ข่าวปลอมวันฉายจริง
เสียงสัญญาณเตือนจากโทรศัพท์ของเมธร้องดังขึ้นกลางห้องชมรมภาพยนตร์ ชั้นสองอาคารศิลปวัฒนธรรม วันนั้นเป็นวันสุดท้ายก่อนวันฉายสั้นของชมรมที่พวกเขาซุ่มทำมาหกเดือน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมธนั่งก้มหน้ากับแก้วกาแฟเย็นที่ข้างกับเครื่องมือตัดต่อ เขาสายตาคลับคล้ายเพราะเมื่อคืนตัดต่อจนเกือบเช้า แต่ข้างหนึ่งสมองสว่างด้วยความกลัวว่าใครจะถามเรื่องสปอนเซอร์
“นายพิมม์อีกแล้วหรือไง” ไอซ์ ช่างภาพของกลุ่ม ลุกขึ้นมาพร้อมกับเลนส์ที่ยาวเกินกว่าจำเป็น
เมธเงยหน้า ยิ้มแห้ง “ยังไงล่ะ พิมพ์อะไรน่ะ”
“ประกาศของคณบดีค่ะ เขียนไว้ว่า ‘ขอชื่นชมชมรมภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยที่จะได้รับผู้สนับสนุนและแขกระดับสูง’ นี่เราบอกอะไรเขาไปหรือไง” ไอซ์ก้ำกึ่งระหว่างหงุดหงิดกับความตื่นเต้น
“ไม่ได้บอกอะไรหรอก” เมธตอบ แต่ในใจจุก—เมื่อคืนเขาส่งข้อความไปหาพริมา รองประธานชมรม ว่าเขา ‘ได้รับการยืนยันสปอนเซอร์ใหญ่จากคนเก่า’ เพื่อไม่ให้พวกนั้นกังวล
“งั้นใครยืนยันล่ะ” พริมาโผล่มาจากมุมห้อง ใบหน้าจริงจังแต่ดวงตาเป็นประกาย เธอเป็นคนที่จัดระเบียบทุกอย่างให้ชมรมเสมอ—จนบางทีทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย
เมธขมวดคิ้ว “เมธ…นายบอกพี่ประธานว่ามีสปอนเซอร์แล้วใช่ไหม” พริมาพูดเสียงต่ำเหมือนกำลังชั่งน้ำหนัก
“อืม ก็…ผมหมายถึง ผมคุยกับพี่ต้อยแล้ว” เมธพูดเร็ว เป็นคำตอบที่ถูกเลือกมาอย่างเร่งรีบ
“พี่ต้อย?” พริมาทวนชื่อภาพลักษณ์ของสปอนเซอร์ในหัว “พี่ต้อยใคร”
“เจ้าของร้านกาแฟข้างมุมตึก…ที่เคยให้เรากาแฟฟรีสมัยทำช็อตโปรโมทตอนปีหนึ่ง” เมธอธิบายโดยไม่คิดเพิ่มความชัดเจน
“แล้วทำไมคณบดีพูดว่า ‘แขกระดับสูง’ ?” ไอซ์ยกยิ้ม “หรือว่า…นายบอกว่ามีคนดังมา”
เมธหลับตา เขานึกภาพว่าถ้าเขาบอกความจริงจะมีคนมองเขายังไง—เสียงหัวเราะ, มองหน้าด้วยความคาดหวังที่ถูกทำลาย เขาตัดสินใจลุกขึ้นชั่ววูบ “ใช่ มีคนคนนั้นจริง ๆ”
“ใคร?” ทุกคนถามพร้อมกัน
“อืม…เขาเป็นรุ่นพี่เก่าของชมรม คนที่ตอนนี้ดังในวงการภาพยนตร์” เมธกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนยืนยันว่าโลกกำลังร่วมมือกับเขา
“แล้วนายบอกชื่อไหม?” พริมามองเมธตรง ๆ
เมธก้มหน้าลงกับมือ ความคิดแล่นไว “ไม่ได้บอกชื่อ แต่คณบดีคงไม่อยากให้เราเผยหรอก—เป็นเซอร์ไพรส์”
