ความรักในเงาอเวจี
ในคืนหนึ่ง เป้และเบญจา เดินทางมายังหมู่บ้านที่มีเรื่องเล่าประหลาดเกี่ยวกับบ้านหลังหนึ่งที่ถูกซึ่งคำสาป ที่เล่าต่อกันมาว่าหากใครเข้าไปจะไม่สามารถออกมาได้อีก แสงจันทร์ส่องสว่างลงมา ผสมกับละอองน้ำในอากาศ ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูเย้ายวนใจพวกเขา พวกเขายืนอยู่หน้าบ้านไม้เก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและฝุ่นละออง ธรรมชาติที่อยู่รายล้อมเต็มไปด้วยเสียงจิ้งหรีดและเสียงนกร้องดังแสบแก้วหู
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่มันบ้านอะไรเนี่ย?” เบญจาขมวดคิ้วเมื่อมองไปที่ระเบียงที่แตกหัก และมองเห็นแสงจากข้างใน “มีคนอยู่จริง ๆ หรือเปล่า?”
“สัญชาตญาณบอกว่านี่ไม่ใช่บ้านที่ปลอดภัยเลย” เป้บอกเสียงต่ำ แต่รอยยิ้มยังติดอยู่ที่มุมปาก เมื่อเห็นความกลัวและความตื่นเต้นในตาเบญจา
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นพวกเขาเบี่ยงตัว เข้าไปในบ้านเก่าหลังนั้น และทันทีที่เปิดประตู ทันใดนั้นลมหนาวก็พัดผ่านหน้าอย่างกะทันหัน เหมือนมีอะไรบางอย่างคอยจับจ้องพวกเขาอยู่ภายใน
เสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นแรง เบญจาหายใจถี่ขึ้นแต่ยังไม่ยอมถอยหลัง ความสงสัยมีมากกว่าความกลัวในใจ
เมื่อเข้าไปภายใน ทุกสิ่งดูเหมือนหยุดอยู่กับที่ ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ แต่กลับมีกลิ่นหอมแปลก ๆ ที่ทำให้รู้สึกสบายใจ บนผนังมีภาพเก่า ๆ ที่เสียดายอยู่ใต้ฝุ่นหนา ประตูที่คิดว่าแข็งแรงขนาดไหนกลับเปิดออกง่ายดาย
“นี่มันเหมือนว่ามีคนเคยอาศัยอยู่ที่นี่… แต่ทำไม?” เบญจาพูดเบา ๆ ดวงตาหวานของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย
แต่แล้วก็มีเสียงเหมือนคนเปิดประตูจากห้องด้านในทำให้พวกเขาตกใจ เป้หลับตาปี๋และดึงเบญจาคอยแนบชิดเขา “เราไม่ควรอยู่ที่นี่” เขาเริ่มรู้สึกว่าตนกำลังเข้ามาในชะตากรรมที่ไม่ดี
เบญจาส่ายหัว ข้าวของรอบตัวที่เคยเงียบสงบก็กลับกลายเป็นเสียงดังกระทบกันและมีแรงพัดผ่าน ทำให้พวกเขาเดินย้อนกลับไปไม่ทัน
“ช่วย… อย่าทิ้งฉัน” เสียงร้องไห้ดังก้องไปทั่ว อารมณ์ของทั้งคู่สับสนวุ่นวาย สัญชาตญาณบอกว่านี่คือความจริงที่ชัดเจน เมื่อเบญจาได้ยินเสียงนั้นเธอหลบหน้าไม่ยอมเข้ามาในบ้านอีกครั้ง
“เบญ!” เป้คว้าหมายไปจับมือเบญจา แต่จู่ๆ แรงบางอย่างก็พยายามดึงเขากลับไปในบ้าน
ในห้องที่ดูเหมือนมีการตั้งโต๊ะอาหารเอาไว้ หล่นรอบ ๆ เป็นกลีบกุหลาบที่เหี่ยวเฉาเหมือนเป็นการไว้อาลัย มีจานชามที่วางเรียบร้อย ทว่าภาชนะทั้งหมดกลับมีร่องรอยคล้ายกับรอยมือกดทับอยู่
เมื่อเป้เข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมเก่า ๆ ของอาหารที่เคยถูกปรุงอย่างพิถีพิถัน ความรู้สึกหุ่นเชิดที่อยู่เคียงข้างเขาคือเบญจาที่เบลอจางลงเหมือนลมหายใจในคืนหนาว
“ไม่… เบญ! เราต้องไป!” เขาตะโกนเสียงสูงเมื่อรู้แล้วว่าเธอเหลือเพียงเงาร่างขวางอยู่เท่านั้น
เบญจาได้แต่ยิ้มอ่อนน้อม ขณะที่เป้หลงทางไปในความฝันที่ชัดเจน แต่ไม่มีวันกลับสู่ความจริง เธอรู้แก่ใจว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องเลือก
“เราเป็นที่รักของกันและกัน แต่หากจะต้องแลกชีวิต มันไม่สมเหตุสมผลหรอก”
ในที่สุดเป้ต้องตัดสินใจ ระหว่างการช่วยยื้อชีวิตเบญจาที่จมอยู่กับอดีต หรือหันกลับไปเพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง เขาตัดสินใจอย่างไม่ทันตั้งตัว มันต้องเสี่ยงชีวิต
ความรักที่อยู่ในเงาอเวจี การสูญเสีย ความเจ็บปวดและความว่างเปล่าไม่สามารถลบลืมได้
น้ำตามาแต่ไม่อาจชัดเจน ปวดหัวทุรนทุรายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่ แต่เบญจารู้ว่าเขาต้องตัดสินใจ
รูปลักษณ์ของเบญจาก็ค่อย ๆ เลือนราง และในใจก็โซตัสขึ้นเรื่อย ๆ ความรักของพวกเขาที่หลุดลอยไปในอเวจี ไม่อาจรักษาสถานที่แห่งนี้ให้บริสุทธิ์ได้
เมื่อประตูปิดลง เป้ยืนอยู่ที่หน้าบ้าน เด็กหนุ่มรู้ตัวดีว่าการตัดสินใจนั้นผูกพันด้วยความรัก แต่กลับทำให้เขาต้องอยู่กับความสำนึกที่ไม่เคยจะปล่อยให้เขารู้สึกสงบได้อีก
เวลาเดินต่อไป ชีวิตที่ทำตามความต้องการตนเองก็ไม่ง่าย การกลับมาที่หมู่บ้านมีงานรอเขาอยู่ แต่การมองไปที่บ้านเก่ายังสร้างความรู้สึกสงครามขึ้นเรื่อย ๆ พยายามหาทางกลับไป แต่ไม่ว่ายังไง ใจของเขาก็พร้อมเดินต่อไป
เขาจะต้องอยู่กับการตัดสินใจของตัวเอง และยอมรับว่าบริษัทภายในหมู่บ้านยังคงไม่ก้าวข้ามไปจากอดีตอีกแล้ว
ในที่สุดภาพรักของพวกเขาจะยังคงฝังอยู่ในหัวใจตลอดไป ความรักที่ผูกพันแน่นหนากับคำสาปที่ไม่อาจหลบได้ จะกลับมาเป็นชนวนเหตุภาวะจริงแต่ทับถมต่อไปอีก