เงาสุดท้ายในหอพักเลขที่แปด
เสียงฝนเริ่มปรอยลงมากระทบกระจกหน้าต่างห้องหมายเลข 208 ขณะที่อิงฟ้านั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมเตียง สายตาเธอจับจ้องไปที่ขอบหน้าต่างที่มีละอองหยดน้ำสะท้อนแสงไฟขาวสลัวของทางเดินหอพัก หัวใจเต้นตุ่บ ๆ กระทบความเงียบอึดอัดที่กลืนกินอากาศรอบตัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเบา ๆ อิงฟ้ารีบคว้าขึ้นมา—เป็นข้อความจาก “ม่านไหม” เพื่อนใหม่ของเธอที่อยู่ห้องข้าง ๆ
“แก ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินหน้าห้องมั้ย?”
เธอไม่ตอบทันที ลมหายใจอิงฟ้าสั้นและแรง สักพักอีกข้อความก็ตามมา
“ถ้าไม่กล้าอยู่คนเดียว มาห้องฉันก็ได้นะ”
อิงฟ้ากำโทรศัพท์ไว้แน่น สายตาก็ยังจับจ้องตรงประตู ราวกับคาดหวังสิ่งไม่ควรเกิด แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เสียงฝนกลายเป็นเสียงเดียวที่หลงเหลือ
เมฆินทร์ เพื่อนร่วมห้องของอิงฟ้า หันหลังให้เธอ นอนนิ่งในความมืด แต่เงาตะคุ่มที่ขยับอยู่ข้างเตียงกลับเหมือนมีชีวิต อิงฟ้าเอื้อมมือเขย่าแขนเมฆินทร์เบา ๆ
“เม มึงได้ยินเสียงมั้ย”
ความเงียบล้นออกมาแทนคำตอบ
ขณะที่อิงฟ้ากำลังคิดจะลุกออกไป เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังจากทางเดิน เหมือนรองเท้าผ้าใบเก่าลากไปกับพื้นกระเบื้อง อิงฟ้าจับผ้าห่มลากขึ้นปกปากลำตัว เธอพยายามตั้งใจฟัง เสียงนั้นหยุดอยู่หน้าห้อง แล้วเงียบไป
ลมหายใจของเมฆินทร์เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ
เช้าวันต่อมา อิงฟ้าลงมาชั้นล่าง เห็นกลุ่มนักศึกษาใหม่จับกลุ่มพูดคุยกันเสียงเบา ๆ
“เมื่อคืนก็เหมือนกัน มีใครมาเคาะประตูห้องพี่ด้วย” เสียงผู้หญิงสูงโปร่งที่นั่งขอบบันไดเล่า พร้อมมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดกลัว
“ก็ปีนี้ปีสุดท้ายแล้ว ปกติไม่เคยเจออะไรแบบนี้” อีกคนเสริม “สงสัยจะเป็นเพราะมีเด็กใหม่เข้ามาเยอะ”
ม่านไหมเดินเข้ามาหาอิงฟ้า เธอยิ้มจาง ๆ สายตามีความเคลือบแคลง “แกนอนหลับมั้ยเมื่อคืน ฉันนอนไม่ได้เลย”
อิงฟ้าพยักหน้าแล้วยิ้มเฝื่อน ๆ ทั้งที่ขนลุกซู่ “ได้ยินเหมือนกัน เหมือนทุกคืนมันเงียบเกินไปอะ”
ม่านไหมถอนใจ “ถ้าไม่โอเค เราไปคุยกับพี่แม่บ้านไหม”
เสียงผู้ดูแลหอ “ป้าอนงค์” เดินเข้ามาขัดจังหวะด้วยสีหน้าหม่นหมอง “ช่วงนี้ฝนตกฟ้ามืด อย่าเพิ่งไปวิ่งเล่นนอกหอนะลูก มันอันตราย”
คำเตือนของป้าทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียด ทุกคนแยกย้ายกลับห้อง เหลือแต่ความเงียบค้างคา
อิงฟ้ากลับเข้าสู่ห้อง เดินลากขาไปหยุดตรงหน้ากระจก เสื้อผ้าสะท้อนเงาร่างอิดโรย ภายในใจยังวนเวียนกับเสียงฝีเท้าคืนก่อน
ขณะที่เมฆินทร์เริ่มเก็บของออกมา วางลงบนโต๊ะ หยิบรูปถ่ายเก่า ๆ ขึ้นมาดู ช่วงนั้นเอง โทรศัพท์ของอิงฟ้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง
กลุ่มแชตของหอพักกำลังคุกรุ่น “เมื่อคืนใครไปชั้นล่างมั่ง? กล้องวงจรปิดจับแสงแปลก ๆ ได้”
