คำสาปสีชาดใต้ดวงดาว
เสียงเงินระฆังแผ่วเบาลอยมาตามสายลมยามค่ำ ใต้หน้าต่างซึ่งแสงจันทร์ลอดเข้ามาขับเงาสะท้อนบนพื้นไม้เก่า วิชญ์พยายามถูคราบสีแห้งออกจากพาเลตต์ ในขณะที่สายตาเหลือบมองไปยังเพื่อนร่วมสตูดิโอ เมษาเอียงหน้าพิจารณาภาพสีน้ำมันที่เพิ่งวาด ครู่หนึ่งเธอก็ถอนหายใจอย่างหนัก.
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แกจะเอาไงต่อดีวะ?” ปาล์มถามเสียงแผ่ว ด้วยรอยยิ้มมุมปากแต่แฝงด้วยแววระแวดระวัง ทุกคนใต้ที่ร่มเงาเดียวกันล้วนถูกความเงียบอันแปลกประหลาดครอบงำ สุวิทย์ นิ่งเงียบอีกคน สีหน้าครุ่นคิดเหมือนมีบางอย่างรบกวนใจ
เมษาขมวดคิ้ว หันมาสบตาวิชญ์ชั่วครู่ “คืนนี้รู้สึก…แปลกๆ ไหม?”
“เหมือนมีคนจ้อง” ปาล์มเอ่ยเสียงเรียบ
สุวิทย์ไหวไหล่ สายตากวาดมองผนังที่เต็มไปด้วยภาพเขียนสีสันฉูดฉาด บางผืนดูเหมือนจะขยับได้เองเล็กน้อยภายใต้แสงสลัว เขาละล่ำละลัก “เมื่อคืนฝันเห็นผู้หญิงผมยาว นั่งร้องไห้ตรงนี้…”
วิชญ์หัวเราะแห้ง พยายามกลบเกลื่อน “อย่ามาขู่กันแบบนี้น่า ฉันยังต้องนอนที่นี่อีกคืน”
สายลมเย็นวาบพัดเข้ามา ใบไม้ข้างนอกกระทบกระจกดังกรุ๊งกริ๊ง อีกมุมห้องผืนผ้าใบสีชาดเลือนรางปรากฏใต้โต๊ะไม้ ทั้งสี่คนเหลียวไปจ้องมัน
“ของใคร?” เมษาถาม
ไม่มีใครตอบ วิชญ์เดินไปใกล้ สัมผัสปลายนิ้วเบาๆ กับผืนผ้าใบนั้น จู่ๆ แสงไฟก็กระพริบวูบวาบ ทุกคนสะดุ้ง ไม่นานก็เงียบงัน
เสียงกระซิบแผ่วเบาแทรกเข้ามาในจิตใจคนละประโยค วิชญ์ได้ยินเสียงคร่ำครวญ เมษาได้ยินเสียงหัวเราะแฝงน้ำตา ปาล์มเหมือนจะได้ยินเสียงขอโทษซ้ำๆ สุวิทย์กลับรู้สึกถึงการอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ
“เห็นมั้ย ฉันไม่ได้คิดไปเอง” สุวิทย์ตะโกนเสียงกลัวยิ่งกว่าฟังออกว่าอยากเหลือเชื่อ
คืนเริ่มยาวนานกว่าที่คาดคิด… ทุกคนกลับไปมุมตัวเอง แต่ในหัวใจยังวนเวียนกับความสงสัยและหวาดหวั่นต่อตำนาน ‘หญิงสาวสีชาด’ ที่ร่ำลือกันมาแต่รุ่นอาจารย์เก่า
รุ่งเช้า ลำแสงแรกของดวงตะวันลอดผ่านช่องหน้าต่าง วิชญ์มองภาพบนผ้าใบอย่างตั้งใจ มันเปลี่ยนไปเล็กน้อย เงาผู้หญิงในภาพเหมือนชัดขึ้นทั้งที่ไม่มีใครวาดต่อ เขาเคี้ยวขนมปังฝืดคอ มองหาเพื่อน