พริมาหยุดชั่วครู่ เธอเป็นคนที่เชื่อเรื่องหลักฐานมากกว่าคำรับรอง “เมธ ถ้านี่คือเรื่องจริง นายต้องจัดการให้แน่”
“ผมจะจัดเอง” เมธพูดเสียงเบา แต่ในใจเหมือนมีไฟที่อันตราย—เขาเพียงแค่ต้องทำให้คำโกหกเล็ก ๆ ไม่กลายเป็นหายนะ
เสียงฝีเท้าย่ำเข้ามาในห้อง ไม่นาน ลุงจ๊อก พนักงานดูแลอาคาร คนที่ทุกคนในชมรมเรียกกันด้วยความเอ็นดู เดินมาพร้อมถังสีและผ้าเช็ดมือ
“เช้ามาก็ฮึกเหิมกันใหญ่เลยนะครับ” ลุงจ๊อกยิ้ม “ได้ยินว่ามีแขกพิเศษเหรอ จะเตรียมพรมแดงให้ไหม”
“ถ้ามีพรมแดง คงเก๋มากเลยลุง” ไอซ์ตอบแล้วทุกคนหัวเราะเบา ๆ
เมธหันไปมองทุกคน เห็นสายตาที่วางความคาดหวังไว้มากกว่าที่เขาคิด เขารู้สึกหนักใจ—ความขี้เกรงใจในตัวทำให้เขาเลือกทางลัด: บอกเรื่องเดียวเพื่อทำให้ทุกคนสงบ
“โอเค เราจะทำให้มันเป็นงานใหญ่” เมธประกาศเสียงแข็งกว่าที่ต้องการ “เราจะทำให้คณบดีภูมิใจ”
วันต่อมา เมธเริ่มแผนการโกหกที่อ่อนโยน: ส่งอีเมลขอบคุณสปอนเซอร์ปลอม ส่งภาพสำรวจของที่นั่ง VIP ที่วาดด้วยมือ และแจกหน้าที่ ‘ทีมสื่อสาร’ ให้แป้ง ซึ่งชอบเขียนคำโฆษณา
“ถ้านายจะทำงานแบบนี้ นายต้องให้ผมทำแผนแบบจริงจัง” พริมาบอก “เราไม่สามารถพึ่งคำว่า ‘เซอร์ไพรส์’ ได้ตลอด”
“ผมรู้…ผมแค่ไม่อยากทำให้ทุกคนเครียด” เมธตอบ พร้อมยิ้มแบบคนที่เริ่มไม่แน่ใจว่าเขาล้มเหลวหรือยัง
แป้งทำงานตลอดคืน เธอสร้างโปสเตอร์ที่ระบุ ‘ผู้สนับสนุนใจดีโดย พี่ต้อย’ ด้วยตัวหนังสือสวยงาม แต่ไม่ได้ถามว่า ‘พี่ต้อย’ เป็นใครจริง ๆ
“ถ้าเกิดมีใครมาถามชื่อ เราตอบว่าเป็นผู้สนับสนุนรายเล็ก ๆ ของชมรมได้มั้ย” ไอซ์ถาม “แต่คณบดีพูดว่าแขกระดับสูงนะ”
“เราจะบอกว่ารายชื่อแขกยังเป็นความลับ แล้วค่อยเปิดทีหลัง” เมธวางแผน
เวลาผ่านไป ความโกหกเล็ก ๆ ถูกเติมเสริมด้วยรายละเอียดที่พอเหมาะ พร็อพถูกยืม เสื้อเชิ้ตของรุ่นพี่ถูกยืมมาเป็นชุดพนักงานต้อนรับ และมีการจัดฉากสำหรับการมาถึงของ ‘แขก’—ซึ่งทั้งหมดคือจินตนาการของเมธที่ได้รับการประดิษฐ์โดยทีม
“เมธ นายแน่ใจนะว่าพี่ต้อยจะมา” พริมาถามอีกครั้ง วันหนึ่งก่อนวันฉาย
เมธสูดหายใจลึก “ผม…ผมส่งข้อความหาเขาไว้ แต่เขายังไม่ตอบ”
“ส่งข้อความใคร?” ไอซ์ถามด้วยเสียงไม่พอใจ
เมธมองลงที่โทรศัพท์ พยายามนึกคำตอบที่ไม่ทำร้ายใคร “คนที่ให้เรากาแฟน่ะ…ชื่อคล้าย ๆ กับคนที่เป็นผู้ใหญ่ในวงการ แต่ไม่ใช่คนนั้น”
พริมาเลิกคิ้ว “คำว่า ‘คล้าย ๆ’ ไม่ใช่หลักฐานหรอกนะ”
