แสงสุดท้ายของดาวซ่อนตะวัน
เสียงระฆังโลหะก้องกังวานในจัตุรัสพลาซ่ากลางมหานคร ก้อนเมฆเรืองแสงไหลลอดรอบตึกสูงแปลกตา ฝูงชนอาบแสงสีเงินอันเป็นนิรันดร์—เมืองครึ่งหนึ่งจมปรักอยู่ใต้แสงจันทร์หลอมรวมกับประดิษฐกรรมล้ำยุค แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับมืดมิดราวราตรีนิรันดร์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เนปา เด็กหญิงวัยสิบสาม สวมชุดผ้าป่านสีขาวสะอาดสายตาแฝงเงาสงบนิ่งกำลังยืนมือสัมผัสสายแสงในอากาศ ทั้งที่เธอตาบอดตั้งแต่เกิด เธอยังสามารถมองเห็นแสง—แสงอีกชนิดที่ไร้รูปไม่มีใครเข้าใจ
ปรก พ่อผู้หน้าเครียดเคร่งซึ่งเวลานี้ไว้หนวดเครารุงรังดิบหยาบยืนข้างลูกสาว เขากระชับมือเธอแน่น ลมหายใจเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ พวกเขารออยู่ข้างรูปปั้นสตรีใส่ผ้าคลุม มองข้ามไกลไปยังตึกกระจกที่แม่ของเนปาเคยทำงาน สองพ่อลูกยืนเงียบอยู่นาน ท่ามกลางเสียงประกาศสำเนียงเทียมผ่านลำโพงให้ประชาชนรีบกลับบ้านก่อนเคอร์ฟิว
“พ่อ…ดาวตกคืนนี้จะกลับมาไหม” เนปาถามเสียงเบา ดวงหน้าถูกไล้ด้วยแสงเงิน
ปรกชะงักเล็กน้อย เขามองท้องฟ้าแต่เห็นเพียงชั้นเมฆซ่อนดาว “คงไม่กลับมา เนปา ดาวตกไม่เคยมาเกินครั้งเดียว”
เนปายิ้มบาง ๆ “แต่แม่เคยบอกว่าต้องรอ เพราะดาวแบบนั้นมาเพราะใครบางคนเฝ้าคอย”
เงียบครู่หนึ่ง ปรกจับมือเนปาแน่นขึ้น “กลับบ้านเถอะ พ่อไม่อยากคุยเรื่องแม่”
เนปายืนนิ่ง ทรวงอกลึก ๆ เต็มไปด้วยคำถามไม่อาจพูด เธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นไหวเล็ก ๆ ในช่องว่างรอบตัว อย่างไรนั้นเธอไม่แน่ใจ—แต่โลกนี้มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวของมัน
ปรกนำทางเนปาข้ามถนน ฝ่าฝูงชนและเสียงไซเรนยานลาดตระเวน แสงไฟหมุนวนสะท้อนเส้นผมสีเข้มของเนปา ทุกย่างก้าวของสองพ่อลูกเหมือนแหวกผ่านหมอกขาวที่ไร้ตัวตน
ระหว่างเดินกลับบ้าน เนปาพูดเบา ๆ “คืนนี้ฉันฝันถึงแม่อีกแล้ว แม่ยืนตรงใต้ต้นไม้ใหญ่แสงดาวเป็นสีเขียว”
ปรกหยุด “เนปา เลิกฝันสักทีได้ไหม ความจริงมันโหดร้ายสำหรับเด็ก”
แต่เนปาฟังเพียงเสียงลมหายใจพ่อเท่านั้น เธออยากถามว่าความจริงอะไร—แต่ไม่กล้า
ประตูบ้านเปิดออก สภาพบ้านขนาดกะทัดรัดแทรกอยู่ในซอยมืดปราศจากเสียงหัวเราะ ปรกปล่อยมือเนปา ทรุดตัวลงเก้าอี้พัง ๆ เนปาเดินสืบเท้าตามกลิ่น ค่อย ๆ เอื้อมมือสัมผัสโต๊ะกินข้าว สัมผัสได้ถึงรอยแหว่งจากมีดซึ่งแม่เคยกรีดไว้เมื่อปีที่แล้ว
“ทำไมแม่ทิ้งเรา” ปรกพูดเบา ๆ ราวกับคุยกับเงาของตนเอง
เนปาไม่ตอบ เธอนั่งลง แขนขาทำตัวลีบเล็กแทบจะกลืนไปกับความเงียบรอบข้าง
