แสงสุดท้ายที่ท่าเรือบางปราณ
พสุยืนอยู่บนสะพานไม้ที่ทอดยาวไปยังท่าเรือบางปราณ แสงสุดท้ายของวันคลานตกผ่านทะเลเป็นเส้นสายสีทองอาบไปบนท้องน้ำ ใบหน้าของเขาสะท้อนความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและปีแห่งการหลีกหนี เมืองเล็กแห่งนี้ยังเหมือนเดิมในบางมุม มีบ้านไม้เรียงเป็นแถว เหมือนฟันของภาพจำที่ไม่เปลี่ยนไป แต่กลิ่นเกลือและความชื้นทำให้ความทรงจำรุมกัดหัวใจอย่างไม่ปรานี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงรองเท้าขัดกับไม้ดังเป็นจังหวะหนึ่ง เขาจำก้าวเดินนี้ได้ดีจากครั้งเก่าเมื่อยังเป็นเด็ก วิ่งเล่นกับเพื่อนอยู่บนสะพานเดียวกัน หยอกล้อกับผู้ใหญ่ที่นั่งซ่อมอวนอยู่มุมท่า วันนี้ไม่มีเสียงหัวเราะของเด็ก แต่มีเสียงวิทยุเก่าจากร้านขายกาแฟที่เปิดไฟไว้เร็วกว่าปกติ พสุสูดลมหายใจลึกหนึ่งแล้วพกกระเป๋าใบเล็กขึ้นบ่าก่อนจะเดินไปตามถนนที่คดเคี้ยว
“มาถึงแล้วหรือ” เสียงทุ้มของชายกลางคนดังมาจากร้านกาแฟกระจกเล็กๆ ตรงหัวมุม เขาหันไปเห็นหญิงสาวผมดำมัดต่ำยืนผสมกาแฟในขณะที่ชายคนนั้นยื่นมือทักทาย พสุยืนนิ่งมองพวกเขาสลับกัน มันเป็นภาพที่คุ้นตาและแปลกประหลาดพร้อมกัน
หญิงสาวเงยหน้ามองเขา ใบหน้ามีรอยยิ้มที่สะกดได้ไม่มิด “พสุใช่ไหม คิดว่าแก่ขึ้นอีกหน่อยแต่มองยังไงก็ไม่เปลี่ยน” น้ำเสียงนั้นไม่คมแข็ง มันซ่อนความอ่อนโยนเอาไว้ พสุรู้สึกว่าชื่อของเขานี้ยังมีคาถาอ่อนโยนผูกติดกับอดีต
“เมย” เขาพูดชื่อเธอเหมือนเรียกสิ่งที่ยังไม่แน่ใจว่าจะพบหรือไม่ เมยก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นกาแฟและเกลือปะปนกัน เธอแตะไหล่เขาเบาๆ อย่างคนที่เคยคุ้นเคยกันนาน พสุตอบรับด้วยรอยยิ้มจางแบบฝืนใจ
“กลับมาเพราะอะไร” เมยถามตรงๆ สายตาเธอไม่ละจากเขา พสุมองไปรอบๆ แล้วทำเหมือนค้นหาคำตอบในชานประตูไม้ของร้าน ข้างนอก ปลากระพงตัวใหญ่ถูกแขวนไว้รอการขายตามปกติ ชาวบ้านกำลังซ่อมแซมเรือหนึ่งคันที่แม้สีจะซีดก็ยังหนักแน่นเหมือนนิสัยคนในเมือง
“พ่อผมตาย” พสุตอบสั้น ท่าทีเขาไม่ชอบใช้ถ้อยคำสวยหรูกับความตาย แต่คำสั้นๆ นั้นกลับมีน้ำหนักมากเท่ากับภูเขา เมยละมือจากแก้วกาแฟ เสียงในร้านเงียบลงชั่วขณะ ทุกคนหันมามองเหมือนความตายเป็นเหตุการณ์ที่พวกเขาต้องรู้
“ฉันเสียใจด้วย” เมยพูด น้ำเสียงของเธอนิ่มจนเหมือนผืนผ้าขนสัตว์ พสุพยักหน้า เขาเล่ารายละเอียดที่จำเป็นเพียงเสี้ยวเดียวเกี่ยวกับการจากไปของพ่อ คนอื่นกลับยืนอยู่ประกายสายตาซึ่งมีทั้งความเห็นใจและความสงสัย เมืองเล็กต้องรับข่าวใหญ่เสมอด้วยน้ำเสียงเล็กๆ แต่หนักแน่น
“แกอยู่ที่นี่เลยไหม” เจ้าของร้านกาแฟถาม เขาชื่อดำรง ชายคนนี้เคยเป็นเพื่อนเล่นกับพสุเมื่อสมัยเด็ก วันนี้รอยย่นข้างตาและมือที่ผูกกันเป็นสันนูนบอกเรื่องของความเปลี่ยนแปลง ดำรงยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ พลางมองทะเลที่นิ่งเหมือนไม่ใส่ใจเรื่องในเมือง
“ผมมาจัดการเอกสาร แล้วคงต้องอยู่สักพัก” พสุตอบ รากเหง้าของเขายังฝังแน่นกับบ้านเกิดกว่าที่เขาคิด แม้จะหนีมานาน แต่บางสิ่งมันไม่ได้หลุดจากเนื้อหลุดจากใจง่ายๆ เขาเดินออกจากร้านเมื่อตะวันเริ่มกลายเป็นราตรี เงาต้นมะพร้าวยงอยอยู่ข้างทางคล้ายกับรอยสักที่ไม่จาง
ในคืนแรกที่กลับมา เขานอนในห้องเก่าของบ้านไม้หลังเล็กซึ่งเคยมีเสียงหัวเราะของครอบครัวบ้านๆ จุดโคมไฟเก่าในห้องทำให้แสงส้มกระจายไปบนกำแพง ภาพถ่ายเก่าๆ วางเรียงบนโต๊ะ พสุหยิบหนึ่งในนั้น ภาพพ่อเขากับเขาสมัยเด็ก ยิ้มกว้างแถมยังคงตามติดเป็นภาพที่ไม่เคยเจาะแผลใจ แต่ยิ่งมองเขากลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างถูกปิดกั้นไว้ในฉากหลังภาพนั้น
วันต่อมา พสุเริ่มเปิดกล่องเอกสารของพ่อในห้องเก็บของที่มีกลิ่นของเกลือและกระดาษเก่า เอกสารส่วนใหญ่เป็นใบทะเบียนเรือ ใบอนุญาตการประมง และบิลซ่อมแซมเรือ มีจดหมายฉบับหนึ่งปิดผนึกด้วยแผ่นกระดาษหนาที่มีตะกั่วประทับ พสุสับสน เขาลองเปิดมันอย่างระมัดระวัง พบว่าภายในมีหนังสือจดหมายที่เขียนด้วยลายมือคนรักใคร่ชอบพูดตรงๆ นั่นคือของหญิงคนหนึ่งที่ใช้ชื่อย่อว่า
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: ชีวิต,ความทรงจำ,ความรัก,ความลับ,ท่าเรือ