“ผมรู้ ผมรู้…แค่ให้เวลาผมอีกวันเดียวเถอะ” เมธวิงวอน
คืนก่อนวันฉาย เมธนอนไม่หลับ เขาเดินไปมาระหว่างห้องตัดต่อกับห้องเก็บพร็อพ คิดถึงวิธีออกมายอมรับความจริงโดยไม่ทำลายความฝันของเพื่อน แต่คำพูดในหัวยังคอยบอกให้เขา ‘รั้ง’ ไว้
วันจริงเข้ามาเหมือนพายุ—ทีมงานต่างแต่งตัวคล่องแคล่ว นักศึกษาจากคณะศิลป์ถูกยืมมาเป็นช่างภาพ ‘ปาปารัซซี่’ และตู้เอกสารที่เรียงไว้อย่างเป็นระเบียบกลายเป็นโต๊ะลงทะเบียน
“ทุกคนพร้อมไหม” พริมายืนตรงกลาง เหมือนผู้กำกับสงสารคนทำงานชะตากรรมเดียวกัน
“พร้อมครับ” เสียงตอบกลับมาจากหลายคน แต่เมธรู้สึกเหมือนมีสายไฟรัดคอ ความรู้สึกผิดก่อตัวเป็นก้อนใหญ่
เมื่อเวลาฉายมาถึง คณบดีเดินเข้ามาในชุดที่เรียบแต่ดูภูมิฐาน นักศึกษาทั่วมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่สมาชิกชมรมมาก็มาดูงาน หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมได้เชิญกลุ่มอาจารย์ด้วยเหตุผลของ ‘ความร่วมมือทางวิชาการ’
“ท่านพี่ต้อยเดินทางติดธุระจึงส่งตัวแทนมา” เมธพูดขึ้นกลางงาน ตอนเสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
บ่ายนั้นมีเสียงเคาะประตู—ประตูแยกหนึ่งเปิดออกและชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในชุดลำลอง แต่ท่าทางไม่ใช่คนดังระดับชาติ มีป้ายชื่อที่อ่านว่า ‘ต้อย’ อย่างเรียบง่าย เขาคือเจ้าของร้านกาแฟมุมตึกจริง ๆ ซึ่งเมธหมายถึงมาตั้งแต่แรก
พริมาส่งสายตาที่สับสนให้เมธ แต่วาทกรรมต้องไปต่อ
“ท่านผู้ชมครับ นี่คือผู้สนับสนุนของเรา” เมธเก็บใบหน้าไม่มิด แต่เมื่อแสงไฟสาดมา ทุกคนมองเขาด้วยความคาดหวัง การเผยความจริงออกมาช้า ๆ ทำให้บรรยากาศกลืนกันระหว่างความเสน่หาและความเขินอาย
หลังฉาย มีเสียงปรบมือชื่นชม แต่ก็มีเสียงคนนอกถามถึง ‘แขกระดับสูง’ อย่างจริงจัง ไม่นานนัก มือถือของชมรมถูกกดจนแทบไหม้—มีข้อความจากคนที่คาดหวังว่าจะเห็นคนดัง และข้อความจากคณบดีที่ถามว่าท่าน ‘คนดัง’ ไปไหน
“เมธ นายทำอะไรลงไป” พริมาสบถ เธอเดินตรงมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
“ผม…ผมคิดว่ามันจะเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ” เมธพูดแทบจะสะอื้น “ผมไม่อยากให้พวกเราเครียด ผมคิดว่าถ้าเราบอกว่ามีแขก เขาจะให้ความสนใจ”
