คืนที่หอพักบ้านไม้
เสียงไม้แผ่นพื้นดังเอี๊ยดอ๊าดท่ามกลางความเงียบของค่ำคืน ฤดูฝนเพิ่งเริ่มต้น ฝนปรอยกระทบหลังคาสังกะสีเก่าของหอพักไม้กลางป่า ท่ามกลางความมืดและกลิ่นอับชื้นประหลาด กลุ่มนักศึกษาสี่คน—พีท ขวัญ โม และอร—กำลังยืนงงอยู่หน้าประตูหอพักซึ่งถูกปิดด้วยกุญแจสนิมเขรอะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจเหรอว่าเป็นที่นี่?” ขวัญถามเสียงเบาหวิว พลางขยับแว่นตา เธอดูวิตกกังวล ดวงตากลอกไปมาราวกับกลัวเงาที่ไม่มีใครเห็น
“อาจารย์ส่งแผนที่มาให้แบบนี้แหละ” พีทตอบ ยกไฟฉายขึ้นส่องดูแผ่นป้ายไม้เก่า ๆ ที่เขียนว่า ‘หอพักบ้านไม้’ สีลอกจาง มีรอยขูดขีดเหมือนรอยเล็บที่ผุกร่อน
“ทำไมต้องเลือกที่แบบนี้ ไม่ไปพักโรงแรมดี ๆ ในตัวเมือง” โมบ่น พยายามดันประตูออกแรงจนกุญแจหลุดเสียงดังปัง ประตูเปิดออกพร้อมกลิ่นอับเฉพาะตัวของบ้านร้างเก่า พวกเขาก้าวเข้าไปอย่างลังเล ทุกคนพยายามมองข้ามเสียงเสียดสีของสิ่งที่ดูเหมือนกรวดหรือฝุ่นใต้เท้าและเสียงประหลาดที่ลอยมาเบา ๆ จากชั้นบน
อรเป็นคนสุดท้ายที่เดินเข้ามา เธอนิ่งเงียบ ไม่พูดจา เธอมองไปรอบห้องโถงที่มีตู้ไม้เก่า โต๊ะยาว และรูปถ่ายขาวดำในกรอบที่มีฝุ่นจับหนาแน่น รูปหนึ่งในนั้นเหมือนมีคนยืนอยู่มากกว่าคนอื่นอย่างผิดปกติ แต่ในความมืดเธอมองไม่ถนัด
พวกเขาเลือกห้องนอนชั้นล่างสองห้อง แยกชายหญิง โมขยับกระเป๋าเดินไปเปิดหน้าต่างที่ปิดสนิท แต่พบว่ามันเปิดไม่ได้ เหมือนมีอะไรอุดไว้ข้างนอก
“ที่นี่…เหมือนมีคนอยู่มาก่อน” โมพึมพำ ขณะที่พีทจัดของบนเตียง ขวัญเดินดูรอบห้องพลางส่องไฟฉายไปตามซอกมุม
ในความเงียบ เสียงฝนเริ่มแรงขึ้น ทุกคนต่างหลบสายฝนใต้หลังคาไม้เก่าโดยไม่มีใครพูดถึงความรู้สึกแปลกประหลาดในใจว่ามีบางอย่างผิดปกติในบ้านนี้
คืนนั้น ขวัญนอนไม่หลับ เธอได้ยินเสียงฝีเท้าคล้ายใครเดินวนเวียนอยู่หน้าห้อง เสียงกระซิบเบา ๆ ที่เหมือนเอ่ยชื่อเธอ ขวัญกลั้นหายใจ ก้มหน้ามองไฟฉายในมือ สองมือสั่นโดยไม่รู้ตัว
“ขวัญ…ได้ยินไหม” เสียงโมเรียกเบา ๆ จากเตียงข้าง ๆ “เมื่อกี้ได้กลิ่นเหม็นไหม เหมือนอะไรเน่าที่มุมห้อง”
ขวัญนิ่ง หลับตาแน่น ไม่กล้าขยับ “อย่าพูด…” เธอกระซิบตอบ รู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างในอากาศ
อรในอีกห้องหนึ่งนั่งคุดคู้ที่มุมเตียง มองกรอบรูปขาวดำบนผนังตรงข้าม เธอพยายามข่มใจไม่คิดอะไร แต่มือที่กำสายสร้อยคอแน่นสั่นระริก ดวงตาจ้องไปที่เงาดำ ๆ ที่เหมือนจะขยับเขยื้อนอยู่แถวหน้าต่าง