ทุกคนยังอยู่แต่ท่าทีอึดอัดกว่าเดิม ปาล์มพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เมื่อคืน…ฉันนอนไม่หลับ ได้ยินเสียงเดินรอบห้องทั้งคืน แต่เงาบนนั้น…” เขาชี้ที่รูป
เมษานั่งนิ่ง เหม่อมองพื้น อดไม่ได้จะบ่น “ถ้าไม่ได้มาหัวเราะเป็นบ้าเมื่อคืน ฉันคงไม่ต้องกลัวแบบนี้”
สุวิทย์ครุ่นคิด ก่อนหัวเราะแห้ง “จะฝันหรือจริงก็เหอะ ฉันว่าเราไม่ควรยุ่งกับผ้าใบนั่น”
บรรยากาศเคร่งเครียด ฝุ่นแดดระยิบระยับบนอากาศเหมือนละอองสี ทุกคนออกไปนั่งรับลมที่ระเบียง ปาล์มนั่งห่างจากกลุ่ม พึมพำกับตัวเอง “คืนนี้ จะพิสูจน์ให้เห็นอะไรสักอย่าง”
วันผ่านไปด้วยความระแวง วิชญ์สังเกตว่าใครๆ ก็เริ่มหวาดระแวงมากขึ้นกว่าปกติ เมษาดูสนใจผ้าใบนั้นจนผิดสังเกต ปาล์มกับสุวิทย์กลับไม่กล้ามองตรงไปที่มัน ทุกคนหวาดกลัวแต่ก็อดไม่ได้จะถูกดึงดูดเหมือนกัน
กลางคืน ทุกคนตัดสินใจนอนที่สตูดิโอด้วยกัน วิชญ์จุดเทียนนำแสงสลัวเข้ามาแทนไฟฟ้าที่กระพริบไม่หยุด
เสียงเทียนไหม้ ปรากฏเงาตามผนัง เมษาถามขึ้น “ถ้ามันมีอะไรอยู่จริง เราจะทำไง?”
ปาล์มเบือนหน้า ถอนหายใจยาว “ลองถามมันดูสิ”
สุวิทย์หัวเราะเสียงเหงา “งั้นฉันถาม…ถ้ามีผีอยู่ที่นี่ จะออกมาคุยกับเราหน่อยไหม?”
ความเงียบจัดตึงลง แม้แต่เสียงจิ้งหรีดก็หยุดกะทันหัน ลมเย็นวาบพัดผ่านตัว ทุกคนขนลุกพร้อมกัน
ในห้วงนิ่งนั้น ทันใดแสงไฟจากเทียนสะท้อนผ้าใบ มุมภาพตรงเงาผู้หญิงสั่นไหวเล็กน้อย เหมือนมีเงาคลานออกจากกรอบ
เมษาหยุดกลืนลมหายใจ จ้องเงาด้วยสายตาแข็งกร้าว ทั้งกลัวทั้งโกรธ “แค่หาความจริง ที่มันเกิดขึ้นที่นี่…”
ปาล์มแกว่งกุญแจในมือ เสียงเหล็กกระทบเบาๆ “เอาจริงนะ ถ้าใครวาดภาพนี้ต่อ ฉันจะเอาไปเผาทิ้ง”
ในขณะที่ความกลัวกลืนกินบรรยากาศ คืนนั้นกลายเป็นคืนที่ทุกคนไม่อาจข่มตาหลับได้
เช้าตรู่ วิชญ์ตื่นมาเจอเมษานั่งกอดเข่าอยู่หน้าเตาผิง พูดด้วยเสียงสั่น “เมื่อคืนฉันเห็นเงานั่น…ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เหมือนมันอยากบอกอะไร”
วิชญ์เอื้อมมือแตะไหล่เมษา “เธอเคยทำอะไรผิดที่นี่เหรอ?”