“แล้วเมื่อเขาถามล่ะ” พริมาสวนกลับ “เมื่อเขาอยากรู้ว่าใคร ท่านพี่ต้อยก็มาจริง แต่เขาไม่ใช่คนที่เราสื่อสารในสังคมนี้ เมธ เราพึ่งพวกเราเองไม่ได้หรือไง”
เมธสะดุ้งกับคำพูดของพริมา เธอพูดไม่ใช่เพื่อตำหนิ แต่เพื่อตอกย้ำว่าเขาเสียเชื่อมั่นในทีม
“ผมกลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง” เมธแอบยอมรับเสียงต่ำ “ผมกลัวว่าถ้าผมพูดความจริง พวกเขาจะหยุดเชื่อใจผม”
พริมานิ่งไป เธอพิงเสาเหมือนพยายามรวบรวมคำพูด “เมธ นี่ไม่ใช่เรื่องของการทำผิดครั้งเดียว มันคือการที่นายไม่ไว้ใจทีมของเรา นายสามารถขอโทษและเริ่มแก้ไขได้”
สายตาของเมธหลุดจากพริมา เขามองหน้าลุงจ๊อกที่ค่อย ๆ เดินมาพร้อมกับกาแฟสองแก้ว
“ผมชอบหนังนะ” ลุงจ๊อกพูด แววตาอ่อนโยน “แต่ผมชอบคนทำหนังมากกว่าครับ ถ้าเจ้านายบอกว่าทำผิดแล้วยอมรับ ผมว่านั่นน่าจะเป็นหนังที่ผมอยากดู”
คำพูดของลุงจ๊อกทำให้คนในห้องเงียบ เมธรู้ว่าถึงเวลาที่จะเลือกทางใหม่
“ผมขอโทษ” เมธพูดเสียงชัด “ผมรับผิดชอบทุกอย่าง ผมจะออกมาพูดเองต่อหน้าทุกคน”
พริมายืนอึ้งแต่ยิ้มบาง ๆ “ไปเลย แล้วเราจะแก้ไขด้วยกัน”
เมื่อเมธเดินขึ้นไปบนเวทีที่วางไว้กลางสนาม เขาเห็นคนรอบ ๆ มากมาย ใบหน้าที่บางทีเขารู้จัก บ้างไม่รู้จัก ความกลัวพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ถอย
“ท่านผู้ชมครับ ผมมีเรื่องจะพูด” เมธกล่าวแล้วสูดหายใจ “เมื่อคืนผมบอกว่ามีสปอนเซอร์ระดับชาติและแขกคนดังเพราะผมกลัว…กลัวว่าพวกเราจะไม่มีคนมาสนใจงานของเรา”
มีเสียงกระซิบในกลุ่มคน “จริงเหรอ”
“ผมขอโทษที่ให้ทุกคนเข้าใจผิด ผมขอโทษที่ทำให้คณบดีคาดหวังมากกว่าที่เราพร้อมจะให้” เมธยืนนิ่ง สายตาเขาชัดเจนจนคนฟังรู้สึกได้
“แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนเห็นคือหนังของพวกเรา” เขาพูดต่ออย่างหนักแน่น “มันไม่ได้ต้องการการยืนยันจากคนดัง มันต้องการโอกาสให้ผู้ชมได้เห็นและพูดถึง”
คำพูดของเมธดึงเอาความจริงใจของคนที่ยืนอยู่ในสนาม อาจารย์บางคนยิ้ม มีคนปรบมือเบา ๆ และคณบดี แม้จะหน้าจริงจัง ก็ถอนหายใจแล้วยิ้มอย่างประหลาด
“การเป็นผู้นำคือต้องกล้ารับกับผลลัพธ์ครับ” คณบดีพูดไม่นานต่อจากนั้น “ผมชมเชยที่นักศึกษาคนนี้ยอมรับผิด และถึงแม้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิด เขาก็ทำสิ่งสำคัญที่สุด—คือเอาหนังของชมรมมามอบให้ชุมชน”
เสียงปรบมือครั้งใหญ่ขึ้น แต่เมธไม่ได้ยินทั้งหมด—เขาเห็นสายตาของเพื่อน เห็นพริมาที่ยืนตรงมุมหนึ่ง ยกมือมาทำท่า ‘หน้าที่เสร็จ’ แบบเงียบ ๆ ทำให้เขายิ้มได้
หลังงาน เมธและทีมเริ่มแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พวกเขาเปิดหนังให้ชมฟรีอีกครั้งสำหรับคณาจารย์ นักศึกษา และคนทั่วไป คนที่เคยล้อเลียนคำว่า ‘แขกระดับสูง’ กลับเข้าคิวเพื่อชมงานและพูดคุยกับสมาชิกชมรม
“ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้” ไอซ์บอกหลังงานจบ เขาพลางหยิบกล้องขึ้นมาจับภาพผู้ชมที่หัวเราะและเอาใจช่วยกัน
“อะไรล่ะ” แป้งถาม
“ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจจริง ๆ—ไม่ใช่เพราะคนดัง แต่เพราะหนังพูดอะไรบางอย่างที่เขาอยากฟัง” ไอซ์ยิ้มกว้าง
เมธมองไปรอบ ๆ เห็นผู้คนหลากหลายวัยคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับหนังของพวกเขา บทสนทนาที่จริงใจเริ่มต้นขึ้น—นั่นคือสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิด
“เมธ” พริมามาใกล้ เขาเตรียมใจว่าจะถูกตำหนิ แต่คำพูดของเธอกลับอ่อนโยน “นายทำให้เราเรียนรู้เยอะเลย ขอบคุณที่ออกมายอมรับ”
“ผมต้องขอบคุณพวกนายมากกว่า” เมธตอบ “ถ้าไม่มีพวกนาย ผมคงยังยึดเอาแต่คำพูดที่กลัวคนนอกตัดสิน”
คืนวันนั้น ทีมชมรมไปนั่งกันบนบันไดด้านนอกตึก มองดวงดาวและไฟสว่างของเมือง พวกเขาพูดคุยเรื่องหนัง ความผิดพลาด และความฝัน เมธรู้สึกว่าเขาโตขึ้นในวิธีที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ครั้งหน้าถ้านายอยากให้เรื่องใหญ่ เราจะทำให้มันใหญ่โดยไม่ต้องโกหก” เสียงหนึ่งพูดขึ้น เป็นเสียงของนัฐ นักเทคนิคเสียงที่เงียบแต่ตรงประเด็น
“ใช่ เราอาจเริ่มด้วยการเตรียมแผนสำรอง แผนจริง และคำพูดที่เป็นความจริง” พริมาพูดตอนที่เมธเงยหน้ามองเธอ
เมธยิ้ม เขารู้สึกอบอุ่นจากสายตาและการยอมรับที่เพื่อนให้ “แล้วถ้าเกิดไม่มีใครมาดู เราก็ยังมีหน้าที่ทำหนังให้ดีที่สุด”
แล้วทุกคนก็หัวเราะ ในเสียงหัวเราะนั้นมีความเป็นทีมที่แน่นขึ้น
เวลาผ่านไป ชมรมไม่ได้กลายเป็นดาวเด่นในแวดวงภาพยนตร์ทันที แต่กิจกรรมของพวกเขาได้รับการพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ หนังสั้นของชมรมถูกนำไปฉายตามห้องสมุดชุมชนและคาเฟ่เล็ก ๆ ที่มีการพูดคุยหลังฉาย เมธได้เรียนรู้ว่าความจริงใจและความมุ่งมั่นของทีมสามารถสร้างความสนใจที่ยั่งยืนกว่าการโฆษณาเกินจริง
