คืนสุดท้ายบนเกาะมายา
ผมชื่อกลินท์ และนี่คือเสียงน้ำทะเลแรกที่ผมได้ยินหลังจากเรือเหมาลำลำนั้นคว่ำ ผมตื่นขึ้นมากลางชายหาดที่แปลกตา ดินทรายอุ่นๆ ติดไปทั่วร่าง น้ำเค็มยังเคลือบผิว มือหนึ่งกำแน่น ไม่แน่ใจว่ากำลังยึดอะไร พอลืมตาจ้องเพดานฟ้า—มันไม่เหมือนท้องฟ้าไหนที่เคยเห็น หมอกขาวๆ หนา และเกาะรกร้างไร้ร่องรอยมนุษย์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงสำลักน้ำถี่ถ้วนจากชายข้างๆ ดึงผมออกจากความง่วง เขาคือผู้ชายร่างสันทัด หัวฟู ชื่อดาว เพิ่งเคยเจอกันเมื่อวานในเรือข้ามฟาก ดาวดึงขาขึ้นจากน้ำ ปากแห้งผาก เขามองซ้ายขวางงๆ
“ที่นี่ที่ไหนวะ?” ดาวถามเสียงสั่น กำลังนิ่วหน้ามองเศษไม้แตกเกลื่อนพื้นหาด
ผมตอบไม่เต็มเสียง “ไม่แน่ใจ…แต่เราน่าจะรอดแค่สองคน?”
ยังไม่ทันได้สำรวจกัน พระอาทิตย์ลอยสูงขึ้น ฝูงนกสีดำก็บินวนเหนือหัว รอยเท้าหญิงสาวลากเข้ามาในสายตา เธอชื่อเรย์ เด็กหญิงผมหยักศก มือกระชับเป้ เรย์เงียบ แต่มองตากับผมและดาวอย่างจริงจัง
“พวกนาย…เจอใครอีกไหม?” เธอถาม ท่าทางระแวดระวัง ปลายนิ้วซุกมีดยาวไว้ใต้ขอบเป้
ทันใดนั้น เด็กอีกสองคน—เป้กับอิม—โผล่มาจากพุ่มไม้ เป้เป็นเด็กหนุ่มร่างผอม ยิ้มตลอดเวลาแม้ใบหน้าจะซีด ส่วนอิม สาวผิวเข้มขรึม ดูเหมือนไม่ไว้ใจใครสักคน
เสียงถอนหายใจผสมเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ของเป้ “อย่างน้อยก็ไม่ได้ตายใช่ไหม?”
อิมปัดทรายจากมือ ดวงตานิ่ง “ไม่รู้ว่าโชคดีหรือเปล่าด้วยซ้ำ”
ทุกคนมองหน้ากัน ความเงียบแทรกซึม บรรยากาศคล้ายจะหนาหนัก พวกเราแต่ละคนเก็บกล่องดำในใจไว้แน่น ไม่มีใครยอมเล่าว่าเหตุใดถึงมากับเรือลำนี้
เราเดินตระเวนรอบเกาะในวันแรก สังเกตว่าสัตว์บนเกาะนี้เงียบผิดปกติ ไม่มีบ้านเรือน ไม่มีเรือประมงใกล้เคียง ต้นไม้เก่าแผ่รากเหมือนต้องการโอบรัด เท้าของเรย์สะดุดเข้ากับแผ่นหินโบราณ รูปลายที่สลักทำให้เธอต้องหยุด
“ใครมันจะเอาหินแบบนี้เอาไว้กลางป่านะ?” ปากของเป้ขยับเบา ๆ ขณะมองลายเส้นคดเคี้ยวที่คล้ายตัวอักษร แต่ไม่มีใครอ่านออก
อิมเอานิ้วลูบลายสลัก เธอหยุดนิ่งแล้วหันมามองทุกคน “เคยได้ยินว่ามีเกาะที่ถูกสาป คนที่หลงเข้าไปจะไม่มีวันกลับบ้าน…”
เสียงลมพัดผ่าน แต่ไม่มีใครกล้าหัวเราะ ท่าทางจริงจังของอิมทำให้บรรยากาศชวนอึดอัดขึ้นทันตา ดาวกลืนน้ำลาย ริมฝีปากสั่นเหมือนอยากจะพูดแต่ไม่กล้า
ตกค่ำ เราก่อกองไฟนั่งล้อมวง เงาเปลวไฟโยกเยกบนใบหน้า แต่ไม่มีใครยิ้ม เสียงคลื่นเบาและสายลมแปรเปลี่ยน ทุกคนต่างคาดหวังว่าพรุ่งนี้จะมีเรือผ่านมา แต่ใจลึก ๆ ทุกคนรู้ดี เรือลำนั้นมาไม่ถึงฝั่งเพราะอะไรบางอย่าง
