กลิ่นกอดของฟ้าหยก
เสียงนาฬิกาปลุกในหอพักเช้าวันพฤหัสบดีดังขึ้นพร้อมกับเสียงตบหมอนจากเตียงตรงข้ามที่ดังเกือบเท่ากัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มะปราง: ตื่นได้แล้ว ฟ้าหยก นอนได้ยังไงไม่เข้าห้องสมุดเลยวะ
ฟ้าหยก: กำลังฝันว่าตัวเองได้พูดเปิดงานมหาวิทยาลัยนะ ปังมาก แล้วดอกไม้ก็โปรยลงมา… (เงียบไปหนึ่งจังหวะ) แต่ฉันต้องได้ทุนก่อนนะ
มะปราง: ‘ต้องได้’ แบบไหน ต้องได้ด้วยวิธีไหน เล่าให้ชัด ไม่งั้นฉันจะสปอยล์ฝันเธอให้เป็นฝันร้าย
ฟ้าหยก: เงียบก่อน อยู่นิ่ง ๆ ฉันมีแผน
มะปราง: แผนของเธอมักเริ่มจากคำว่า ‘เดี๋ยวฉันจะทำให้ทุกคนทึ่ง’ แล้วจบที่ ‘ช่วยด้วย ฉันลืมทุกอย่างแล้ว’
ฟ้าหยก: นี่ไม่ใช่แบบนั้นนะ แค่.. ทุนที่ว่ามันให้กับโครงการนวัตกรรมที่ช่วยชุมชนและรักษาจิตใจนักศึกษา ฉันเลยคิดไอเดียออกมาแล้วว่า เราจะทำ ‘กลิ่นกอด’—อุปกรณ์สร้างกลิ่นที่ทำให้คนคิดถึงบ้าน
มะปราง: กลิ่นกอด? ฟังดูหวานมาก แต่ทำได้จริงไหม
ฟ้าหยก: จริงดิ ฉันเขียนแผนธุรกิจคร่าว ๆ สไลด์แค่นิดเดียว แค่พูดเก่งก็ชนะแล้ว
มะปราง: (มองหน้าฟ้าหยก) ‘แค่พูดเก่ง’ ไม่เคยพังมาก่อนเลยสักครั้งเดียว
ฟ้าหยก: ครั้งนี้ต่าง ฉันจะบอกคณะว่ามีต้นแบบแล้ว พูดแบบมืออาชีพ ใส่คำว่า ‘UX’ กับ ‘จิตวิทยากลิ่น’ เข้าไปสักสามครั้ง รับรองปัง
มะปราง: แล้วต้นแบบมาจากไหนล่ะ
ฟ้าหยก: เอ่อ… (กลืนน้ำลาย) ต้นแบบอยู่ในหัว ฉันจะโชว์ภาพสวย ๆ แล้วอธิบายฟีเจอร์อย่างมีอะไรกูรู
มะปราง: ถ้าเป็นการโกหกเมื่อตอนส่งใบสมัคร ฉันจะตามช่วย แต่นี่… เธอจะเอา ‘ต้นแบบในหัว’ ไปโชว์ต่อหน้าคณะกรรมการเหรอ
ฟ้าหยก: ก็แค่… ทำสตอรี่ให้ดี พูดความรู้สึก พูดถึงความคิดถึง แค่นั้นแหละ
มะปราง: ฟัง ๆ ดูแล้วฉันเกรงว่าจะได้ความคิดถึงกลับมาจริง ๆ แต่เป็นการคิดถึงว่า ‘อยากกลับบ้านและลืมเรื่องมหาวิทยาลัยไป’
ในคราวนั้นทั้งสองยังไม่รู้ว่าวลีสั้น ๆ ที่ฟ้าหยกกล่อมขึ้นจะเป็นเชื้อไฟให้ความเข้าใจผิดลุกลามไปทั้งคณะ
สัปดาห์ถัดมา แผ่นประกาศสีฟ้าสดถูกแปะที่บอร์ดนักศึกษาว่า ‘ขอเชิญนิสิตทุกคณะร่วมงานนิทรรศการนวัตกรรมเพื่อชุมชน’ และในบรรดาผู้ที่ส่งโปรเจกต์มากมาย คณะกลับสนใจ ‘กลิ่นกอด’ ที่ฟ้าหยกส่งไปอย่างไม่คาดคิด
อาจารย์มนัส: ฟ้าหยก โปรเจกต์ของเธอแปลกดีนะ อธิบายให้ชัดอีกสักหน่อยได้ไหม
ฟ้าหยก: (ยืนตรงหน้าอาจารย์พร้อมแผ่นสไลด์ที่มีแค่รูปกราฟิกของดอกไม้) อธิบายง่าย ๆ นะครับ ‘กลิ่นกอด’ เป็นแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์-ซอฟต์แวร์ที่จับสัญญาณความทรงจำผ่านการให้คนกรอกคำว่า ‘บ้าน’ แล้วระบบจะปล่อยกลิ่นที่เหมาะสมครับ
อาจารย์มนัส: ฟังดูมีจินตนาการ แต่เราอยากเห็นต้นแบบจริง ๆ เธอจะทำให้กรรมการเชื่อได้ไหม
ฟ้าหยก: (ยิ้มแบบผู้ชนะ) เอาไว้ผมจัดให้ครับ
