ออก แต่คล้ายเจ้าหน้าที่พิธี” อิฐยืนตัวแข็ง รู้สึกว่าอาการทุกอย่างผิดปกติไปมากแล้ว
คืนนั้นไฟในหมู่บ้านดับพรึบในพริบตา อิฐลุกพรวดออกจากเต็นท์ เสียงฝีเท้าคนวิ่งผ่านกลุ่มหมอก อันนาระงับเสียงกลั้นสะอื้น กานท์วิ่งตามเสียงนั้นไป อิฐลังเลแต่ตัดสินใจตามเพื่อน ทุกอย่างมืดสลัว มีเพียงไฟฉายส่องลำแสงวูบวาบ
กานท์ตะโกนเรียกพินเสียงดังลั่น เสียงตอบรับสะท้อนกลับมาอย่างน่าสะพรึงกลัว เงาลาง ๆ ในหมอกเคลื่อนไหว กานท์พุ่งเข้าไปคว้าอากาศ อิฐคว้าแขนกานท์ไว้ “หยุด มันอันตราย!” กานท์สะบัดอิฐหลุด น้ำตาเริ่มคลอ “ไม่เหลือใครแล้ว เราต้องหาพินให้เจอ!”
อันนานั่งทรุดหัวเข่าข้างเต็นท์ ร้องไห้ปิดหน้า อิฐนั่งลงเงียบ ๆ ข้างเธอ “อันนา ไม่เป็นไรนะ” เธอส่ายหน้าเบา ๆ “เราเคยฝันมาตลอด ว่าจะมาที่นี่ แต่เราไม่คิดว่าความกลัวในใจเราจะเกาะกินเราแบบนี้”
อิฐอดทนฟังเสียงสะอื้นแล้วเอ่ย “เรากลัวเหมือนกัน กลัวว่าจะสูญเสียคนที่รักอีก” อันนาเงยหน้ามองอิฐ แววตาเฉียบลึก “งั้นเราต้องเผชิญหน้าสักที… ใช่ไหม?”
คืนนั้น อิฐฝืนใจเดินกลับไปที่ลานหิน ศูนย์กลางของพิธี เขาตั้งใจว่าจะปกป้องเพื่อนและทำในสิ่งที่ควรทำมาตั้งแต่แรก เงาของหมอกและไฟแคมป์เต้นรำบนหินวงกลม อิฐวางผ้าพันคอและสมุดบันทึกลงบนหิน คุกเข่าขอขมาเสียงเบา ๆ
กานท์ร้อง “ทำอะไรบ้า ๆ?!” อิฐน้ำตาคลอ “เราต้องลอง… ไม่งั้นไม่มีใครรอด” อันนาค่อย ๆ ทำตาม นั่งอยู่ข้างอิฐ จังหวะนั้นลมหมุนวนรอบกองไฟ ขนนกสีดำตกมาตรงหน้าอิฐ เสียงคล้ายฟ้าร้องในท้องฟ้ามืด
พลันนั้น พินปรากฏตัวในหมอก หน้าเธอซีดขาว เสียงสั่น “ขอโทษ…เรากลัว พวกนายจะเกลียดเรา…” ทั้งสามวิ่งเข้ากอด เศร้าไหลรวมกับความดีใจ อิฐพูดเสียงสั่น “ทุกคนมีความกลัว แต่พวกเรายังอยู่ข้างกัน” คำสาปจางหายไปพร้อมหมอก เมืองเริ่มปลอดโปร่งขึ้น
เช้าตรู่ หมู่บ้านคืนสู่ความสงบ เพื่อนทั้งสี่เดินออกจากภูเขาอย่างเงียบ ๆ แสงอาทิตย์สะท้อนผ่านกิ่งไม้ อิฐหันมามองหมู่บ้านก่อนจาก น้ำตาคลอเบ้าแต่สีหน้ามุ่งมั่นกว่าเดิม
แม้คำสาปสลาย มิตรภาพถูกทดสอบและเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล อิฐเรียนรู้ว่าความกลัวไม่ใช่ศัตรู หากแต่เป็นเงาที่ทำให้เราเห็นคุณค่าในสิ่งสำคัญ เพื่อน ๆ จับมือแน่น พร้อมเผชิญวันใหม่กับหัวใจที่เปลี่ยนผ่าน