เมษาสูดหายใจลึก ก่อนส่ายหน้าช้าๆ แต่หลบสายตาอย่างมีอะไรในใจ
ปาล์มทนไม่ไหวลุกเดินออกไปนอกสตูดิโอ ทิ้งไว้แต่ความอึดอัดในใจกลุ่ม วิชญ์ตามออกไป พยายามพูดดีๆ
“เมื่อคืนเธอได้ยินอะไร?” วิชญ์ถาม
ปาล์มหันกลับ สายตาหนักแน่นแต่แฝงความเศร้า “เสียงขอโทษ…เหมือนมันอยากให้ฉันให้อภัย”
ทั้งสองค่อยๆ เผยเรื่องราวในใจ ปาล์มเคยกลั่นแกล้งเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งจนหายไปจากสตูดิโอเมื่อปีก่อน เหตุการณ์นั้นยังค้างคาใจ หากผ้าใบนี้เกี่ยวข้องกับอดีตคนคนนั้นจริง เขาจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความผิด
ในสตูดิโอ สุวิทย์นั่งมองภาพเงียบๆ ความรู้สึกผิดและกลัวในอกขยายออกมา ความทรงจำความอิจฉาอดีตย้อนมาเป็นระลอก ทุกคนจมอยู่กับบาปของตนเอง
คืนนั้น ทุกคนฝันเหมือนกัน เห็นหญิงสาวในชุดขาวนั่งกอดเข่าใต้แสงจันทร์ น้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า เสียงร้องไห้แผ่วๆ ดังสะท้อนใจ ขณะที่ตื่นขึ้นมา เช้าวันใหม่กลับรู้สึกว่าผ้าใบในภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง เงาผู้หญิงดูจะยิ้มเศร้ากว่าเดิม
เมษาไม่อาจทนกับความอึดอัดใจ เธอกลับไปยืนหน้าผ้าใบ เอ่ยด้วยเสียงดัง “เธออยากจะพูดอะไรกับฉัน? ฉันพร้อมฟัง”
ทั้งห้องเย็นวาบ เงาผู้หญิงคล้ายออกจากภาพชั่วขณะ หน้าตานั้นดูอ่อนโยนปนเวทนา เสียงแผ่วกระซิบลอดมา “เธอ…ให้อภัยไหม?”
เมษาน้ำตาคลอเบ้า เธอเผลอพูดเหมือนหลายต่อหลายปีที่ผ่านมาแบกสิ่งนี้ไว้ “ฉันขอโทษ…ทุกสิ่งที่ฉันทำ ที่ฉันเมิน เธอยังอยู่ที่นี่เพราะฉันใช่ไหม”
วิชญ์กับปาล์มและสุวิทย์ เพิ่งเคยเห็นเมษาอ่อนแอขนาดนี้ เงาดังกล่าวจางหายไป ผ้าใบกลับเป็นสีชาดสดใส รูปหญิงสาวในภาพค่อยๆ เฟดกลืนเข้ากับเนื้อผ้า
ปาล์มทรุดนั่งลง ร้องไห้ด้วยเสียงอันแตกพร่า “ขอโทษ…ขอโทษจริงๆ ฉันอิจฉาและโกรธพาให้เสียเพื่อนไป ฉัน…”
สุวิทย์ร่ำไห้กับบาปของตัวเองเช่นกัน “ขอโทษด้วย ฉันเคยกล่าวหาทุกคนโดยไม่รู้ความจริง”
แสงเช้าลอดผ่านหน้าต่างอีกครั้ง ผ้าใบดูธรรมดาเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ทั้งสี่คนต่างร้องไห้ เงียบงันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ความเศร้า แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่
หลายวันถัดมา กลุ่มเพื่อนค่อยๆ กระจ่างใจจากสิ่งที่คั่งค้าง ทุกคนได้พูด ได้ขอแก้ไข ในสตูดิโอนั้น ความเงียบกลายเป็นความอบอุ่นแทน
วันหนึ่ง มีนักศึกษาใหม่เดินเข้ามา หญิงสาวสวมชุดนักศึกษา ผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยน มองตรงไปยังผ้าใบสีชาดที่ห้อยอยู่ เธอถามเบาๆ “ที่นี่…มีใครเคยรู้สึกว่าความเศร้าใจจะเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจได้ไหม?”
วิชญ์ยิ้มให้กับเพื่อนใหม่ แววตาเต็มไปด้วยความหวังและการเติบโต “ที่นี่…เราทุกคนเคยรู้สึกแบบนั้น”
เสียงเงินระฆังแผ่วดังมาอีกครั้ง คราวนี้แฝงความอบอุ่นมากกว่าเย็นเยียบ ความทรงจำในห้องแห่งนี้กลายเป็นแรงผลักให้ทุกคนเดินหน้าต่อด้วยหัวใจที่ยอมรับอดีต ให้อภัยผู้อื่น และสำคัญที่สุด — ให้อภัยตัวเอง