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า พีทตื่นขึ้นมาเพราะเสียงฝนและเสียงไม้กระดานลั่น เขานั่งมองเงาในความมืด เหมือนมีใครยืนอยู่ตรงประตู แต่พอเขาหรี่ตาเพ่งก็ไม่มีอะไร
รุ่งเช้า ทุกคนดูอิดโรย อรเงียบกว่าปกติ โมทำหน้าบึ้ง ขวัญเดินวนสำรวจบ้าน พีทกวาดตามองรอบ ๆ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างที่ยังไม่พูดออกมา
“เมื่อคืนนี้…มีใครได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ไหม” ขวัญถามขณะนั่งโต๊ะกินข้าวเก่า เสียงช้อนกระทบถ้วยเบา ๆ ดังขึ้นในความเงียบ
“เสียงคนเดิน เสียงกระซิบ” โมรีบเสริม “เหมือนมีคนอยู่ข้างนอกด้วย”
“อาจจะเป็นสัตว์ป่า” พีทพยายามพูดด้วยท่าทางไม่ค่อยมั่นใจนัก
อรไม่พูดอะไร เธอแค่มองออกไปนอกหน้าต่าง ดูเหมือนกำลังฟังอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่ได้ยิน
ทั้งสี่คนออกไปสำรวจรอบบ้านไม้ในตอนสาย พวกเขาพบรอยเท้าโคลนเล็ก ๆ คล้ายเด็กนำเข้าไปจนถึงใต้ถุนบ้าน โมลองเดินตามรอยเท้าแต่เจอรอยขีดแปลก ๆ บนเสาไม้ราวกับมีใครใช้มีดขูดเป็นภาษาไม่รู้จัก
“นี่มัน…รอยอะไร” โมก้มลงดูใกล้ ๆ นิ้วมือสั่นเล็กน้อย ขวัญก้าวเข้าไปมองด้วยความกลัว
“อย่าไปยุ่ง เดี๋ยวได้ซวยกันหมด” อรพูดขึ้นเสียงเรียบ ไม่สบตาใคร
พีทสังเกตรอยขีดนั้นอย่างสนใจ เขาเห็นมันเรียงเป็นรูปคล้ายวงกลมซ้อนกัน รายล้อมด้วยจุดเล็ก ๆ และเส้นหยักเหมือนรอยสลักพิธีกรรม
“มันเหมือนสัญลักษณ์อะไรสักอย่าง” พีทพูดพลางถ่ายรูปไว้ในมือถือ
โมลองใช้มือถือถ่ายตามบ้าง แต่หน้าจอเหมือนจะติด ๆ ดับ ๆ ภาพสั่นไหวจนเขาต้องกดปิดแล้วเปิดใหม่
ขวัญเดินถอยหลังโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่ามีสายตาจ้องมองจากใต้ถุนบ้าน
คืนนั้นอากาศเย็นลงอย่างผิดปกติ อรยังคงนั่งนิ่งมองหน้าต่าง โมกับขวัญนั่งอ่านบันทึกเก่า ๆ ที่พบในตู้ พบว่ามีสมุดจดบันทึกของหญิงสาวคนหนึ่งเล่าว่าเธอมักได้ยินเสียงเด็กหัวเราะและเสียงคนเดินกลางคืน
“นี่มันบ้านประหลาดจริง ๆ …” โมพูดพลางหันไปมองพีทซึ่งนั่งเงียบสีหน้าเคร่งเครียด
พีทหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาอ่าน เขาพบหน้าสุดท้ายขาดหายไป และมีข้อความจาง ๆ ว่า “อย่าไว้ใจเงา” เขาเงียบไปนาน แล้ววางสมุดลง
“เมื่อคืนนี้…ผมเห็นเงาเดินอยู่ตรงประตู” พีทพูดเสียงเบา
ขวัญกลืนน้ำลาย เธอไม่กล้าหันไปมองประตู
อรเอียงคอช้า ๆ “เงา…นั่นไม่ใช่ของพวกเรา” เธอกระซิบเบา ๆ
เวลาผ่านไปราวกับเนิ่นนาน ทุกคนเริ่มหวาดระแวง โมพยายามจะโทรศัพท์ออกนอกพื้นที่แต่ไม่มีสัญญาณ ขวัญเดินวนไปมารอบบ้าน พีทสำรวจห้องต่าง ๆ อรเอาแต่จ้องหน้าเงาดำที่สะท้อนในกระจก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างช้า ๆ สามครั้ง ทุกคนหยุดนิ่ง โมเดินไปดูแต่ไม่เปิด อรลุกขึ้นเดินอย่างเฉื่อยชาไปตามทางเดิน
“อย่าเปิดนะ…” ขวัญพูดเสียงแผ่ว สองมือล็อกประตูแน่น
เสียงเคาะหยุดลง เงียบจนน่ากลัว ทุกคนต่างหายใจแรง ราวกับมีอะไรหนักอึ้งอยู่ในอก
คืนนั้นขวัญฝันถึงเสียงกระซิบเรียกชื่อเธอซ้ำ ๆ เธอสะดุ้งตื่นตอนตีสาม ได้ยินเสียงน้ำหยดตรงอ่างล้างหน้า เธอเดินช้า ๆ ไปดูในความมืด พบว่าอ่างมีน้ำขังชุ่ม เงาสะท้อนกลับไม่ตรงกับท่าทางของเธอ
ขวัญถอยหลังกลับไปที่ห้อง นั่งนิ่งอยู่ข้างเตียง โมกระซิบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ขวัญไม่กล้าบอก เธอกลัวว่าการพูดถึงสิ่งที่เห็นจะทำให้มันกลายเป็นความจริง
ตอนสายวันถัดมา อรเริ่มพูดจาแปลก ๆ เธอบอกว่าได้ยินเสียงเด็กกระซิบในหู ขวัญพยายามปลอบแต่เริ่มหวาดกลัว โมชวนพีทออกไปนอกบ้านเพื่อหาทางขอความช่วยเหลือ
ขณะเดินผ่านสวนรกร้างข้างบ้าน พวกเขาพบรอยเท้าเด็กเล็ก ๆ ลากยาวไปที่บ่อน้ำเก่า โมส่องไฟฉายไปในบ่อ พบว่าด้านในมีสมุดเล่มหนึ่งถูกพันด้วยผ้าสีขาวเก่า ๆ
พีทหยิบสมุดขึ้นมาเปิดดู พบว่าภายในมีแต่ภาพวาดเด็ก ๆ กำลังเต้นรำรอบวงกลมและภาพใบหน้าที่วาดด้วยดินสอทึบจนมองไม่เห็นตา แต่ทุกภาพมีเงาดำ ๆ อยู่ข้างหลังเด็ก ๆ เสมอ
“ใครกันแน่ที่อยู่ที่นี่ก่อนเรา…” โมพูดเสียงสั่น
ขวัญที่เดินตามมาเงียบ ๆ รู้สึกเหมือนมีมือเย็นเฉียบแตะไหล่ เธอหันขวับกลับไปแต่ไม่เจออะไร
คืนนั้น ทุกคนตัดสินใจนอนรวมกันที่ห้องโถงใหญ่ พวกเขากลัวเกินกว่าจะนอนแยกกัน อรนั่งนิ่งไม่พูดจา โมกับพีทสลับกันเฝ้า ขวัญหลับ ๆ ตื่น ๆ
เสียงฝนกระหน่ำไม่หยุด มีเสียงเหมือนใครลากเท้าไปกลับอยู่บนพื้นไม้ ทุกคนต่างรู้สึกว่ามีเงาที่เคลื่อนไหวอยู่ในห้องอย่างช้า ๆ แม้ไม่มีใครลุกขึ้นยืน
ขวัญสะดุ้งลุกขึ้น เธอเห็นเงาดำขนาดเท่าเด็กยืนอยู่ข้างประตู มันหายไปทันทีที่เธอกะพริบตา
“มันมาแล้ว” อรพูดขึ้นเสียงเรียบ สีหน้าไร้ชีวิต
พีทเดินไปเช็กประตู พบว่ากุญแจหายไปจากขอ เขามองหาแต่ไม่พบ โมเดินไปดูหน้าต่าง ทุกบานถูกตอกตะปูแน่นและปิดทึบ
ขวัญเริ่มร้องไห้เบา ๆ “เราจะออกไปได้ยังไง” เธอถามเสียงสั่น
พีทพยายามตั้งสติ “ต้องใจเย็น เราต้องหาว่าคำสาปนี้เกี่ยวกับอะไร”
ขวัญสังเกตว่าทุกคนเงียบไป อรยังคงจ้องไปที่มุมห้อง โมถอนหายใจแรง
“ใครเป็นคนแรกที่เข้าไปในบ้านนี้” โมถามขึ้น จู่ ๆ ก็เงียบ ทุกสายตาหันมามองอร
“อร คุณ…มีอะไรที่ยังไม่ได้บอกพวกเราใช่ไหม” พีทถาม
อรหันมาช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำ “ฉันเคยอยู่ที่นี่…เมื่อสิบปีก่อน”
ทุกคนตกใจ อรกลั้นน้ำตาไม่อยู่ มือข้างหนึ่งกำสายสร้อยแน่น “ฉันเป็นเด็กในรูปนั้น…ฉันหนีออกมาได้ แต่เพื่อนฉันไม่รอด”
โมอ้าปากจะพูดแต่เงียบไปทันที ขวัญกลืนน้ำลาย พีทขมวดคิ้ว
“ตอนนั้น…ที่นี่มีพิธีกรรมอะไรบางอย่าง พวกเขาบอกว่าเป็นทางรอดจากคำสาปในบ้านนี้ ต้องเลือกเสียสละใครสักคน” อรเสียงสั่น ไหล่สั่นแรง
เสียงกระซิบในอากาศดังขึ้นพร้อมกัน ทุกคนได้ยินเสียงเด็ก ๆ หัวเราะและพูดประโยคซ้ำ ๆ “ออกไปไม่ได้…ออกไปไม่ได้…”
ขวัญเริ่มเดินวนไปมาอย่างสิ้นหวัง โมพยายามเปิดประตูอีกครั้งแต่ล้มเหลว พีทเอามือปิดหูแน่น
อรลุกเดินไปที่รูปถ่ายเก่าบนผนัง เธอหยิบมันลงมา พลิกดูด้านหลัง พบชื่อของเด็ก ๆ ที่อยู่ในภาพ เธอชี้ไปที่ชื่อสุดท้าย “นี่คือเพื่อนฉัน…เขาไม่เคยออกจากที่นี่”
ทันใดนั้น เงาดำขนาดเด็กปรากฏอยู่กลางห้องอย่างเงียบงัน ทุกคนหยุดนิ่ง ไม่มีใครกล้าขยับ
โมกลั้นใจถาม “เราต้องทำยังไงถึงจะออกไปจากที่นี่ได้”
เงานั้นค่อย ๆ ยกมือขึ้นชี้ไปที่อร เสียงกระซิบดังขึ้นอีก “คนเดิม…ต้องอยู่ที่นี่”
อรทรุดลงร้องไห้ “ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว…” เธอหันไปมองเพื่อนทั้งสามด้วยสายตาว่างเปล่า
ขวัญและโมมองหน้ากันอย่างหวาดกลัว พีทลังเล ใจสั่นแรง พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะทิ้งอรไว้ หรือหาทางฝ่าคำสาปนี้ไปด้วยกัน
อรค่อย ๆ เดินถอยหลังไปหามุมห้อง เงาดำเริ่มล้อมรอบตัวเธอ ขณะที่เสียงฝนและเสียงกระซิบดังขึ้นจนแทบไม่ได้ยินอะไรอย่างอื่น
ขวัญร้องไห้ โมหันหน้าหนี พีทหลับตาแน่น
เมื่อทุกอย่างเงียบลง ประตูบ้านเปิดออกช้า ๆ เหมือนมีใครปลดล็อกให้ ขวัญ โม และพีทวิ่งออกไปในสายฝนโดยไม่หันกลับมามอง
พวกเขาหยุดหอบหายใจอยู่ที่ชายป่า ทุกคนเงียบงัน มองบ้านไม้หลังนั้นที่ยังคงตั้งตระหง่านท่ามกลางฝน
ไม่มีใครพูดถึงอรอีกเลย แต่ในทุกค่ำคืน เสียงกระซิบและเงาดำยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำของพวกเขาตลอดไป