กลิ่นหอมรักร้างกลางหมู่บ้านเปลว
เสียงระฆังหิมะในรุ่งเช้าแรกของฤดูหนาวดังวนรอบหมู่บ้านเปลวที่ถูกซ่อนตัวกลางป่าใหญ่ ขณะที่หมอกขาวทอแสงจาง ๆ ให้ดวงอาทิตย์แทบไม่ลอดผ่าน ประตูโรงเรือนสีซีดเปิดออกอย่างช้า ๆ อารยา หญิงสาวในชุดคลุมหนาเดินออกมา เหลียวมองไกลสุดสายตา ก่อนจะหยุดนิ่ง สูดลมหายใจ กลิ่นหอมบางอย่างลอยมาตามลม สาบานได้ว่ามันไม่เหมือนกลิ่นไม้สนหรือหญ้าแห้งในฤดูเย็น มันหวานชุ่มแต่แฝงด้วยรสขม เธอย่นคิ้ว ยืนฟังเสียงหิมะกรอบใต้เท้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อารยา… ตื่นแต่เช้าเลยนะ” เสียงของอาจารย์ลุงทอง นายช่างกลึงไม้ประจำหมู่บ้านดังขึ้น พร้อมกลิ่นไม้สดชัดเจน เขายกถังน้ำแข็งขึ้นวาง
อารยาพยักหน้า หลีกสายตาไม่สบตรง “วันนี้มีกลิ่น… กลิ่นที่ไม่เคยเจอ”
ลุงทองเปลี่ยนสีหน้า ทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน “คงกลิ่นน้ำแข็งละมั้ง ฤดูนี้มันก็แบบนี้”
แต่แววตาที่หรี่ลงของเขา ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่เค้าปิดบัง กลิ่นหอมนั้นยังติดปลายจมูก ตอนที่เด็กหนุ่มในชุดกันหนาวผ้าขาด เดินปรี่เข้ามา สีหน้าตื่น “คุณอารยา! โบตั๋นหายไปอีกคน!”
หิมะร่วงจากหลังคา อารยานิ่งไป เธอมองเด็กหนุ่ม ไม่นานเสียงกลุ่มคนดังขึ้นจากใจกลางหมู่บ้าน บรรยากาศตึงเครียด เธอก้าวยาวตาม กลิ่นหอมนั้นแรงขึ้นจนหัวใจสั่นคลอน
สนามกว้างกลางหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านกำลังตะโกน “ใครเห็นโบตั๋นเมื่อคืนบ้าง!” เสียงตกใจปะปนตื่นตระหนก โบตั๋น เด็กหญิงวัยเก้า ว่องไวอารมณ์ดี เป็นเด็กคนที่สองในรอบเดือนนี้ที่หายตัวไปในหมู่บ้าน
“เธอไม่ได้เดินออกไปเองแน่ นี่มัน…” ผู้หญิงร่างท้วมในเสื้อกันหนาวขาด ๆ พูดเสียงสั่น “ถึงเวลาบอกความจริงเรื่องกลิ่นนั้นรึยัง?”
ผู้ใหญ่บ้านเสียงหนัก “อย่าพูดให้คนแตกตื่น!”
อารยากลั้นหายใจ เธอเอื้อมแตะแขนลุงทอง “กลิ่นที่ฉันได้กลิ่นเมื่อกี๊… มันคืออะไร?”
ลุงทองเม้มริมฝีปาก “เคยเกิดมาก่อน”
“เมื่อไหร่?”
“หลายสิบปี… ทันทีที่มีคนหายตัว…”
เสียงร่ำไห้ของแม่โบตั๋นดังแว่วขึ้น อารยามองเงาฝ่ามือคนในหมู่บ้านที่ลูบหลังกันอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่มีใครกล้าสบตากันนาน ชั่วขณะนั้น อารยาเห็นธาริณ ภรรยาคนเฝ้าคลังสมุนไพร ยืนถือผ้าพันคอสีแดง มองมาอย่างฉงนและหวั่นระแวง
อารยาพยายามคิดย้อนถึงเรื่องราวเมื่อสามปีก่อน วันที่เธอหนีจากกรุงเทพฯ มาสมัครเป็นนักวิจัยกลิ่นหอมกับอาจารย์ในหมู่บ้านเปลว หวังใช้ชีวิตเรียบง่ายลืมอดีตที่ฝากรอยแผลใจไว้ ทว่าความทรงจำเก่าไม่เคยจากไป กลิ่นกลิ่นเดียวกันนี้ เป็นสิ่งที่เธอเคยหวาดกลัว…
ในห้องอบสมุนไพร อารยาเก็บกลิ่นจากสมุนไพร พยายามไล่ลำดับความคิด ธาริณเปิดประตูเข้ามา มือยังถือผ้าพันคอสีแดง
“เมื่อคืนคุณได้กลิ่นนั้นมั้ย” ธาริณถามเสียงเบา ชัดถ้อยชัดคำ
“ได้” อารยาตอบ “แต่กลิ่นมัน…เหมือนครั้งก่อนที่มีคนหาย”
ธาริณนั่งลงข้าง ๆ วางผ้าพันคอไว้บนตัก “คุณเชื่อเรื่องภูตกลิ่นมั้ย”
อารยาเงียบ เธอมองหน้าอีกฝ่าย “ฉันเชื่อในการทดสอบสารประกอบและการตั้งสมมติฐาน…”
“แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่วัดได้…” ธาริณพูดพลางก้มหน้าลูบผ้าพันคอ
อารยามองนิ้วมือเรียวดั่งกำลังหนีบางคำสารภาพที่อัดแน่นในอก สายตาเธอตกลงที่ข้อมืออีกฝ่าย เห็นรอยขีดข่วนใหม่ ๆ คล้ายโดนเล็บข่วน แรงเงียบวาบผ่านสายตา
คืนวันถัดมา อารยานั่งจิบชาใกล้เตาไฟ ตาค้าง เธอค่อย ๆ จดบันทึกกลิ่นแปลกในแต่ละวัน สายลมก็พัดกลิ่นหอมนั้นเข้ามาอีก สัญชาตญาณบอกให้เธอเดินไปยังชายแดนป่าด้านทิศเหนือ
หิมะตกหนักจนเท้าแทบจมหาย เธอเดินไปตามรอยกลิ่นจนถึงกระท่อมร้าง หลังคาทรุดตัว ด้านในมืด อารยาหรี่ตาเห็นรอยเท้าเล็ก ๆ แล้วพบผ้าพันคอสีแดงที่คล้ายของธาริณวางกองอยู่ข้างกล่องไม้ใบเก่า เธอหยิบขึ้นมา สูดไอหอมที่ติดปลายเศษผ้า มันคือกลิ่นเดียวกับตอนเกิดเหตุ
เสียงหิมะไถลบนหลังคา กระตุ้นให้เธอขวัญผวาก่อนมีเงามืดวาบผ่านหน้าต่าง ชั่วขณะนั้นเอง อารยาตัดสินใจหยิบกล่องไม้กลับหมู่บ้าน ซ่อนมันไว้ในห้องของตัวเอง
เช้าตรู่ถัดมา นักสำรวจในหมู่บ้านชื่ออินทัชพบว่าประตูบ้านของธาริณเปิดอ้า แต่ไม่เห็นเจ้าของบ้าน ทุกคนแตกตื่น เด็กน้อยหลายคนจับกลุ่มซุกกายสั่น อารยายืนตัวแข็ง มองกล่องไม้ในมือ ก่อนจะรีบเดินออกไปพร้อมลุงทอง
“มีอะไรในกล่องนั้น” ลุงทองถาม มือสั่นนิด ๆ
“ฉันไม่แน่ใจ อยากให้คุณช่วยเปิด”
พวกเขาเปิดกล่อง กลิ่นหอมนั้นแรงขึ้นจนแทบทนไม่ไหว ข้างในมีเศษผ้าหลายชิ้น กับขวดยาโบราณ ภาพเก่า ๆ ของขบวนคนในหมู่บ้านกำลังยืนล้อมเด็กหญิงน้อยที่ตาโตหมองเศร้า ในมือเธอถือตุ๊กตาผ้า
ลุงทองถอนใจ “นี่คือลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว… วันหนึ่งเธอหายตัวไป หลังจากทุกคนในหมู่บ้านได้กลิ่นหอมประหลาดนี้…”
อารยามองภาพ เก็บร่องรอยความเศร้าที่ซ่อนอยู่ “คำสาปนี้ มันเริ่มจากตรงไหน”
ลุงทองนิ่ง “ไม่มีใครรู้ เคยมีคนพยายามหนีออกไปจากหมู่บ้าน แต่…ไม่ได้รอด”
ตกค่ำ หมอกปรากฏแน่นหนา กลิ่นหอมลอยอ้อยอิ่งปกคลุมไปทั่ว เมื่อไฟกลางหมู่บ้านดับวูบ ทั้งหมู่บ้านแตกตื่น เสียงร้องของแม่โบตั๋นตะโกนชื่อบุตรสาว วิ่งฝ่าความมืด อารยารีบคว้าไฟฉายตาม เธอได้กลิ่นหอมแรงขึ้น เกือบสำลัก น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
อยู่ ๆ เสียงกระซิบเบา ๆ ดังที่ข้างหู “กลิ่นนี้ดึงแต่ความเศร้ามาอยู่ใกล้กัน”
อารยาสะดุ้ง มองรอบตัวไม่เจอใคร แค่แสงจันทร์ราง ๆ ส่องสะท้อนน้ำแข็ง เห็นรอยเท้าเล็ก ๆ วิ่งไปในป่า เธอลังเล ก่อนตัดสินใจตามรอยนั้นไป ลึกเข้าไปในป่าหิมะ เสียงลมหอบหนัก ๆ กับกลิ่นหอมหวานขมที่แน่นขึ้น ทำเอามือสั่นเทา
ทะลุแนวต้นสนไป เธอพบธาริณยืนอยู่ตรงเนินสูง มือถือผ้าพันคอเปื้อนเลือด ด้านหน้าเป็นโบตั๋น เด็กหญิงผ่ายผอม น้ำตาอาบแก้ม ธาริณหันมาช้า ๆ เอ่ยเสียงแผ่ว “คุณได้กลิ่นเหมือนฉันใช่มั้ย อารยา”
อารยาขยับเข้าไปใกล้ ระวังตัว “กลิ่นนี้… มันคืออะไร”
ธาริณหลับตา “กลิ่นของความทรงจำ… ทุกครั้งที่ใครสูญเสีย กลิ่นนี้จะมาเตือนว่าความเศร้าของเรากำลังกลับมาทวงคืน”
โบตั๋นร้องไห้หนัก “หนูแค่ตามกลิ่นนั้นมาค่ะ… หนูไม่ได้ตั้งใจ…”
อารยามองธาริณ สัมผัสถึงภาระที่หล่อหลอมอีกฝ่าย “คุณซ่อนอะไรไว้”
ธาริณสั่นสะท้าน “เมื่อสิบปีก่อน…ลูกสาวฉันก็หายไปเพราะกลิ่นนี้ ผู้ใหญ่บ้านบอกให้ปิดเงียบ ทุกคนในหมู่บ้านมีบาดแผล ไม่มีใครกล้าพูดความจริง…”
ลุงทองกับคนในหมู่บ้านวิ่งตามมาถึง ธาริณยื่นผ้าพันคอให้ผู้ใหญ่บ้าน “ถึงเวลายอมรับผิด ที่เราเอาความเศร้าของกันและกันมาสร้างกลิ่นนี้ มันจะไม่หาย…ตราบใดที่เรายังไม่ให้อภัยตัวเอง”
พร้อมเสียงสะอื้น อารยาคุกเข่าลง โอบกอดโบตั๋น “ความลับมันหนักพอแล้วค่ะ…”
เมฆหมอกเริ่มจางลง ท่ามกลางอ้อมแขนที่ทุกคนช่วยกอดกัน เงาที่ตามผ้าพันคอสีแดงหายไปพร้อมกับกลิ่นหอมประหลาดดึงรั้งหัวใจ บรรยากาศหมู่บ้านเปลี่ยนใหม่ ทว่าในใจหลายคนยังคงเหลือร่องรอยจากสิ่งที่สูญเสียและกลิ่นหอมเก่าก่อน
ภายใต้หิมะที่ปลิวกระจาย บนกระท่อมโรงงานกลิ่นหอม อารยายืนเงียบ ๆ ลูบกล่องไม้ในมือ รู้ดีว่าความเจ็บปวดในอดีตไม่มีวันลบเลือน มันจะลอยอยู่…เช่นเดียวกับกลิ่นหอมจาง ๆ ในหมู่บ้านเปลว แต่เธอยอมให้ ‘กลิ่น’ กลายเป็นของขวัญ ให้เตือนใจว่าแม้ความเศร้าจะหอมหวานขมแค่ไหน เราก็ต้องเรียนรู้การอยู่กับมันต่อไป