เมฆินทร์เหลือบตามอง “มึงว่ามีอะไรผิดปกติปะ” เสียงเขาเบาหวิว
“ฉันว่ามันเหมือน…มันเหมือนหอนี้ไม่ได้มีแค่พวกเราอยู่รึเปล่า” อิงฟ้าตอบเบา ทุกคำเต็มไปด้วยความลังเล
เมฆินทร์กระตุกยิ้มจืดจาง “มึงกลัวเหรอ”
“ก็…กลัวดิ แต่มันอึดอัดมากกว่า”
คืนนั้น อิงฟ้าตื่นขึ้นเพราะเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังลอยออกมาจากผนัง เสียงที่เธอฟังไม่ออกว่าเป็นภาษาอะไร หรือเป็นเพียงเสียงลมหรือจินตนาการ
ม่านไหมก็ส่งเสียงมากดกริ่งหน้าห้อง “อิง ออกมาหน่อย ฉันกลัว”
ทั้งสองเดินไปที่ระเบียงด้วยกัน ม่านไหมเหลือบมองลงไปข้างล่าง “เมื่อวานเห็นเหมือนมีใครยืนอยู่ใต้ไฟถนนอะ เหมือนเงามันแปลก ๆ”
อิงฟ้ากุมมือม่านไหม เงียบไปนาน “ฉันคิดว่าหอนี้…มันซ่อนอะไรไว้มากกว่าที่เราเห็น”
ม่านไหมตอบในลำคอ “ถ้ามีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นอีก ฉันไม่อยู่ละนะ” เสียงเธอสั่น อารมณ์ปนความขมขื่น “แต่แก…แกอย่าทิ้งฉันนะ”
อิงฟ้าพยักหน้า หัวใจมีก้อนแข็ง ๆ อัดแน่นอยู่ข้างใน
เช้าวันถัดมา ป้าอนงค์แจ้งเรื่องไฟฟ้าในหอกำลังมีปัญหา บางชั้นไฟกระพริบ ๆ ทั้งวัน อิงฟ้าสังเกตภาพสะท้อนบนกระจกในห้องน้ำหญิงอยู่เสมอ อาการหวาดระแวงเริ่มเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่เธอเห็นเงาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเงา ทั้งที่ยืนอยู่คนเดียว
เมื่อพูดเรื่องนี้กับเมฆินทร์ เขากลับนิ่ง อิงฟ้าฉุนเฉียว “ทำไมมึงไม่เชื่อกูวะ”
เมฆินทร์หลบตา “เพราะโลกมันมีอะไรที่เราอธิบายไม่ได้มั้ง” เสียงเขาแหบพร่า
ในคืนนั้นเอง ทุกห้องบนชั้นสองได้ยินเสียงเคาะประตูช้า ๆ ต่อเนื่องกันตั้งแต่ห้องแรกไปถึงห้องสุดท้าย อิงฟ้าหันขวับไปมองประตู ทุกอย่างเงียบงัน ท่องชื่อเธอค่อย ๆ ดังเบาขึ้น ซ้ำ ๆ เหมือนไหลมาจากผนังแต่ละด้าน ทำให้เธอตัวแข็งทื่อและขนลุกจนใจเต้นระรัว
วันถัดไป ใครบางคนในหอเริ่มหายไปอย่างไม่มีร่องรอย รายแรกเป็นหญิงสาวชื่อ “เฟิร์น” ซึ่งอยู่ห้องข้างบน ไม่มีใครติดต่อได้ โทรศัพท์ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะ หอพักทั้งหลังเริ่มกระสับกระส่าย
ม่านไหมกระซิบกับอิงฟ้า “แก…หรือพวกเราต้องออกจากที่นี่จริง ๆ”
“ไม่ได้ แกก็รู้ฉันไม่มีที่ไป บ้านก็ไม่อยากกลับ” อิงฟ้าตอบเย็นชา ปิดประตูต่อหน้าเพื่อน
คืนถัดมา ม่านไหมหายตัวไปอีกคน เพื่อนร่วมห้องของเธอแจ้งว่าออกไปซื้อขนมหน้าหอแล้วไม่กลับเข้ามา เหลือเพียงรองเท้าคู่หนึ่งที่วางอยู่หน้าประตูอย่างไร้เจ้าของ
อิงฟ้าเริ่มสูญเสียความสุขุม เธอเดินหาเพื่อนทั่วอาคาร ถามหาป้าอนงค์ที่หายเงียบไปเช่นกัน โทรศัพท์เมฆินทร์ก็ปิดตลอด
เธอกลับมาที่ห้องตัวเอง ภาพในกระจกนิ่งงัน เงาสะท้อนกลายเป็นสิ่งเดียวที่อยู่เป็นเพื่อน
เวลาผ่านไป สามวันโดยไม่มีใครใหม่หาย พวกนักศึกษาที่เหลือเริ่มจับกลุ่มกันอย่างหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าอยู่ห้องคนเดียว อิงฟ้าพยายามค้นหาความจริง เธอเดินไปสำรวจชั้นล่าง—ชั้นที่ป้าอนงค์ห้ามเข้า