เมื่อเสียงตอบรับออกมาเป็น ‘เชิญนำเสนอในงาน’ ฟ้าหยกและมะปรางต่างดีใจและหวั่นใจไปพร้อมกัน
มะปราง: ฉันคิดว่าเราต้องมีอย่างน้อยชิ้นส่วนจริง ๆ มันจะเวิร์กถ้ามีอะไรให้จับต้องได้
ฟ้าหยก: เราไปหาซื้อเครื่องพิมพ์กลิ่นกันเถอะ
มะปราง: (หัวเราะ) มีเครื่องพิมพ์กลิ่นขายด้วยเหรอ
ฟ้าหยก: ไม่มี แต่เราจะประดิษฐ์ มิกซ์ของจากร้านสะดวกซื้อแล้วทำเป็น ‘กลิ่นอ้างอิง’ แค่นั้นเอง
มะปราง: ประดิษฐ์ด้วยงบเงินฝากและความหวังล่ะสิ
ฟ้าหยก: ถูกต้อง
สองคนเริ่มชุมนุมอุปกรณ์จากบ้านเพื่อน ๆ กระปุกน้ำมันหอมระเหยจากลูกพี่ลูกน้อง บักส์โซดา กล่องลำโพงที่เลิกใช้แล้ว และขวดสเปรย์กลิ่นหอมที่ซื้อจากตลาดนัด
พวกเขาเรียกทีมที่ไม่ได้มีความสามารถตรงกันเลย แต่มีความตั้งใจล้นหลาม—บียอน หัวหน้าชมรมออกแบบที่มีนิสัยเคร่งครัดแต่รักการทดลอง, เอิร์ธ นักฟิสิกส์นิสิตปีสองที่ชอบทำวงจรจากเศษสายไฟ, แก้ว นักจิตวิทยาที่ช่างตั้งคำถามจนหัวคนตอบปวด, และน้ำฝน นักกิจกรรมนักศึกษาเจ้าของเสียงหัวเราะติดเชื้อ
บียอน: แผนเธอคืออะไร มีสเปกชัดไหม
ฟ้าหยก: สเปกคือ ‘ทำให้คนรู้สึกอบอุ่น’ คำว่าอบอุ่นกว้างไปหน่อยแต่เราจะนิยามมันด้วยการสำรวจที่งาน
เอิร์ธ: ฉันจะทำให้มันพ่นกลิ่นได้ โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พัง ๆ ที่ฉันมี
แก้ว: ฉันจะเตรียมการทดลองสั้น ๆ ให้คนกรอกคำถามก่อนว่า ‘คิดถึงอะไร’ เพื่อจับคอนเท็กซ์
น้ำฝน: ฉันทำแผนการตลาด ‘ฮา ๆ’ ให้ มีสโลแกนว่า ‘กลิ่นเดียวก็ได้กอด’
มะปราง: ฟังแล้วเหมือนวงดนตรีรวมตัวกันเพื่อเล่นเพลงเดโฟร็กซ์
บียอน: อย่าดูถูก ฉันออกแบบดี ๆ ให้มันดูเท่
ทีมเริ่มทดลอง ผสมกลิ่นผลไม้กับกลิ่นขนมอบ เพื่อหา ‘โทนกลิ่น’ ที่เรียกความทรงจำในเชิงบวก
ฟ้าหยก: เอาแค่ดอกมะลิผสมขนมปังก่อนมั้ย ใครจะไปคิดว่าบ้านฉันมีกลิ่นแบบนี้
แก้ว: การทดลองนี้ต้องการผู้เข้าร่วมสองกลุ่ม คนที่คิดถึงบ้านกับคนที่ไม่คิดถึงบ้านเลย
เอิร์ธ: แล้วใครจะเป็นคนไม่คิดถึงบ้านล่ะ
น้ำฝน: เธอเอ่อ… เคยเห็นคนที่ไม่คิดถึงบ้านบ้างไหม
มะปราง: เอาเถอะ เราสุ่มจากชมรมฮา ๆ ที่อยู่ตึกข้าง ๆ ไปแจกขนมแล้วปล่อยให้เขาสงสัย
ผลการทดลองแปลกกว่าที่คาด บางคนบอกว่าได้กลิ่นข้าวต้มมื้อเช้าที่แม่ทำ บางคนบอกได้กลิ่นตู้เย็นบ้านเกิดที่เคยมีส้มวางอยู่ ประชาชนทดสอบด้วยการเสียน้ำตาเล็กน้อย และบอกว่าอยากมีพักเบรกกลับบ้านสั้น ๆ
บียอน: ดูนะ มันทำงานได้จริง ๆ ในเชิงอารมณ์ อย่างน้อยเรามีพยานแล้ว
ฟ้าหยก: (นั่งลง) ฉันไม่คิดว่ามันจะแรงขนาดนี้ แต่ดีแล้ว ดีมาก
มะปราง: แต่เรายังไม่มีตัวเครื่องที่สวยและใช้งานได้จริงนะ
ฟ้าหยก: เอาไว้ในงานเราจะมีตู้โชว์และสาธิตแบบให้ลอง ฉันจะพูดแทนเครื่องว่า ‘นี่คือเทคโนโลยีอวล’ แล้วเปิดสเปรย์ให้
มะปราง: ‘เทคโนโลยีอวล’ ฟังดูงงแต่มีศิลปะ
แล้ววันนิทรรศการก็มาถึง หอประชุมเต็มไปด้วยบูธหลากสี เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ และนักศึกษาที่พยายามขายไอเดียเป็นของจริง
ฟ้าหยก: (กระซิบกับทีม) จำไว้ ถ้าถามเรื่องเทคนิค ให้พูดถึงงานวิจัยว่ามันอยู่ในระหว่างการพัฒนา อย่าพูดว่า ‘เบื้องหลังมันคือสเปรย์น้ำหอมจากโลตัส’
เอิร์ธ: สเปรย์โลตัสไม่มีวันหน้าใหม่สำหรับวงจรของฉันเลย
บียอน: (ยืนประจักษ์) ทุกอย่างต้องกล้องถ่ายมุมดี ใส่แสงก็จะดูน่าเชื่อ
ผู้เข้าชมบูธเริ่มทยอยเข้ามา ส่วนนักข่าวนักศึกษาก็หยิบกล้องมือถือขึ้นมาถ่ายรูป บางคนร้องไห้เบา ๆ หลังทดลอง
น้ำฝน: (กระซิบ) เราควรใส่ป้าย ‘ไม่รับผิดชอบต่อการคิดถึงนะคะ’ ไว้ตรงมุม
แก้ว: การทดลองเชิงอารมณ์ต้องมีจิตแพทย์แอบชี้นำ เราต้องเตือนผู้เข้าร่วมว่าอาจเกิดความเปราะบางขึ้นได้
ฟ้าหยก: (หัวเราะ) อย่าเพิ่งทำให้มันวิชาการเกินไปนะ คนอยากได้กอดไม่ใช่การบรรยาย
ในบังตาเล็ก ๆ มีชายคนหนึ่งที่ยืนมองบูธด้วยสายตาตั้งใจ เขาเป็นผู้ชายวัยกลางคนแต่งกายอย่างเป็นทางการ—ชื่อว่า นายธานิน
ธานิน: (พูดกับตัวเอง) กลิ่นกอด… แนวคิดชาญฉลาด อาจมีมูลค่าทางการตลาดสูง
มะปราง: เธอเห็นคนนั้นไหม ใส่สูทแบบนั้นในงานนักศึกษามันแปลก
ฟ้าหยก: นั่นแหละ ผู้ที่ควรจะเห็นสิ่งที่ฉันสร้าง
ธานินเดินมาทำความรู้จัก เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและมีคำถามเชิงธุรกิจ
ธานิน: โปรเจกต์นี้มีโมเดลธุรกิจยังไงครับ เป้าหมายลูกค้าของคุณคือใคร แล้วการผลิตจะสเกลอย่างไร
ฟ้าหยก: (นิ่งไปชั่วครู่) เป้าหมายคือ… นักศึกษา คนทำงานที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ และคนที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัดครับ เราจะเริ่มจากรุ่นทดลองที่โรงเรียนก่อน
ธานิน: แล้วต้นทุนต่อชิ้นประมาณเท่าไร
ฟ้าหยก: (คิดเร็ว) ประมาณพันบาท… ถ้าสั่งจำนวนมากจะลดได้ครับ
ธานิน: (พยักหน้า) ดี งั้นผมขอคุยรายละเอียดกับคุณตอนหลังได้ไหม
คำว่า ‘คุยรายละเอียด’ ทำให้หัวใจฟ้าหยกเต้นแรง—ไม่เพราะเธอมีเทคจริง แต่เพราะคำว่า ‘ลงทุน’ ซึ่งอาจเปลี่ยนชีวิตเธอได้
มะปราง: เธอสงบก่อน ฉันยังไม่อยากให้ใครมาตรวจสอบถังสเปรย์เรา
ฟ้าหยก: (ยิ้มอย่างมั่นใจ) ถ้าพี่เขาจะลงทุน ฉันจะใช้เงินนั้นพัฒนาของจริง
หลังงานนั้น ข่าวลือเกี่ยวกับ ‘กลิ่นกอด’ แพร่กระจายไปทั่วมหาวิทยาลัย ภาพสวย ๆ จากสไลด์ของฟ้าหยกถูกแชร์ในกลุ่มนักศึกษา และมีนักลงทุนภายนอกติดต่อเข้ามาอีกหลายคน
บียอน: นี่มันเหมือนเกมแล้วนะ เราจะทำยังไงต่อ
เอิร์ธ: ผมสามารถทำต้นแบบที่พ่นกลิ่นสม่ำเสมอได้ถ้าได้เวลาและชิ้นส่วน
มะปราง: เวลามีน้อย ส่วนชิ้นส่วนเราใช้เงินเก็บของชมรมทั้งหมดแล้ว
ฟ้าหยก: งั้นเราขายไอเดีย เพิ่มสปอนเซอร์ แล้วทำ MVP แบบเบสิกก่อน
แก้ว: (กังวล) ฉันเริ่มรู้สึกว่าเราเริ่มโกหกตัวเองมากขึ้นแล้วนะ
ฟ้าหยก: ทุกคนแค่… เล่นตามบทบาทนิดหน่อย เท่านั้นเอง
ความจริงเริ่มส่งเสียงดังขึ้นเมื่อเพื่อนในคณะหนึ่งคือ ‘ปิง’ ผู้ที่เป็นคนละเอียดและรักกฎเกณฑ์มาก เขาสงสัยในเรื่องความโปร่งใสของโครงการ
ปิง: เธอเคยส่งเอกสารวิจัยเกี่ยวกับ ‘การสื่อสารกลิ่น’ ไหม เพราะฉันพยายามค้นในฐานข้อมูลแล้วไม่เจออะไร
ฟ้าหยก: (หัวเราะแรง) อ๋อ มันยังอยู่ในงานเขียนของฉันเอง มันเป็นงานวิจัยของทีมเราที่ยังไม่เผยแพร่น่ะ
ปิง: ถ้าไม่มีแหล่งอ้างอิง จะเป็นปัญหาเมื่อต้องเจอผู้ลงทุนจริง ๆ
ฟ้าหยก: ไม่ต้องห่วง ฉันจะทำให้ทุกอย่างพร้อมก่อนนัดคุย
แต่เมื่อวันนัดมาถึง ธานินกลับนำทีมที่ใหญ่กว่าที่ฟ้าหยกคิดไว้ มีผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรม และหนึ่งในนั้นคือ ‘มาริสา’ ลูกสาวคนเดียวของนักบริหารบริษัทใหญ่ที่เคยเจอกับฟ้าหยกเมื่อปีที่แล้วในงานสัมมนา—เธอจดจำฟ้าหยกได้เพราะเคยชอบการพูดของเธอ
มาริสา: ฟ้าหยก นี่ไม่ใช่งานเบา ๆ นะ คุณจะต้องแสดงให้เห็นว่าระบบนี้จะไม่ทำให้ผู้ใช้เกิดอันตรายทางอารมณ์
ฟ้าหยก: ฉันเข้าใจ ฉันเตรียมเอกสารทุกอย่างมา
เมื่อฟ้าหยกเปิดแฟ้มความเป็นจริงกลับเป็นแฟ้มที่มีภาพสไลด์และโน้ตที่เขียนด้วยปากกา สีสันสดใสแต่ขาดเอกสารทางเทคนิค
ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรม: เราต้องการแผนการพัฒนาที่ชัดเจน และความเสี่ยงทางกฎหมาย คุณจะรับผิดชอบอย่างไรถ้าคนใช้งานเกิดปัญหาทางจิตใจ
ฟ้าหยก: (กลืนน้ำลาย) ผมจะ… เอ่อ จะทำระบบที่มีการแจ้งเตือน และมีขั้นตอนให้ผู้ใช้ติดต่อเพื่อนหรือพี่เลี้ยงทางอารมณ์
ธานิน: ต้องมีแผนสำรอง มาตรการป้องกัน และทีมที่รับผิดชอบชัดเจน
ฟ้าหยก: เดี๋ยวผมจะเรียกแผนกจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมาช่วยครับ
มาริสา: ถ้ามีจริง ฉันอยากเห็นสัญญาหรือความร่วมมือ
ฟ้าหยก: (เริ่มรู้สึกว่าโลกสั่นเล็ก ๆ) ให้ฉันขอเวลา สองสัปดาห์ ฉันจะหาหลักฐานมา
หลังจากการนัดครั้งนั้น ทีมเริ่มถกเถียงกัน มีแรงกดดันจากนักลงทุน มาตรฐานวิชาการ และความกลัวที่ค่อย ๆ ขยายตัว
มะปราง: สองสัปดาห์มันสั้นมาก เราจะทำยังไง
บียอน: ถ้าฉันออกแบบกล่องที่ดูเป็นมืออาชีพและทำสัญญาพื้นฐาน บางทีเขาอาจยอม
เอิร์ธ: ผมต้องการชิ้นส่วนจากร้านในเมือง มันจะมาส่งเร็วสุดสามวัน
แก้ว: ฉันจะติดต่ออาจารย์ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับความทรงจำกลิ่น ขอความร่วมมือแบบไม่เป็นทางการ
มะปราง: แล้วเธอจะบอกความจริงกับคนที่ลงทุนไหม
ฟ้าหยก: (ถอนหายใจ) ไม่ในตอนนี้ ถ้ามันล้มเหลว ฉันจะเป็นคนสู้เอง ฉันไม่อยากทำให้ทีมผิดหวัง
กลางคืนที่หอพัก ฟ้าหยกนั่งเขียนอีเมลถึงอาจารย์ที่แก้วแนะนำ พร้อมกับคิดทบทวนเรื่องจริยธรรมของการโกหก
ฟ้าหยก: (กับตัวเอง) งานนี้ถ้าฉันทำได้จริง ฉันจะภูมิใจ แต่ถ้าทำไม่ได้ ฉันกำลังทำร้ายความเชื่อใจของคนที่ไว้ใจฉัน
มะปราง: (มาเคาะประตู) เธอจะนอนไหม คืนนี้มีฝนด้วยนะ
ฟ้าหยก: ฉันกลัวการนอนเพราะฝันว่าจะลืมสไลด์
มะปราง: หยุดเป็นคนขี้กลัวสักที เราจะทำมันด้วยกัน
สองสัปดาห์ผ่านไปในความเร็วของการขาดหลับขาดนอน ทีมทำงานจนดึก เดินสายขอความร่วมมือ เขียนสัญญาเชิญอาจารย์ แต่ทุกอย่างยังไม่ถึงจุดที่ฟ้าหยกคาดหวัง
วันนัดใหม่มาถึง พวกเขานำ ‘MVP’ ออกมา—กล่องพลาสติกที่มีลำโพงและหลอดพ่นกลิ่นจากโซลูชันแบบบ้าน ๆ แต่ถูกตกแต่งเรียบร้อย
ฟ้าหยก: (ขึ้นพูดต่อหน้าทีมลงทุน) กลิ่นกอดเริ่มจากความคิดว่าบ้านไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งกายภาพเสมอไป เราสามารถนำกลิ่นเป็นตัวแทนของความอบอุ่นนั้น
ธานิน: (ไม่แสดงอารมณ์) สาธิตให้ดูหน่อย
ฟ้าหยก: เอิร์ธครับ เปิดสาธิต
เอิร์ธกดปุ่ม และกลิ่นอบอวลเป็นกลิ่นขนมปังกรอบผสมมะลิหอมเล็กน้อย คนในห้องบางคนสูดหายใจ แล้วมีความเงียบที่หนักแน่น
มาริสา: (ยิ้มบาง ๆ) มันกระทบอารมณ์จริง ๆ
ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรม: หากระบบนี้ควบคุมได้ มีตลาดกว้าง และต้นทุนถูก เราอาจพิจารณาเงินทุนให้ในรอบทดลอง
ฟ้าหยก: (ใจโล่ง) ขอบคุณครับ ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย
แต่ทันทีที่การประชุมจบ มีเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของบียอน—ภาพของบูธที่ฟ้าหยกใช้สเปรย์โลตัสกับป้าย ‘ทดลอง’ ถูกส่งไปในกลุ่มนักศึกษา และข้อความของปิงที่สงสัยในแหล่งข้อมูลก็ถูกตอบกลับด้วยสไลด์ที่ฟ้าหยกเขียนขึ้นเองว่าเป็น ‘งานวิจัย’ ของอาจารย์มนัส
บียอน: นี่มันเริ่มแล้ว เธอบอกอาจารย์มนัสไหมว่าสไลด์ที่ใช้อ้างอิงเป็นงานเขียนของเธอ
ฟ้าหยก: (ตะกุกตะกัก) ฉัน… ฉันคิดว่าอาจารย์คงไม่ว่า
มะปราง: ฟ้าหยก เธอกำลังแบกรับสิ่งที่อาจทำลายความน่าเชื่อถือของทั้งทีม
ฟ้าหยก: ฉันรู้นะ แต่วินาทีที่ใครยอมลงทุน ฉันเห็นโอกาสที่แท้จริง ฉันคิดว่าถ้าทำสำเร็จ เราจะชดเชยทุกอย่างได้
แก้ว: การชดเชยด้วยผลงานไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับการหลอกลวง
ฟ้าหยกเงียบไป นั่งมองกล่องที่ทีมทำขึ้นด้วยความภาคภูมิใจผสมความผิดหวัง
กลางคืนก่อนการแถลงข่าวใหญ่ที่จะประกาศการร่วมทุน ฟ้าหยกตัดสินใจไปเยี่ยมอาจารย์มนัสที่ห้องทำงาน
อาจารย์มนัส: ฟ้าหยก นั่งลงก่อน แล้วบอกฉันว่ามีอะไร
ฟ้าหยก: อาจารย์ครับ จริง ๆ แล้วสไลด์ที่ผมนำเสนอต่อคณะ… มันเป็นงานเขียนที่ผมร่างขึ้นเอง ไม่ใช่งานวิจัยของอาจารย์จริง ๆ
อาจารย์มนัส: (นิ่งไป) ทำไมเธอถึงทำแบบนั้น
ฟ้าหยก: ผมกลัวว่าถ้าไม่มีอะไรที่น่าเชื่อถือ ผมจะไม่ได้ทุน ผมคิดว่าถ้าพูดให้ดูมีฐานทางความคิด ผู้ลงทุนจะเชื่อและให้โอกาส แล้วผมจะพัฒนาให้จริง
อาจารย์มนัส: โอกาสที่แท้จริงคืออะไรล่ะ การหลอกลวงหรือความรับผิดชอบ
ฟ้าหยก: ผมไม่อยากทำร้ายใคร แต่ผมก็ไม่อยากพลาดโอกาสครั้งนี้ครับ
อาจารย์มนัส: (ถอนหายใจ) ห้องเรียนกับการทำงานจริงต่างกัน เธอคงไม่อยากให้การศึกษาเปลี่ยนเป็นการเอาชนะด้วยกลเม็ดไหม
ฟ้าหยก: ผมเริ่มรู้แล้วครับว่าผมผิด
อาจารย์มนัส: ถ้าเธอยังอยากจะทำโปรเจกต์นี้จริง ๆ เธอควรจะยอมรับและขอร่วมมืออย่างตรงไปตรงมา ทุกคนจะช่วยได้ถ้าเธอซื่อสัตย์
ฟ้าหยก: (น้ำเสียงสั่น) ผมจะสารภาพต่อทุกคนในงานแถลงข่าวครับ
มะปราง: (รับสายจากฟ้าหยก) เธอจะทำจริงเหรอ
ฟ้าหยก: ต้องทำ ฉันกลัวที่จะไม่รับผิดชอบ
คืนก่อนการแถลง ฟ้าหยกแทบไม่ได้นอน ทีมเริ่มรู้เรื่องที่เธอต้องการจะสารภาพ บางคนตอบรับอย่างเข้าใจ บางคนโกรธ แต่ทุกคนตัดสินใจว่าจะอยู่เพื่อแก้ปัญหาแทนการทิ้งกัน
บียอน: ฉันจะทำสไลด์ใหม่ เอิร์ธจะเตรียมเดโมที่จริงจัง แก้วจะเขียนคำเตือนและขั้นตอนให้ชัดเจน
แก้ว: และฉันจะติดต่ออาจารย์จากภาคจิตวิทยามาช่วยเป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ
น้ำฝน: ฉันจะบอกสื่อว่านี่เป็นโครงการนักศึกษาที่กำลังพัฒนา โปร่งใส และเปิดรับคำติชม
ฟ้าหยก: ขอบคุณทุกคนจริง ๆ ฉันไม่รู้จะทำยังไงถ้าไม่มีทีมนี้
วันแถลงข่าวมาถึง ฟ้าหยกยืนบนเวทีหน้าผู้คนมากกว่าหวัง เธอหายใจลึกแล้วเริ่มพูด
ฟ้าหยก: ขอบคุณทุกคนที่มาวันนี้ ก่อนอื่นฉันต้องขอสารภาพบางอย่าง
ผู้ฟัง: (มีเสียงกระซิบ)
ฟ้าหยก: ฉันนำเสนอโปรเจกต์นี้เมื่อครั้งก่อนด้วยสไลด์ที่อ้างว่าเป็นงานวิจัย ซึ่งความจริงแล้วมันเป็นร่างแนวคิดของฉันเอง ฉันขอโทษที่ทำให้ทุกคนสับสนและอาจเสียความน่าเชื่อถือ
มีความเงียบยาวนานสักครู่ แล้วเสียงจากมุมหนึ่งดังขึ้น
บียอน: เธอเข้ามาได้ไหม ไม่ใช่แค่เป็นการสารภาพ แต่ต้องเป็นการแก้ไข
ฟ้าหยก: (พยักหน้า) เราจะเปิดโปรเจกต์นี้เป็นโครงการร่วมของนักศึกษาและคณาจารย์ โดยมีการทดลองอย่างมีจริยธรรม มีการประเมินผลทางจิตวิทยา และมีความโปร่งใสในการสื่อสาร
ฟ้าหยก: เราจะไม่หลอกใครอีกแล้ว แต่จะทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
ธานิน: (มองฟ้าหยกครู่หนึ่ง) การยอมรับผิดเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ถ้าเธอทำงานอย่างจริงจังและมีมาตรการป้องกันที่แน่นหนา บริษัทของเราพร้อมสนับสนุนการทดลองในรอบเล็ก
มาริสา: แต่เราต้องการสัญญาที่ชัดเจน และการมีผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาที่ลงชื่อรับรอง
ฟ้าหยก: ตกลงครับ ผมยินดีให้แผนและการตรวจสอบทั้งหมด
หลังการแถลง ข่าวเปลี่ยนโทน จากการเปิดโปงการโกหก เป็นเรื่องการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน ทีมงานได้รับโอกาสทดลองในระดับเล็ก พร้อมการกำกับดูแลจากอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ
ปิง: (ยิ้ม) ฉันยอมรับว่าเธอทำให้เรื่องน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ครั้งหน้าอย่าทำให้ฉันต้องตรวจสไลด์ซ้ำอีก
มะปราง: (ยืนเอื้อมมือไปจับฟ้าหยก) เธอทำได้ดีแล้ว ไม่ใช่เพราะเธอชนะ แต่เพราะเธอเลือกถูก
ระยะเวลาหลายเดือนต่อมา ทีมพัฒนา ‘กลิ่นกอด’ อย่างเป็นระบบ เอิร์ธได้รับชิ้นส่วนจริงจากการสนับสนุนของบริษัท บียอนออกแบบกล่องโปรโตไทป์ให้มีมาตรฐาน แก้วและอาจารย์ช่วยกำหนดโปรโตคอลการทดลอง น้ำฝนดูแลการสื่อสารชุมชน ส่วนฟ้าหยกทำหน้าที่หัวหน้าทีมที่คอยรับผิดชอบการขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังทำให้ทีมมีกำลังใจ
ฟ้าหยก: (ในที่ประชุม) ครั้งนี้เราเน้นความโปร่งใสและการเคารพต่อผู้ใช้ ใบสมัครผู้เข้าร่วมต้องมีการยินยอม และมีช่องปลดการใช้งานหากเกิดอารมณ์แปรปรวน
อาจารย์มนัส: ดีมาก ฟ้าหยก เธอเติบโตขึ้นจริง ๆ
ฟ้าหยก: (ยิ้ม) ผมก็ยังกลัวอยู่บ้างครับ แต่กลัวแบบที่ทำให้ขยันมากขึ้น
การทดลองรอบเล็กได้ผลที่หลากหลาย บางคนรู้สึกอบอุ่นจนน้ำตาซึม บางคนพบว่าไม่ได้ผล แต่ที่สำคัญคือทุกขั้นตอนถูกรายงานและมีทีมให้คำปรึกษา
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น บริษัทที่สนับสนุนตัดสินใจให้ทุนเพิ่มเติมโดยมีเงื่อนไขว่าทีมจะร่วมเผยแพร่ข้อมูลเชิงวิชาการร่วมกับมหาวิทยาลัย และรับการประเมินจากภายนอก
มาริสา: ฉันชอบที่พวกคุณเปลี่ยนแปลงได้แบบนี้ นี่แหละบรรทัดฐานใหม่ของนวัตกรรม
ธานิน: และนี่เป็นบทเรียนของการร่วมมือกันระหว่างภาคธุรกิจและการศึกษา
ฟ้าหยก: (หันไปมองทีม) ขอบคุณทุกคนที่เชื่อใจ และยอมทำงานกับคนที่เคยทำผิด
มะปราง: และขอบคุณที่เธอไม่หนีไปซื้อเครื่องพิมพ์กลิ่นแบบลวงโลกอีก
ทุกคนหัวเราะ ฟ้าหยกมองภาพกล่องโปรโตไทป์ที่ถูกวางเรียงกันบนโต๊ะ มันดูไม่หรูหราเท่าอุปกรณ์ในห้องแล็บใหญ่ ๆ แต่มีความหมายมากกว่า—มันคือผลจากความพยายาม ความรับผิดชอบ และมิตรภาพ
วันหนึ่ง ฟ้าหยกกลับไปเยี่ยมบ้านแล้วนำตัวอย่างกลิ่นที่พัฒนาให้แม่ลองดม แม่ยิ้มแล้วบอกว่าได้กลิ่นข้าวเหนียวมะม่วงที่เคยทำให้ตอนตลาดเช้า
แม่: กลิ่นนี้ทำให้แม่คิดถึงวันที่เราขายข้าวเหนียวหน้าตลาด เธอเป็นคนพิเศษนะ
ฟ้าหยก: (น้ำตาไหล) ผมอยากให้คนอื่นได้ความรู้สึกนี้บ้าง แค่ไม่อยากเอาเปรียบใครอีก
มะปราง: (ยกแก้วชงกาแฟ) สู่ทีมที่ทำได้จากความจริงใจ
บียอน: สู่การทดลองที่มีเอกสารครบ
เอิร์ธ: สู่วงจรไฟที่ไม่ลุกไหม้
แก้ว: สู่การให้คำปรึกษาทางอารมณ์อย่างมืออาชีพ
น้ำฝน: สู่สโลแกนที่ดีแต่ไม่โม้
ฟ้าหยก: สู่บทเรียนว่าความกล้าออกมายอมรับผิดสำคัญกว่าการปกปิด
เวลาผ่านไป ‘กลิ่นกอด’ กลายเป็นโปรเจกต์นักศึกษาที่เป็นกรณีศึกษาในการสอนเรื่องจริยธรรมการพัฒนาเทคโนโลยี มันไม่ได้กลายเป็นสินค้าขายดิบขายดี แต่กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ในศูนย์ช่วยเหลือนักศึกษาบางแห่ง เพื่อให้คนที่ต้องการความสบายใจได้ลองผ่านขั้นตอนที่ปลอดภัย
ฟ้าหยก: (พูดกับทีมเล็ก ๆ ก่อนแยกย้าย) ตอนแรกฉันคิดว่าชัยชนะคือการได้ทุน แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าชัยชนะคือการทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้มันจะช้ามากกว่าที่คิด
มะปราง: และตอนนี้แกไม่ใช่แค่นักเล่าเรื่องเก่งแล้วนะ แต่กลายเป็นคนที่ทำตามคำพูดด้วย
ฟ้าหยก: (หัวเราะ) อย่าดีใจไป เพราะฉันยังคงชอบพูดเกินจริงนิด ๆ แต่จะพยายามไม่พูดจนสร้างปัญหาอีก
ฉากสุดท้ายเป็นวันที่โปรเจกต์จัดนิทรรศการรายงานผลต่อหน้าคณะและชุมชน นักศึกษาหลายคนมาทดลองและให้ข้อเสนอแนะอย่างจริงใจ
หนึ่งนักศึกษาที่ทดลองให้ความเห็นอย่างอบอุ่นว่า ‘กลิ่นมันทำให้ฉันจำความอบอุ่นได้ แต่ที่สำคัญคือมีคนคอยฟังเราด้วย’
ฟ้าหยกยืนมองผู้คนแล้วคิดถึงทุกช่วงเวลาที่ทำให้เธอมาถึงตรงนี้ ทั้งการโกหก ความกลัว การสารภาพ และการทำงานหนักร่วมกัน
ฟ้าหยก: (กระซิบกับตัวเอง) บางครั้งสิ่งที่คนต้องการไม่ใช่เครื่องมือที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นความจริงใจและคนที่ยอมอยู่กับเขาเมื่อเขาอ่อนแอ
เมื่อแสงไฟบนเวทีค่อย ๆ ดับลง และผู้คนทยอยกลับบ้าน กลิ่นขนมอบเล็ก ๆ ที่ทีมเตรียมไว้กระจายอ่อน ๆ ในอากาศ เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความอบอุ่นที่ไม่ต้องสมบูรณ์แต่เพียงพอให้ใครสักคนยิ้มได้
ภาพสุดท้ายคือฟ้าหยกและมะปรางยืนอยู่หน้าหอพัก มะปรางยื่นขวดกลิ่นเล็ก ๆ ให้ฟ้าหยก
มะปราง: เก็บไว้ให้คิดถึงเวลาเหนื่อย ๆ นะ
ฟ้าหยก: ขอบคุณนะ แล้วครั้งหน้าเราไปจับสเปรย์จากโลตัสมาทำอะไรตลก ๆ กันอีกเถอะ แต่ครั้งนี้ต้องมีแผนสำรอง
มะปราง: (หัวเราะ) ตกลง แต่ถ้าจะโกหกอีกรอบ ฉันขอลงชื่อร่วมด้วย
ทั้งคู่หัวเราะพร้อมกับมือล้วงกระเป๋า กลิ่นอบอุ่นเล็ก ๆ จางอยู่ในอากาศ เป็นภาพที่เรียบง่าย แต่น่าจดจำ—เหมือนการกอดที่ไม่ต้องเห็นแต่รับรู้ได้จากใจ
เรื่องจบด้วยรอยยิ้ม ฟ้าหยกเติบโตขึ้นจากความผิดพลาด รู้จักยอมรับ และเรียนรู้ว่าความจริงใส่ใจมากกว่าการพรีเซนต์สวย ๆ ในสไลด์
และที่สำคัญที่สุด เธอได้เรียนรู้ว่า บางครั้ง ‘กลิ่นกอด’ ที่แท้จริงเกิดจากการที่มีคนอยู่ข้างเราเมื่อเราต้องการ ไม่ใช่อุปกรณ์ใด ๆ
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, สตาร์ทอัพปลอม, ความเข้าใจผิด, มิตรภาพ, การเติบโต