รุ่งเช้า กลุ่มของเรามีปากเสียงกัน ดาวอยากชวนทุกคนเดินขึ้นเนินสูงเพื่อหาทางสื่อสารกับโลกภายนอก แต่เรย์กลับค้าน เธอมองฟ้าที่ไร้ยอดเขาสูง ใบหน้ามุ่งมั่น
“ถ้าเราพยายามส่งสัญญาณแต่ไม่มีใครเห็น เราจะยิ่งเหนื่อยเปล่า” เรย์พูดเสียงเรียบ จังหวะระหว่างคำยืดยาวเหมือนเธอไม่แน่ใจ ดาวสวนทันที “แต่จะนิ่งอยู่อย่างนี้ก็ไม่รอดนะ!” เป้เงียบไปสักพัก ก่อนเสริมเบา ๆ “แต่ถ้าเราขึ้นสูง อาจได้เห็นอะไรที่ช่วยให้รอดก็ได้…”
ในที่สุด เราตัดสินใจเดินขึ้นเขาพร้อมกัน ระหว่างนั้นเป้ทำหน้าที่สร้างบรรยากาศ จะขำแต่ก็แฝงความกลัว พวกเราต่างเริ่มเปิดปากทีละน้อย ละความลับจากสายตามีดสายตากันบ้าง
เมื่อขึ้นถึงยอดเขาแล้ว ไม่มีสัญญาณ ไม่มีบ้าน ไม่มีเสาไฟ เห็นเพียงทะเลและธงผ้าสีซีดผูกต้นไม้ต้นหนึ่ง เหมือนสัญลักษณ์ของใครสักคน เรย์เข้าไปคลี่ดู พบชื่อถูกขีดฆ่าและสัญลักษณ์คล้ายที่แผ่นหิน
อิมพึมพำ “เหมือนพวกเรามาสานต่ออะไรบางอย่างของใครอีกคน…”
ช่วงเย็น ดาวกับอิมเริ่มมีปากเสียงเรื่องทิศทางกลับ แวดล้อมด้วยความเครียดและเหนื่อย ความไม่ไว้ใจกันเริ่มเผยขึ้นทีละนิด
อิมสบตาดาว “ถ้านายไม่มั่นใจ ก็ให้คนอื่นตัดสินใจดีกว่า เถียงไปก็ไม่ได้อะไร” เสียงเข้มแต่แฝงความกังวล ดาวหน้าเสีย ถอนหายใจแรงแล้วเดินแยกจากกลุ่ม ทิ้งความเงียบไว้เบื้องหลัง
เรย์เดินตามดาวไปช้า ๆ พูดกึ่งกระซิบ “เธอกลัวใช่ไหม ดาว? กลัวจะตัดสินใจผิดอีก…”
ดาวเบี่ยงหน้าหนี เสียงขุ่นขึ้นเล็กน้อย “ถ้าเธอเป็นฉันก็จะรู้ ว่าทุกทางมันน่ากลัวทั้งนั้น”
เรย์แตะบ่าเขาเบา ๆ “ฉันก็กลัว แต่เราต้องเลือกสักทาง…”
เช้าวันใหม่ เป้าเริ่มเจ็บป่วย มีผื่นแดงขึ้นเต็มหลัง ดาวพยายามใช้สมุนไพรจากต้นไม้บรรเทา แต่สถานการณ์ดูจะแย่ลง ความกลัวถาโถม ทุกคนเริ่มมีความคิดว่าคำสาปกำลังจริงขึ้นเรื่อย ๆ
คืนหนึ่ง กลุ่มนั่งเงียบรอบกองไฟ เสียงจิ้งหรีดขาดห้วง เป้พูดเบา ๆ “ถ้าเราไม่รอด…มีใครอยากฝากข้อความถึงบ้านไหม?” เรย์กัดริมฝีปากแน่น มือสั่นขณะหยิบเศษกระดาษเก่า ๆ ขึ้นมา “ถ้าฉันไม่ได้กลับ…บอกแม่ว่าฉันขอโทษที่โกหกเรื่องทุนเรียน” น้ำเสียงแผ่วจนแทบหล่นในลม
อิมก้มหน้า ต่ำต้อยเสียง “บอกพ่อฉันด้วย ฉันไม่ได้เกลียดพ่อ…แค่อยากให้เข้าใจที่ฉันเลือกจากบ้าน” เป้หัวเราะเบาๆ เหมือนสู้กับความกลัว “ส่วนฉัน ฝากบอกหมาวัดที่สนิทด้วยนะ อย่าเหงาเกินไป”
ดาวเม้มปากแน่น ยื่นกระดาษว่างเปล่ามาให้กลินท์ “เธอล่ะ?”
ผมนิ่งคิด เสียงในหัวตีกันวุ่นวาย “บอกน้องชายฉันด้วย…มันไม่ใช่ความผิดของมันที่มาเจอเรื่องแบบนี้” น้ำเสียงผมร้าวลึก ทุกคนต่างหลบตากันชั่วขณะ
ความลับคืบคลานคืนต่อมา พวกเราพบกล่องโลหะฝังใต้เศษใบไม้ข้างหินโบราณ ใบหน้าของเรย์ซีด เธอค่อย ๆ เปิดฝากล่อง เป็นบันทึกด้วยลายมือหวัด “ใครก็ตามที่เจอสิ่งนี้ โปรดให้อภัยตัวเอง อย่าทำซ้ำความผิดพลาดเดิม…” ทุกบรรทัดเต็มไปด้วยความเสียใจและคำสารภาพ
ดาวปิดสมุด เหม่อมองไฟ “เหมือนมันเขียนถึงเรา…”
เช้ามืด เป้หายตัวไป ไม่มีใครตอบรับเสียงเรียก ทุกคนตื่นตระหนกไล่ตามหา พบเพียงเศษผ้าขาดและรอยเลือดจาง ๆ ลากผ่านพุ่มไม้ เสียงของเรย์สั่น “นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ใครบางคน—หรือบางอย่าง—อยู่บนเกาะนี้นานแล้ว”
กลินท์รู้สึกผิด ทุกสายตาส่องมาที่เขา เรย์พูดเสียงแผ่ว “กลินท์…คืนนี้นายอยู่ที่ไหน ตอนเป้หายไป?” กลินท์กลืนน้ำลาย ยอมรับ “ฉันหนีไปคนเดียว…ฉันกลัว ต้องนอนซ่อนตัว ไม่มีปากมีเสียง”
ความไม่ไว้วางใจเพิ่มขึ้น กลุ่มเริ่มแตกแยก แต่ยามค่ำเงียบสงัด หนึ่งในนั้นได้ยินเสียงเป้ร้องไห้จากในป่า ทุกคนจึงออกเดินทางตามกับไฟฉายสั่นระริก
หลังผ่านเส้นทางมืดมน กลุ่มเจอเป้ถูกขังอยู่ในกระท่อมไม้เก่า ๆ ปากเปรอะเลือดและน้ำตา เขาพึมพำ “ขอโทษ…ฉันทำให้ทุกคนมาติดเกาะนี้ เพราะฉันสารภาพความผิดกับดวงดาวตอนนั่งเรือ ฉันคิดว่าคำสาปจะหายไปถ้าบอกความจริง”
อิมระเบิดอารมณ์ตะโกน “ไม่ใช่เพราะนายหรอก ทุกคนมีความผิดของตัวเอง!”
เหตุการณ์ตึงเครียด ท่ามกลางเสียงร้องไห้และความเงียบงัน ดาวผุดลุกขึ้นเสนอ “เราต้องเลือกว่าจะโทษกันต่อ หรือช่วยกันรอด”
พวกเขารวมมือกันแบกเป้กลับไปยังแคมป์ เรย์ฝืนยิ้ม น้ำตาคลอ “เราต้องให้โอกาสตัวเอง ให้อภัยกันก่อน ไม่งั้นเราจะจมความผิดไปตลอด”
รุ่งเช้า แดดอ่อนสาดผ่านป่า เหมือนทุกอย่างเปลี่ยนไป ทั้งกลินท์ ดาว อิม เรย์ และเป้เป็นเหมือนคนใหม่ ต่างสารภาพความผิดกับตัวเองต่อหน้าแผ่นหินโบราณแล้วเผามันลงกองไฟ กลิ่นควันและเสียงกระซิบแห่งอดีตคล้ายจะถูกปลดปล่อย
เรือประมงลำหนึ่งแล่นเฉียดฝั่งเข้ามาในยามเช้า เสียงชาวประมงตะโกนถาม ทุกคนหันไปสบตากัน ยิ้มทั้งน้ำตาอย่างโล่งใจ พวกเขาตัดสินใจโบกมือขอความช่วยเหลือ ทุกคนใจสั่นเมื่อก้าวขึ้นเรือใหม่
กลินท์มองกลับไปยังเกาะนั้นอีกครั้ง ทุกสิ่งเหมือนความฝัน แต่ทุกฝีเท้าต่อไปจะเป็นของคนที่กล้าที่จะให้อภัยตัวเองเสียที—และพร้อมจะเติบโต แม้ใจจะเต็มไปด้วยรอยแผลจากคืนสุดท้ายบนเกาะมายา