เมื่อเดินลงไป เห็นประตูบานหนึ่งมีรอยเล็บขูดไว้เต็มบาน อิงฟ้าลังเล ใจเต้นแรง ก่อนจะเปิดมันออกอย่างแผ่วเบา ข้างในเป็นห้องเก็บของเก่าและสัมภาระมากมาย กลิ่นอับเก่าอบอวล ท่ามกลางกล่องและของเก่า เธอเจอกล่องเหล็กใบเล็กบนลังไม้ ผูกริบบิ้นสีแดงซีด
อิงฟ้าค่อย ๆ เปิดกล่อง ข้างในมีรูปถ่ายหมู่เก่านักศึกษาหญิงสวมชุดนักเรียน ผิวหน้าแต่ละคนดูซีดจาง หนึ่งในนั้นหน้าตาละม้ายกับป้าอนงค์ แต่ไม่ถือไม้กวาดอย่างทุกวัน ในมุมภาพมีเงาดำลาง ๆ คล้ายมือของผู้หญิงกำลังเอื้อมมาจากข้างหลัง
ทันใดนั้น เสียงประตูถูกผลักปิดอย่างแรง เธอสะดุ้งโหยง หันทันทีแต่พบเพียงความว่างเปล่า ภายใต้แสงไฟจาง ๆ เงาซ้อนของเธอบนผนังกลับเริ่มเคลื่อนไหวแปลก ๆ—เหมือนไม่ได้ขยับตามร่างกายจริง
อิงฟ้าถอยหลังใจสั่น เงานั้นกางแขนออกกว้างเหมือนกำลังจะคว้าตัวเธอ เธอรีบคว้ากล่องเหล็กออกจากห้องด้วยความตื่นกลัว
กลางคืน อิงฟ้านั่งกอดเข่าอยู่หน้ากล่องเหล็ก เปิดดูรูปซ้ำ ๆ หลับตาฟังเสียงหัวใจตนเอง เธอลองหาข้อมูลเกี่ยวกับหอเลขที่แปดจากอินเทอร์เน็ตเจอเพียงข่าวการหายตัวลึกลับในอดีต และปิดท้ายด้วยคำสาปที่เล่าสืบต่อกันว่า—ใครที่ได้ยินเสียงตนเองในหอ จะไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้อีก
อิงฟ้าสะดุ้ง เธอคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ที่มีเสียงเรียกชื่อของตัวเองใกล้กับประตู
คืนต่อมา เธอนอนไม่หลับ ดวงตาเหม่อลอยมองเพดาน พลันเสียงขีดข่วนก็ดังขึ้นใต้เตียง เธอกระเถิบลงไปดู ข้างใต้เตียงไม่มีอะไรเลย นอกจากกระดาษแผ่นหนึ่งพับลวก ๆ เขียนด้วยปากกาสีแดงจางๆ
“เงาจะอยู่กับเธอจนกว่าจะมีคนใหม่”
อิงฟ้าค่อยๆ สั่นเครือ เธอไล่ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา—เด็กใหม่ หอใหม่ และการหายไปของแต่ละคน
เช้าวันต่อมา อิงฟ้าตั้งใจจะออกจากหอพัก ทว่าทุกประตูกลับล็อกแน่น เธอพยายามตะโกน ขอให้ใครช่วย แต่เสียงสะท้อนกลับมีเพียงเสียงของเธอเองดังกลับมา
เสียงนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นเสียงกระซิบ เหมือนคนพูดใกล้หูว่า “อยู่กับฉัน”
เวลาผ่านไป อิงฟ้ากลายเป็นเงาคนเดียวที่เหลืออยู่ในหอเลขที่แปด
กลางคืนหนึ่ง ขณะสายฝนสาดลงอย่างหนัก อิงฟ้านั่งแนบตัวกับประตูหวังจะหลับหนีความกลัว ทว่าเสียงฝีเท้าเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนว่ามีอีกใครบางคนเดินอยู่หน้าห้อง เธอกลั้นใจมองลอดช่องประตูออกไป
ภายใต้แสงสลัว เด็กผู้หญิงคนใหม่ยืนงุนงงอยู่กลางทางเดิน หอบกระเป๋ากับความกลัวมาด้วย อิงฟ้ารู้สึกถึงแรงบางอย่างค่อย ๆ ผลักไสให้เธอลุกขึ้นเดินไปที่ประตู
เสียงเรียกชื่อของเด็กคนนั้นดังวนซ้ำมาจากทุกทิศ… “เปียโน เปียโน เปียโน…”
และเสียงกระซิบของอิงฟ้าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของความมืด