ละครเพ้อเจ้อของภารัน
เสียงประกาศบนลำโพงของหอประชุมประจำมหาวิทยาลัยยังไม่ทันจบ ภาพของชุดนักศึกษา กระเป๋ากล้อง และแผ่นโปสเตอร์สีขาวคราบกาวก็พลอยกระเซอะกระเซิงไปพร้อมกัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอเชิญชมรมละคร ‘หน่วยเพ้อ’ เตรียมขึ้นเวทีหน้า A-Block ค่ะ!” เสียงประกาศทำหน้าที่เรียกสายสัมพันธ์ของความวุ่นวาย
ภารันวิ่งเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ พลิกโค้งมุมประตูชนกับกล่องป้ายโฆษณาที่ล้มทับเท้าตัวเอง เขายังหอบอย่างทรหด แต่ยังแทรกยิ้มไว้ได้
“ภารัน! ไปเร็ว! ครูจะตรวจเสื้อผ้าแล้ว” แพร หัวหน้าชมรมยืนแก้เสื้อตัวเองด้วยความตึงเครียด เธอสูง เฉียบ และเวลาพูดมักทำให้คนฟังรู้สึกว่าถูกตรวจงาน
“แพร… ผมมาตรงเวลาแล้วนะ” ภารันตอบ พลางหาวท่าทางเหมือนไม่เหนื่อย แต่จริง ๆ เหนื่อยจนลูกกระเดือกแห้ง
“ตรงเวลา? นี่มาช้าเกือบสิบห้านาที คุณขี้เกียจหรือไร” แพรขมวดคิ้ว
“ผมแค่วิ่งผ่านสนามวิ่งเพื่อเก็บแรง… อ้าว ไม่ใช่เรื่อง” ภารันยิ้มกว้าง แต่สายตาเกลื่อนกลัว
ขณะที่ทีมงานจัดไฟและตอนทีมสแตนด์บายกำลังทดสอบ เสียงหนึ่งก็ดังจากด้านหน้าเวที
“ขอรับรองว่าการแสดงวันนี้จะได้รับเงินสนับสนุนจากสโมสรศิลปะแล้วนะครับ พวกเราได้รับการคัดเลือกเป็น ‘โครงการนำเสนอใหม่’ ของคณะ” เสียงของผู้ประสานงานชื่ออาจารย์สัทธา ดังกังวาน ต้องเป็นคนดีใจ
ทุกคนเฮกัน แต่ความยินดีนั้นก็กลายเป็นแรงกดดันทันที เมื่อสโมสรต้องให้สัมภาษณ์สื่อหน้าเวที ภารันถูกผลักให้ยืนตรงกลาง
“ภารัน ขอสัมภาษณ์สั้น ๆ หน่อยได้ไหม ว่าเรื่องที่จะนำเสนอมีอะไรพิเศษ” แพรกระซิบด้วยสายตาเข้ม
ภารันที่อยากทำให้ทุกคนสบายใจ จึงตอบออกไปโดยไม่ได้คิด “เอ่อ… เรื่องนี้ผมเขียนเองครับ แล้วก็เคยได้รางวัล…” เขาละสายตาไปหากล้องเพื่อเติมคำ
“รางวัลอะไร?” ผู้สื่อข่าวผิวปะปนถาม
ภารันกลืนน้ำลาย แล้วประโยคที่คิดขึ้นในชั่วพริบตาก็หลุดออกมา “รางวัล ‘นักสร้างสรรค์หนุ่มรุ่นเยาว์’ ครับ”
ครู่หนึ่งเวทีหยุดนิ่ง ประสานงานยิ้ม เริ่มตบมือ ทีมงานหัวหน้ามหาวิทยาลัยยกมือขึ้นสลับท่าทางน้อยใจ
“เว้ย… จริงเหรอวะ? ได้รางวัลแบบนี้นี่มันระดับคณะเลยนะ” ทอม ผู้ดูแลเวทีขำออกมา
