แสงสุดท้ายที่ทะเลสาบอัลวา
ในเย็นวันเปิดเทอมแห่งสายลมและกลิ่นฝน กันต์ยืนบนสะพานไม้เก่าที่ทอดยาวเหนือทะเลสาบอัลวา ตาเขามองไปสุดขอบน้ำ แต่ในใจสับสนวุ่นวาย อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกอ่อนแอจนต้องพิงไม้ระแนงไว้เปราะ ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงรองเท้ากระทบไม้ดังกึก ๆ หนึ่งคู่ ก่อนจะหยุดลงใกล้กันต์ เงาของผู้หญิงคนหนึ่งทอดข้างพระอาทิตย์รับเย็น เนยยืนถือสมุดหนาไส้ลายเส้นสั่นคลอน ดูเหมืนลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพยายามยิ้ม
“ขอโทษ… พอดีที่นั่งตรงโน้นหมดแล้ว” เธอชี้ไปทางศาลาไม้ที่มีนักศึกษากลุ่มอื่นจับจองหนาแน่น
กันต์หันไปสบตา หยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
เนยนั่งเบียดห่างเล็กน้อย มือเรียวของเธอขยับไปเปิดสมุดบันทึก เสียงพลิกกระดาษดังแผ่ว ๆ แทนบทสนทนา ทั้งสองโต๋เต๋อยู่ในความเงียบ กระทั่งกันต์พูดขึ้นมาเบา ๆ
“เธอเป็นปีหนึ่งเหรอ”
เนยยิ้มบาง “ใช่ค่ะ เธอล่ะ ดูเหมือนขี้เกียจปีสี่…”
กันต์แค่นหัวเราะ พยักหน้า “ปีสี่ ศิลปกรรม… ภาษาอังกฤษเธอดีมากเลยนะ”
“ก็… เคยสอบ TOEFL ตอนไปแลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้ว”
สายลมเย็นเฉียดปลายจมูก เนยมองน้ำ คล้ายจะพูดอะไรสักอย่างแต่กลืนคำลงคอไป
ความเงียบแผ่ซ่านอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่เนยจะเอ่ยอย่างแผ่วเบา “ที่นี่น่านั่งนะ”
กันต์ยิ้มจาง ๆ “เวลานี้แสงสวยกว่าอะไรทั้งหมด”
ในแสงสุดท้ายของวันนั้น สองคนแปลกหน้าฟังเสียงน้ำกระทบฝั่ง ใจเริ่มขยับเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว
เช้าวันต่อมากันต์ตื่นสาย ปากกัดขนมปังแผ่นเดียว เดินล้วงกระเป๋าเข้าอาคารเรียน ศิลปกรรมกลิ่นสีสเปรย์คลุ้ง ละเอียดอ่อนในอากาศเบาบาง
เสียงตลับหมึกกระทบโต๊ะที่กลุ่มงานวาดทำเอาเขาผงะไปพบกับเนยที่นั่งสุดริมโต๊ะ กลุ่มเพื่อนใหม่ของเธอพูดคุยเสียงดัง แต่สายตาเนยหลบเลี่ยงกันต์อย่างแปลกประหลาด
กันต์เก็บเศษงานสีกราฟิก ถามเบา ๆ “โดนอะไรมา เปลืองปากหรือเปล่า”
เนยหัวเราะแห้ง ๆ หยิบยางลบคลึงมือ “เปล่า แค่กลัวพูดผิด…ยังไม่สนิทกับใครเลย”
“ช่วงแรก ๆ ก็แบบนี้ เดี๋ยวก็ปรับตัวได้” กันต์พึมพำ พลางหยิบแปรงจุ่มสี “ขอสีแดงหน่อย”
เนยยื่นให้ แต่ไม่กล้าสบตา มีอะไรบางอย่างตกค้างในแววตา เหมือนกลัวความผิดหวังจากการเริ่มต้นใหม่
วันเวลาผ่านไป พวกเขาพบกันบ่อยขึ้นในห้องเรียนใต้แสงส้มของยามเย็น ความเงียบคุ้นเคยค่อย ๆ กลายเป็นการพูดคุยเนิบนาบเรื่องเล็กน้อย จากชื่อแมว จนถึงความฝันที่ยังไม่กล้าเอื้อม
ในวันหนึ่งที่ฝนตกโปรยปราย หลังเลิกเรียน ระหว่างเดินกลับหอพักด้วยกัน กันต์ถามขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน “ถ้าเลือกได้ เธออยากทำอะไรที่สุดหลังเรียนจบ”
เนยนิ่งไปนาน ขยับไหล่ขึ้นเล็กน้อย “อยากเปิดสตูดิโอวาดภาพ แต่แม่อยากให้ไปเรียนต่อหมอ…เธอล่ะ”
กันต์หัวเราะ “บ้านอยากให้เป็นอาจารย์…แต่ใจก็แค่อยากวาดรูปอิสระ ขายงานตามตลาดนัด” เงียบเว้นจังหวะ “เราสองคนเหมือนกันนะ”
“คิดว่าต่างนะ,” เนยยิ้มจางตาเศร้า “อย่างน้อยเธอก็ดูมั่นใจว่าตัวเองคู่ควรกับความฝัน”
เสียงฝนซัดลงพื้นฉ่ำ พวกเขาเดินต่อในความเงียบ
ความคุ้นเคยเริ่มก่อตัว สองคนกลายเป็นเพื่อนสนิทที่พูดคุยได้ทุกเรื่อง แต่มีบางเส้นที่ไม่ข้าม ทั้งคู่อ้อมค้อม พยายามไม่แสดงความรู้สึกมากเกินไป
ในคืนหนึ่ง กันต์ตั้งใจกดเบอร์โทรหาเนยครั้งแรก จังหวะที่สัญญาณดังอยู่ปลายสาย เขาสูดลมหายใจราวกับจะสารภาพอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเนยรับสาย เสียใจก็กลับกลืนหาย “เอ่อ…งานกลุ่มส่งกี่โมงนะ”
“พรุ่งนี้สิบโมงไง” น้ำเสียงเนยฟังดูตกใจเจือขำ
“อ้อ…” เงียบ “ขอโทษนะ” กันต์พูดช้า ๆ “นอนไม่หลับ”
ปลายสายเงียบ แล้วเนยค่อยเอ่ย “เราเองก็นอนไม่หลับเหมือนกัน”
หลังจากวันนั้น ทั้งสองโทรคุยกันยาวขึ้นเรื่อย ๆ ดึกมากขึ้น พูดคุยเรื่องอดีต ความกลัว และอนาคตที่ดูไม่น่าเอื้อมถึง
ในวันเกิดของเนย เพื่อน ๆ วางแผนเซอร์ไพรส์ กันต์อาสาไปซื้อเค้ก ระหว่างเดินกลับ เขาเห็นเนยนั่งอยู่คนเดียวริมทะเลสาบ น้ำตาคลอเบ้า เธอรีบเช็ดหน้าเมื่อเห็นเขา
กันต์นั่งลงข้าง ๆ เงียบอยู่นาน ก่อนถามเบา ๆ “ทะเลสาบนี่…ช่วยปลอบใจเธอบ้างไหม”
เนยหัวเราะระคนสะอื้น “แม่โทรมาบอกว่าไม่อนุญาตให้เราเลือกเส้นทางศิลปะ…เพราะมันไม่มั่นคง”
กันต์มองเส้นขอบฟ้า “ของเราเอง…ก็คล้าย ๆ กัน”
เป็นครั้งแรกที่กันต์วางมือบนไหล่เนยอย่างอ่อนโยน ไม่มีคำปลอบ ไม่มีข้อสัญญา เสียงน้ำกระทบฝั่งเบา ๆ กลืนทุกถ้อยคำลงทะเลสาบ
เวลาล่วงเลย สองคนใกล้ชิดกันมากขึ้น มีมุขตลกในไลน์กันมากขึ้น มีห้วงเงียบในบทสนทนาและแรงดึงดูดที่ไม่อาจพูดได้ชัดเจน
ช่วงสอบกลางภาค ทั้งสองห่างกันไป เพราะเนยต้องกลับบ้านที่กรุงเทพฯ เรื่องราวชีวิตที่ต่างกันชัดเจนเมื่อกลับสู่ร่มเงาครอบครัวของแต่ละคน
ในคืนหนึ่ง กันต์โทรหาเนย น้ำเสียงเศร้าหล่น “คิดถึงทะเลสาบ ไม่รู้สิ ที่นั่นทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวเอง”
เนยนิ่งไปนานจนเกือบคิดว่าตัดสาย “กันต์…หากบ้านเราไม่ยอมรับทางที่เราอยากเป็น เราก็เหมือนต้องหายใจในน้ำ…เหนื่อยเนอะ”
กันต์หัวเราะในลำคอ “เธอ…ปกติพูดแต่เรื่องศิลปะ ไม่คิดว่าเธอจะเศร้าได้ขนาดนี้”
“เรากลัว…กลัวผิดหวังแม่ กลัวตัวเองจะไม่กล้าเลือกความสุข”
ความเงียบว่างเปล่าระหว่างเสียงจังหวะของลมหายใจ สองคนแขวนตัวเองอยู่ในอากาศที่ไร้คำตอบ
ไม่นาน หลังกลับเมืองเหนือ เนยเริ่มหลบหน้ากันต์มากขึ้น เขาพยายามทักทาย ชวนไปนั่งทะเลสาบแต่เนยปฏิเสธ เรียนเสร็จก็รีบกลับ ไม่ตอบไลน์
จนถึงค่ำวันหนึ่ง กันต์รออยู่ที่ริมสะพานไม้ฝั่งเดิม ฝนปรอย ใจหนักเหมือนหิน เนยเดินมา เธอหยุดตรงหน้า หายใจเข้าลึก
“ขอโทษ…ช่วงนี้เราไม่พร้อมคุยกับใคร”
กันต์เงียบไปนาน “ถ้าไม่อยากเจอเรา เราเข้าใจ…”
เนยย่นคิ้วเหมือนจะร้องไห้ “ไม่ใช่แบบนั้น…แต่เราไม่แน่ใจตัวเอง ไม่รู้ควรรู้สึกอย่างไรกับเธอ…กับความฝันตัวเอง…กับทุกอย่าง”
“เธอแค่กลัวสิ่งที่ตัวเองไม่เคยลองมาก่อน”
เนยนั่งลงข้างกันต์ “แล้วเธอไม่กลัวผิดหวังเหรอ”
เขาส่ายหน้า “กลัวสิ แต่ถ้าไม่ลองเราจะรู้ได้ไงว่ามันคุ้มค่า”
ความเงียบอีกครั้ง เนยหลบตา มือสั่นเล็กน้อย ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกนั้นออกมา “ถ้าเราทำผิดพลาด…จะยังมีใครอยู่ข้าง ๆ เรามั้ย”
กันต์มองเธอ ตอบช้า ๆ “เราไม่สัญญานะ…แต่ถ้า…เรายังอยู่ตรงนี้เสมอ”
เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองเกือบจะถอดใจจากกัน แต่การเงียบและอ้อมค้อมกลับกลายเป็นเครื่องมือเยียวยา
เวลาผ่านไป ต่างคนปรับสมดุลกันใหม่ ช่วงที่เนยก้าวข้ามความกลัว เปิดใจขอคำปรึกษากันต์เรื่องครอบครัวและอนาคต ทั้งสองมาเจอกันที่ทะเลสาบอีกครั้งในคืนเดือนหงาย
“แม่เราส่งข้อความมาขอโทษ เขาบอกว่า…ถ้าเป็นสิ่งที่เรารักแม่จะลองยอมรับ” เนยพูดเสียงเบา “เราอยากลองสมัครเวิร์กชอปศิลปะจริงจัง…แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี”
กันต์จับมือเธอไว้แน่นกว่าทุกที “บางทีเราต้องกล้ายอมรับความกลัวก่อนถึงจะมีความสุขได้”
เนยยิ้มทั้งน้ำตา “ขอบคุณนะที่ไม่ไปไหน”
กันต์เองเติบโตขึ้นจากการเฝ้ามองเนยเปลี่ยนแปลง ก้าวข้ามความกลัวของตัวเอง แม้จะยังไม่กล้าเผชิญหน้าครอบครัวเรื่องเป้าหมายชีวิต แต่เขาก็กล้าเปิดรับอนาคตใหม่
หลังจบหลักสูตร ทั้งคู่ต้องเลือกเส้นทาง ใกล้วันอำลามหาวิทยาลัย กันต์ได้รับข้อเสนองานอาจารย์ที่กรุงเทพฯ ขณะเนยได้ไปเวิร์กชอปที่เชียงใหม่
คืนก่อนจากลา ทั้งสองนั่งที่สะพานไม้ อยากพูดแต่พูดไม่ออกอยู่นาน กันต์เอื้อมแตะเส้นผมเนยอย่างอ่อนโยน “เรากลัวจะไม่มีวันที่ได้กลับมาคุยเหมือนเดิมอีก”
เนยเงียบ “ตอนนี้…ไม่ต้องสัญญาก็ได้ แค่รู้ว่าเรายังคิดถึงกันก็พอ”
เสียงน้ำกระทบเสาไม้เบา ๆ วันที่พวกเขาแยกย้ายกัน น้ำตาผสมรอยยิ้ม ทั้งคู่เดินออกจากมหาวิทยาลัยด้วยหัวใจที่กล้ารับความหวังและความกลัวใหม่ ๆ
ในปีต่อมา ทั้งสองได้พบกันอีกริมทะเลสาบแห่งเดิม ท่ามกลางแสงสุดท้ายยามเย็น กันต์ยื่นสมุดวาดภาพเล่มเดิมของเนยให้ ฟ้าเปลี่ยนสีคล้ายวันแรกที่เจอกัน
“เรายังเก็บมันไว้…และยังคิดถึงเธอทุกครั้งที่เห็น”
เนยหัวเราะทั้งน้ำตา ความรู้สึกที่เคยกลัว ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความกล้าและความอ่อนโยนในสายตากันต์
พวกเขาไม่สัญญาอนาคต แต่อยู่ด้วยกันในปัจจุบันอย่างไม่มีอะไรต้องเสียใจ