มีโอกาสที่เมธได้กลับไปเยือนร้านกาแฟของพี่ต้อยจริง ๆ ครั้งหนึ่ง ขณะที่เขากำลังจะขอบคุณ พี่ต้อยยักไหล่แล้วพูดว่า
“ไม่ต้องขอบคุณครับ ผมแค่เห็นว่าพวกเด็ก ๆ ทำอะไรด้วยหัวใจ ถ้าอยากให้พี่ช่วยอีกก็บอกมาเลย”
เมธอึกอัก แต่ในใจเต็มไปด้วยความจริงใจ “ขอบคุณครับ…ผมจะไม่โกหกอีกแล้ว”
พี่ต้อยยิ้ม “ดีแล้วล่ะ โลกจะเบาเมื่อคนกล้าพูดความจริง”
ปีต่อมา เมธไม่ได้เป็นประธานชมรม แต่เขายังคงทำงานในชมรมต่อ เขาเรียนรู้วิธีรับผิดชอบ การวางแผนล่วงหน้า และที่สำคัญคือการถามความเห็นจากทีมก่อนจะตัดสินใจใหญ่ ๆ
คืนนั้น ในงานเล็ก ๆ ที่ชมรมจัดเพื่อฉลองการได้รับเชิญไปฉายที่เทศกาลหนังนิสิตขนาดเล็ก เมธขึ้นพูดอีกครั้ง แต่คราวนี้น้ำเสียงมั่นคงกว่าเมื่อก่อนมาก
“ผมเคยทำผิดด้วยความกลัว ผมเคยคิดว่าคำโกหกจะเป็นทางลัดสู่ความสำเร็จ แต่ผมเรียนรู้ว่าทางลัดนั้นอาจทำให้เราหลงทางได้ง่ายกว่า” เมธหยุดมองผู้คนที่ยิ้มให้กัน
“ความจริงอาจทำให้เราเริ่มจากจุดเล็ก ๆ แต่เมื่อเราทำด้วยกัน มันจะใหญ่ขึ้นเอง”
ผู้ชมปรบมือ และในมุมหนึ่ง พริมาแกล้งทำท่าทุบไหล่เขาเบา ๆ แต่เมธเห็นดวงตาที่ภาคภูมิใจ
เมื่อปิดงาน คืนคืนนั้นทุกคนออกไปเต้นรำกันอย่างไม่เป็นทางการที่ลานหน้าอาคาร ศิลป์มีนักศึกษาจากคณะอื่นมาร่วม พวกเขาหัวเราะกับเรื่องราวการเตรียมงานและการแก้ปัญหาแบบที่เพิ่งเกิดขึ้น
แล้วคนกลุ่มหนึ่งก็เอาพรมแดงพลาสติกที่เคยเตรียมตอนแรกมาบางส่วน ผูกติดกับเส้นไฟและวางไว้เป็นฉากถ่ายรูป
“จำได้ไหมวันที่เราเกือบจะพรมแดงจริง ๆ” ไอซ์พูดแล้วยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ
เมธยิ้มมองภาพที่ถูกถ่าย เขารู้สึกว่าเรื่องที่เคยเป็น ‘โป๊ะแตก’ กลับกลายเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้เขาโตขึ้น ทั้งความเข้าใจผิด การยอมรับ การแก้ปัญหา และมิตรภาพที่แข็งแรงกว่าที่เคย
ภาพสุดท้ายของเรื่องคือกลุ่มคนยืนเรียงกันบนพรมแดงพลาสติก หัวเราะและถ่ายรูป พริมาวางมือบนบ่าของเมธอย่างเป็นกันเอง เมธยกกล้องขึ้นถ่ายเซลฟี่ ทุกคนยิ้มกว้าง และแสงไฟสลัว ๆ ทำให้ช่วงเวลานั้นดูเหมือนฉากจากหนังที่พวกเขาฝันจะทำ
เมธคิดในใจว่า ครั้งหนึ่งคำโกหกเล็ก ๆ ทำให้เรื่องวุ่นวาย แต่ความจริงใจที่ตามมาทำให้ชีวิตของเขา—และของพวกเขาทุกคน—มีเรื่องเล่าที่จะจดจำไปอีกนาน
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ชมรมภาพยนตร์, ตลกเข้าใจผิด, coming-of-age, ฮาวุ่นวาย