ภารันยิ้มจนแก้มตุ่ย แต่ข้างในเขารู้สึกว่ารูปวาดสวยหมดแล้ว—ความจริงคือเขาเพียงโชว์เรื่องสั้นชนะประกวดเล็ก ๆ ในค่ายมัธยม แต่คำว่า ‘รางวัล’ พอพูดออกไปแล้ว ดันถูกตีความให้ใหญ่ขึ้นมาก
หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ ชมรมละครมีเวลาเตรียมตัวเพียงสามสัปดาห์เพื่อแสดงเห็นผลงานที่ ‘นักเขียนรางวัล’ อย่างภารันเขียน
ประตูหอประชุมปิดลง เสียงนกหวีดของเวลาเริ่มดังขึ้นในหัวสมาชิกทุกคน
“สามสัปดาห์เหรอ…” ยีนถอนหายใจ ผู้คุมงานโปรดักชันของชมรม ยีนเป็นคนหวังผลและมีมุมมองเป็นระบบ
“ภารัน นายต้องเขียนบทละครนั้นให้เสร็จภายในสามสัปดาห์นะ” แพรกำชับ
ภารันยิ้มน้อย ๆ “ไม่มีปัญหาครับ ผมเป็นนักเขียนนิดหน่อยอยู่แล้ว”
ขณะที่ทุกคนสบตากัน มีบางอย่างกำลังเริ่มต้น—ความเข้าใจผิดที่มีเสน่ห์และทำให้หัวใจพองโตด้วยความกลัว
ในคืนแรกของการประชุม เขาและทีมคั่งค้างอยู่ในห้องซ้อม มีแผนภาพสเก็ตช์บนกระดานไวท์บอร์ด ไฟสตูดิโอสลัวและกาแฟเย็นกองพะเนิน
“แบบว่า เราอยากได้เรื่องที่แปลก แต่ยังต้องเข้าถึงง่าย” แพรชี้นิ้วไปที่แผน
“ผมคิดถึงเรื่องหมู่บ้านที่เชื่อกันว่าถ้าบอกความจริงจะปลูกต้นไม้โตเร็ว” ทอมเสนอ ซึ่งเป็นไอเดียเพี้ยน ๆ ทันที
“งั้นก็เพี้ยนเกินไป” ยีนตอบ “และไม่สมจริงพอสำหรับคณะ”
ภารันนั่งเงียบ มือโหยหาแผ่นกระดาษและปากกาที่กระเป๋า แต่ความคิดกลับขาวโพลน มีเพียงภาพเก่า ๆ ที่ติดอยู่ในใจของเขา—ภาพของแม่ที่เคยบอกว่า ‘อย่าพูดปด แต่ถ้าจำเป็น พูดให้น้อย’ แม่ของเขาเป็นคนหัวกล้าแต่สอนเรื่องศีลธรรมอย่างไม่น่าเชื่อ
“ทำไมเราไม่ทำเรื่องเกี่ยวกับความจริงที่ถูกบิดเบือนในยุคโซเชียลล่ะ?” ภารันเสนอ ทว่าคำพูดของเขามีเสียงสั่นเล็กน้อย
“ได้ไอเดียดีนะ แต่ต้องมีความฮาและความอบอุ่น” แพรกล่าวอย่างเฉียบคม
ทุกคนเริ่มแลกเปลี่ยนไอเดีย ความเห็นขัดแย้ง แต่ในขณะเดียวกันมันก็สร้างไฟในอากาศ
คืนหนึ่ง ภารันกลับหอด้วยหัวใจไม่สงบ เขานอนมองเพดาน อ่านข้อความจากมะปราง เพื่อนสนิทที่มีความคิดซื่อและใสซื่อ เรื่องสั้นหนุ่มที่เขาเคยส่งประกวดก็ผุดขึ้นมาในหัว
มะปรางส่งข้อความมาว่า “วันนี้เห็นข่าวแล้วนะ เก่งจังเลยภารัน!”
เขารีบตอบ: “ขอบคุณมาก มะปราง พรุ่งนี้มาช่วยซ้อมได้ไหม?”
แต่ในความเงียบของหัวใจ มีเสียงบางอย่างกระซิบว่า ความจริงอาจทำให้ทุกคนผิดหวัง
วันต่อมา ทีมเริ่มเขียนบทกันจริงจัง ภารันต้องรับหน้าที่เขียนโครงเรื่องทั้งหมด แต่เขาเริ่มกลัวว่าไอเดียของเขาไม่สวยพอ จึงเริ่มคัดลอกสำนวนจากเรื่องสั้นที่เขาชื่นชอบ เฉพาะตรงนี้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับเวทีมหาวิทยาลัย
ยีนจับได้ว่าโครงเรื่องบางส่วนดูคุ้น ๆ “นี่มันไม่ใช่ของคุณทั้งหมดนะภารัน”
ภารันหัวเราะเก้อ “ผมได้แรงบันดาลใจนิดหน่อย คุณรู้ไหม…”
ยีนสบตาแล้วถอนหายใจ “แรงบันดาลใจไม่ใช่ข้ออ้างนะ”
ภารันรู้สึกคันปากที่จะซื่อสัตย์ แต่ความกลัวทำให้เขาเลือกทางสายกลาง—การพูดไม่หมด เขาเล่าเพียงครึ่งเรื่องและหวังว่าสมาชิกจะไม่ขุดลึก
การซ้อมเริ่มมีชีวิตชีวา ช่วงกลางคืนทุกอย่างเร่งรีบขึ้น ผู้คนเริ่มมีบทและจังหวะ ในระหว่างนั้น ยังมีการพบปะกับอาจารย์สัทธา ผู้เป็นผู้ประสานงานแห่งคณะที่ประหลาดใจในภาพลักษณ์ของ ‘นักเขียนรางวัล’
“ภารัน นายทำงานดีนะ แต่ฉันอยากให้มีความสะดวกในเรื่องทรัพยากร ถ้านายแสดงให้คณะเห็นความเป็นมืออาชีพ เราจะให้พื้นที่ซ้อมเพิ่ม” อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
คำพูดนั้นมันเหมือนน้ำมันราดลงบนไฟ ความคาดหวังถาโถมสูงขึ้น ภารันยิ่งพยายามพอกหน้ากากให้หนาขึ้นอีก
ในสัปดาห์ที่สอง ทอมบังเอิญโพสต์คลิปการอ่านบทของภารันลงในกลุ่มเฟซบุ๊กชุมชนศิลปะ คลิปนั้นแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมีคนคอมเมนต์ว่าเขาอยากให้ ‘นักเขียนรางวัล’ มาแชร์ประสบการณ์
ทันใดนั้น สถานการณ์ก็พลิก บทสัมภาษณ์จากสื่อในมหาวิทยาลัยต้องการความเป็นจริงมากขึ้น
“ภารัน นายพร้อมจะเปิดเผยเรื่องราวการเดินทางในงานสัมมนาไหม” แพรถามเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เขาไม่พร้อม แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนผิดหวัง เขาจึงพยักหน้าอย่างลังเล
คืนก่อนงานสัมมนา ภารันนอนไม่หลับ เขาเขียนบันทึกความจริงลงในสมุดข้างเตียง แต่ละคำเป็นเหมือนการเตะฝุ่นในอดีต—เรื่องการโกหกเล็ก ๆ ที่เขาทำเพราะไม่อยากทำให้คนอื่นเจ็บปวด เรื่องที่ในวัยเด็กเขารับปากเพื่อนว่าจะแก้ปัญหาแต่ไม่เคยทำจริง
เช้าวันงาน มะปรางเดินเข้ามาในห้องซ้อม เธอเป็นคนใสซื่อ แววตาเชื่อมั่นในตัวภารันอย่างจริงใจ
“ภารัน… ถ้าเราถามอะไร นายจะบอกเราจริงไหม” มะปรางถาม
ภารันยิ้ม แต่ในคำยิ้มมีรอยแห้ง “แน่นอน สิบเท่าเลย”
คณะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมฟัง ภารันยืนหน้าชุดฉากสั้น ๆ มีเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงเข้ารูป ภายใต้ไฟเวทีเขาดูทั้งน่าเกรงขามและกระวนกระวาย
“สวัสดีครับ ผม…” เขาเริ่ม แต่ปากเหมือนถูกผูกไว้
คำพูดแรกที่เขาตั้งใจจะบอกว่าเขาไม่ใช่นักเขียนที่เคยได้รางวัลกลับถูกกลืนไป เขาเล่าเรื่องความคิด หลายคนคล้อยตามและมองเขาเป็นแรงบันดาลใจ
หลังการพูดจบ มีคนเข้ามาขอถ่ายรูป มีคนขอคำปรึกษาว่าจะเขียนบทอย่างไร ความคาดหวังกดดันจนเกือบหลอมละลายภารัน
กลางเสียงปรบมือ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง—อาจารย์สัทธาเดินเข้ามา ใบหน้าของอาจารย์เต็มไปด้วยความภูมิใจและคำถาม
“ภารัน ถ้านายต้องการทรัพยากรเพิ่ม ฉันสามารถติดต่อคนสนับสนุนจากภายนอกได้” อาจารย์ชวน
ภารันเกือบล้มลง “ได้เหรอครับ?” เขาถามแข็ง ๆ
แต่ในใจเขาเริ่มรู้สึกเหมือนยกหินขนาดมหึมามาวางทับเตียง ความกดดันทำให้เขาหายใจไม่เป็นจังหวะ
วันต่อมา คนจากสโมสรศิลปะเบนเข็มความสนใจมาที่ชมรม ‘หน่วยเพ้อ’ มีการนัดหมายการบริจาคเงินอุปกรณ์ และยังมีคนจากสำนักข่าวท้องถิ่นติดต่อสัมภาษณ์เพิ่มเติม
ภารันเริ่มละเลยรายละเอียดสำคัญ—เขาลืมบอกสมาชิกว่าบางฉากต้องการฉากหลังใหญ่ บางฉากต้องการดนตรีพิเศษ ทุกอย่างเริ่มถาโถม
“เงินนี้เราต้องใช้ให้คุ้มค่า” ยีนพูด “เราต้องทำให้ดี ถ้าใครรู้ว่าจริง ๆ แล้วบทเป็นของใคร มันจะวุ่นวาย”
การซ้อมเข้าสู่สัปดาห์สุดท้าย ทุกคนทำงานหนักจนสายตาปรอด แต่มีช่องว่างในบทที่ยังไม่ได้เขียน ภารันต้องเติมฉากไคลแมกซ์ที่แท้จริง
คืนหนึ่ง หลังซ้อมเสร็จ ภารันคั่งแค้นกับตัวเอง เขาไปยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ของมหาวิทยาลัย คิดถึงคำว่า ‘รับผิดชอบ’ ที่แม่พูดถึงหลายครั้ง
มะปรางมาหาเขา เธอไม่พูดเยอะ แค่ยืนข้างเขาและส่งยิ้มปลอบโยน
“ทำไมไม่เล่าให้ทุกคนฟังล่ะ” เธอถามอย่างใสใจ
“กลัว… กลัวเขาจะผิดหวัง” ภารันตอบแล้วน้ำตาคลอ
มะปรางจับมือเขา “คนที่ชอบคุณไม่ได้ชอบเพราะรางวัล แต่ชอบคุณเพราะคุณเป็นคุณ ถ้านายกลัว เราจะกลัวไปด้วย”
คำพูดของมะปรางเหมือนสะพานที่ข้ามให้ภารันเห็นวิธีทำ
ในเช้าวันแสดง ภารันตัดสินใจแล้ว เขาลุกขึ้นและเดินไปยังหลังฉาก เรียกสมาชิกมาประชุมด่วน
“ทุกคน… ผมต้องขอโทษ” เขาพูดอย่างจริงจัง แม้เสียงสั่นเล็กน้อย แต่สายตากลับมั่นคง
แพรเบิกตา “อะไรน่ะ?”
ภารันหายใจลึก “ผมบอกว่าเป็น ‘นักเขียนรางวัล’ แต่จริง ๆ ผมแค่เคยชนะเล็ก ๆ ในค่ายตอนมัธยม ผมโม้เพื่อให้ได้รับการสนับสนุน ผมขอโทษจริง ๆ”
ช่วงเงียบเกิดขึ้น คนในทีมต่างสบตากัน ยีนดูเหมือนจะตั้งตัวไม่ติด ทอมจ้องมองภารันอย่างครุ่นคิด แพรทำหน้าจริงจังแต่แววตาอ่อนลง
“แล้วบททั้งหมดนี่… ใครเขียนจริง ๆ?” แพรถาม
ภารันแบมือ “ผมเขียนส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางส่วนที่ผมใช้แรงบันดาลใจจากเรื่องสั้นหลายเรื่อง ผมขอโทษจริง ๆ ผมไม่อยากทำให้ทุกคนต้องลำบากเพราะผม”
มะปรางยิ้มอ่อน “ขอบคุณที่บอก แต่เราต้องบอกคนดูด้วยไหม”
ยีนถอนหายใจยาว “เรามีเวลาน้อย แต่ความจริงต้องเปิดออกอย่างมีสติ”
เวลาเดินไปข้างหน้า ตอนแสดงเริ่มต้นขึ้น ผู้ชมเข้ามาเต็มหอประชุม นักศึกษา อาจารย์ และผู้สนับสนุนจากภายนอกนั่งรอประสบการณ์ใหม่
ภารันอยู่หลังฉาก เขาหายใจเข้าออก ลมหายใจเหมือนลูกโป่งระบายออกไปช้า ๆ
เมื่อฉากเปิดขึ้น ภารันกับกลุ่มนักแสดงเริ่มเล่นเรื่องราวของชุมชนที่เชื่อว่าความจริงจะทำให้ต้นไม้เติบโตเร็วขึ้น เรื่องนั้นมีความตลกแทรกด้วยความใจเต้นของตัวละคร
ในคำพูดระหว่างฉาก ตัวละครหนึ่งของภารันพูดว่า “ความจริงมันเหมือนคนส่งจดหมายผิดที่ บางทีส่งไปถึงใจผิดคน แต่ถ้าอ่านแล้วก็อาจทำให้หัวใจโตขึ้น”
ผู้ชมหัวเราะในบางมุก และซึ้งในบางประโยค บนเวทีความเข้าใจผิดกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ละมุน
กลางเรื่องมีฉากที่ทีมต้องใช้จังหวะเงียบ—ไม่มีคำพูด มีเพียงสายตาและท่าทางของนักแสดงที่สื่อความหมาย นี่เป็นหนึ่งในช่วงที่ผู้ชมเงียบสงบ
ช่วงท้ายของเรื่องเป็นการเปิดเผย ความจริงของตัวละครหลายคนถูกนำเสนออย่างไม่ปราณี แต่ละคนต้องเลือกระหว่างความสบายในเรื่องโกหกหรือความเจ็บปวดของความจริง
ในฉากไคลแมกซ์ ภารันเล่นเป็นนักเขียนที่ยืนอยู่ตรงกลางเวที เขาพูดถึงการโกหกเล็ก ๆ ที่รวมกันจนเป็นภูเขาเล็ก ๆ
“ผมเคยคิดว่าการโกหกเล็ก ๆ จะไม่ทำร้ายใคร แต่ผมเห็นแล้วว่ามันไม่ได้เลย” ภารันพูด จนเสียงจากคนดูเงียบลง
พอปิดม่าน ปรากฏว่าคนในหอประชุมปรบมืออย่างยาวนาน เสียงปรบมือกลายเป็นการยืนยันว่าเรื่องราวนั้นสำเร็จ
หลังการแสดง อาจารย์สัทธามายืนตรงหน้าภารัน อาจารย์ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจอย่างแท้จริง
“ภารัน นายเลือกที่จะบอกความจริงบนเวที นั่นคือสิ่งที่ทำให้มันทรงพลัง” อาจารย์พูด
“ผมกลัวมากครับอาจารย์ แต่ผมเห็นว่าถ้าไม่ยอมรับ เราไม่มีทางเติบโต” ภารันตอบ
มีผู้สนับสนุนยื่นมือมาช่วย พวกเขาชื่นชมความกล้าหาญและให้ข้อเสนอร่วมงานต่อ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่สมาชิกชมรมยืนเคียงข้างกัน
แพรจับมือภารันแน่น “ฉันโกรธนะ แต่ฉันภูมิใจด้วย” เธอกระซิบ
มะปรางกอดเขาแล้วหัวเราะเบา ๆ “ฉันก็เหมือนเดิม ชอบนายตอนที่นายจริงใจมากกว่า”
วันหนึ่งหลังจากเหตุการณ์ ทุกคนในชมรมเริ่มใช้ความจริงเป็นเครื่องมือในการทำงานแทนการโกหก ภารันเรียนรู้ว่าการรับผิดชอบไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการยืนขึ้นและเปลี่ยนแปลง
อาทิตย์ต่อมา ชมรมได้รับการเสนอให้แสดงนอกมหาวิทยาลัย และบทที่ปรับปรุงใหม่ก็ได้รับคำชมจากผู้ชมกลุ่มใหม่
ในคืนของการเดินทางครั้งแรก ภารันยืนมองไฟบนถนนที่ย่อมเยาว์ เขาจับมือมะปรางแน่น และเสียงหัวเราะจากทีมยังคงก้องในหัว
“นายเปลี่ยนไปเยอะนะ” ยีนพูดอย่างไม่เขิน
“ใช่… ผมยังทำผิดได้ แต่ตอนนี้ผมจะไม่หนีไปจากมันอีก” ภารันตอบนิ่ง
เรื่องจบลงด้วยภาพของคนกลุ่มเล็ก ๆ ยืนอยู่หน้าหอพักมหาวิทยาลัย หัวเราะ เหงื่อซึม และอิ่มใจ
ภารันเดินกลับบ้าน หยุดมองต้นไม้ใหญ่ที่เขาเคยนั่งใต้เมื่อคืนก่อน ตอนนี้เขาเห็นอะไรที่ต่างออกไป—รากเล็ก ๆ ที่แทรกตัวอยู่ใต้พื้นทางเท้า เหมือนความจริงเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ งอกงาม
เขายิ้มกับตัวเอง รู้สึกว่าแม้วันต่อ ๆ ไปจะมีเรื่องยุ่งยากเข้ามา แต่เขาก็เรียนรู้ว่าเมื่อยอมรับ ผิดพลาดไม่ได้สิ้นสุด ตัวตลกไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่หัวเราะ ดังนั้นความจริงและมิตรภาพก็ยังคงเป็นบทที่จะเขียนต่อไป
เสียงหัวเราะและคำขอบคุณยังคงไล่ตามเขาไปตลอดทางกลับหอพัก ภารันคิดว่าถ้าเขาต้องโม้อีก มันคงจะไม่ใช่เรื่องของรางวัล แต่เป็นเรื่องของการเล่าเรื่องที่จริงใจ
และในค่ำคืนหนึ่ง เขาเปิดสมุดบันทึกเก่า ๆ เขียนประโยคสั้น ๆ ด้วยลายมือสั่น “จากนี้ไป ผมจะเล่าเรื่องที่เป็นความจริง—แต่ก็ตลกพอให้ผู้ฟังยิ้ม”
แสงไฟในหอพักดับลง ภารันหลับตาลงด้วยความรู้สึกอบอุ่น เขาฝันเห็นเวทีเล็ก ๆ ที่ผู้คนมานั่งฟังเรื่องราวความจริงที่ไม่สมบูรณ์ แต่สวยงามในแบบของมัน
ท้ายที่สุด ชมรมละคร ‘หน่วยเพ้อ’ ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มที่ชนะใจผู้ชม แต่นี่คือกลุ่มที่ร่วมเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับความรับผิดชอบ มิตรภาพ และการยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง—แล้วหัวเราะไปด้วยกัน
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ชมรมละคร, ความเข้าใจผิด, โรแมนติกคอมเมดี้, Coming of Age