ไฟดับวาบหนึ่งครั้ง เสียงระเบียงหน้าต่างกระทบลมกรรโชก เสียงเด็กร้องห่างออกไป ปรกเอื้อมไปกุมมือเนปาอีกครั้ง “ขอโทษ พ่อไม่ควรพูดแบบนั้น”
เสียงฝนลงเม็ดทันใด ละอองน้ำซึมเข้าบานหน้าต่าง เนปาเงียบ สัมผัสได้ถึงแรงสะเทือนเล็ก ๆ ใต้ฝ่าเท้า เธอไม่แน่ใจว่าคิดไปเอง—หรือกำลังมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่จริง ๆ
รุ่งเช้า ท้องถนนปูด้วยหมอก ปรกพาเนปาคลำไม้เท้าพิเศษที่แม่ประดิษฐ์ให้ หัวไม้เท้ามีผลึกสีเขียวสว่างวาบเมื่อสัมผัสพื้นที่จุดใดจุดหนึ่งในบ้าน “แม่ฝากไม้เท้านี่ให้หนู” ปรกพูด พลางหลบตา
“มันช่วยนำทาง…หรือช่วยปิดบังอะไรคะ” เนปาถามเสียงแผ่ว
ปรกนิ่งงัน “ก็แค่ไม้เท้าเฉย ๆ ไม่มีอะไรแปลก”
แต่สายตา—แม้วนจะมองไม่เห็น—เนปาก็รับรู้ได้ว่าพ่อกำลังโกหก
พวกเขาออกนอกบ้าน มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟลอยฟ้ากลางเมือง แสงเช้าในเมืองอนาคต สะท้อนตึกฟ้าแต่ถนนด้านล่างมืดสนิทเนื่องจากหลังเหตุการณ์ ‘ดาวตก’ ฝ่ายหนึ่งของเมืองถูกบดบังด้วยเครื่องควบคุมแสงขนาดใหญ่โดยองค์กรแห่งหนึ่ง
ที่สถานี คนแน่น เบียดเสียด ทั้งสองเดินฝ่าฝูงชน มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งโผล่มาดักหน้า เนปาสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบแทรกกลางอากาศ
“คุณปรก…ดูแลเด็กนี้ให้ดีนะ” เสียงชายผู้นั้นเหมือนสะท้อนมาจากที่ไกลมาก
ปรกขมวดคิ้ว “คุณเป็นใคร”
ชายผู้นั้นยิ้มเหี้ยม “แม่ของเด็กคงฝากอะไรบางอย่างไว้กับเธอ อย่าให้หลุดมือ”
ก่อนที่ปรกจะถามต่อ ชายแปลกหน้าหายไปเหมือนไอจาง ๆ ในความมืด
เนปาเงียบอยู่นาน ก่อนจะพูดเบา ๆ “เขากลัวเหมือนพ่อ กลัวอะไรสักอย่างที่กำลังจะเกิด”
ปรกพยักหน้า น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้น “ไม่ว่าอะไรมันจะมา พ่อจะไม่ยอมเสียหนูไปเป็นคนต่อไป”
เสียงรถไฟลอยฟ้าวิ่งฉิว พวกเขาขึ้นรถขบวนเก่า ๆ กลิ่นน้ำมันกับอากาศแปลก ๆ เจือปนอยู่ในอากาศ ทั้งสองนั่งริมหน้าต่าง ระหว่างนั้นเนปาสัมผัสได้ถึงแสงสีเขียวเปล่งประกายใต้เท้าเธอ
“พ่อ…ไม้เท้ามันส่องแสงอีกแล้ว”
ปรกรีบปิดไฟฟ้าใต้ไม้เท้า “อย่าสนใจ มันก็แค่ของชำรุด”
เนปาขยับนิ้วจับลวดลายประหลาดที่สลักบนด้ามไม้ เธอสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เก็บงำอยู่ในเมล็ดผลึก
ตลอดทาง รถไฟหยุดฉุกเฉิน เสียงประกาศขอให้ผู้โดยสารอยู่กับที่ แสงในตู้รถดับวาบ เนปาได้ยินเสียงกระซิบจากใครสักคน “หนู…อย่ากลัวนะ แม่อยู่ใกล้ ๆ”
“พ่อ…เมื่อกี้แม่เรียกหนู”
ปรกนิ่ง เงียบสักพักก่อนตอบ “หนูเหนื่อย เลยฝันกลางวัน”
เนปานั่งกอดอก ราวกับต้านแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในเครื่องยนต์
รถไฟเคลื่อนตัวอีกครั้ง เมื่อถึงสถานีถัดไป ปรกรีบจูงเนปาออก เดินผ่านอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่แสงจันทร์ปลอมสาดทาบแผ่นฟุตบาท มีเสียงแว่วของ “นักล่า” ร้องประกาศรางวัลจับตัวเนปาและพ่อ
“ทำไมเขาตามล่าเรา” เนปาถาม
ปรกตอบเสียงแผ่ว “เพราะแม่…ทิ้งไว้แค่ปริศนา แต่คนพวกนั้นอยากได้มากกว่าคำอธิบาย”
ทั้งสองหลบหลีกเส้นทาง บางครั้งเนปาได้ยินเสียงหัวใจพ่อเต้นรัวผิดปกติ พวกเขาหนีเข้าเขตมืดที่แสงสว่างเข้าไม่ถึง ตึกทรุดโทรมกับกลิ่นสนิมโถงห้องลึก
“เราจะหาทางไปต่อยังไง” เนปาถาม พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
ปรกถอนหายใจ พลางนั่งลงบนลังเก่า “พ่อไม่รู้…แต่กลับไปไม่ได้แล้ว”
ระหว่างนั้นมีเสียงกดแป้นคีย์บอร์ดจาง ๆ ห้องด้านหลังปรากฏสตรีผมแดงในชุดกันฝนสีเขียวเข้ม แววตาวาววับราวกับรู้ความลับของทุกสิ่ง
“มองหาอะไรอยู่เหรอ” เสียงเธอแผ่วแต่เย้ยหยัน
เนปาพลันรู้ว่าเธอเองเป็นหนึ่งในผู้คนที่รู้จักพลังของแม่
“แม่หนูอยู่ที่ไหน” เธอถาม
สตรีผมแดงยิ้ม “บางครั้งคนเราต้องหลงทาง ถึงจะรู้ว่ากำลังเดินไปหาอะไร”
ปรกหงุดหงิด ขึ้นเสียง “หยุดพูดเป็นปริศนา! เอาล่ะ กลับมา—อย่าแตะต้องลูกผม!”
แต่เธอเดินลับออกไป พร้อมเสียงประหลาดในอากาศ เนปาพยายามจับทิศว่าเสียงนั้นสะท้อนมาจากผนังไหน และรีบเดินตามออกไป
สตรีผมแดงนำทางไปยังประตูเหล็กบานใหญ่เบื้องล่าง เธอเหลียวหลังสบตาเนปา “แก้วดวงใจ มันซ่อน ‘ทางออก’ จากราตรีนี้ไว้”
ประตูเปิดออกสู่ซอกหลืบลับ ในนั้นเป็นทางเดินเก่าสะสมฝุ่นผงเศษกระดาษฉีกและรอยเท้าหลายคู่ ทั้งสองพ่อลูกเดินตามเงาและเสียง—จนถึงห้องกลมเล็ก ๆ ตรงกลางไฟสีมรกตส่องสว่าง
เนปาสัมผัสใจกลางห้องจนพบแผ่นผลึกวางอยู่กลางแท่นแก้ว พอมือสัมผัสก็เห็นภาพหลอน—แม่กำลังร้องไห้ พูดว่า “อย่าให้ใครพรากแก้วดวงใจไป”
“พ่อ…แม่อยู่ในนี้” เนปาสะอื้น วางมือบนผลึก เธอสัมผัสถึงแรงเต้นแปลก ๆ ในอก
ปรกนั่งลงข้าง ๆ “พ่อไม่รู้จะช่วยยังไง ถ้าต้องเลือก…พ่อยอมทุกอย่างเพื่อให้หนูปลอดภัย”
เสียงระฆังดังชัยก้องราวกับนาฬิกาเตือนภัยขนาดยักษ์—ร่างนักล่าสองคนบุกเข้ามาในห้อง
“ส่งผลึกมา!” นักล่าสวมหมวกดำตะโกน
ปรกลุกขึ้นยืนตัวบังลูก
เนปาขยับไม้เท้าจ่อไปข้างหน้า เธอซัดมันกระทบพื้นจนผลึกบนหัวไม้เท้าสว่างเจิดจ้า แสงสีเขียวนั้นปลดปล่อยแรงสั่นเทือนไปทั่วห้อง
“อย่าทำร้ายพวกเรา!” เนปาตะโกน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธและกลัวในคราวเดียวกัน
นักล่าก้าวเข้ามา แต่อย่างไม่คาดคิดผลึกบนไม้เท้าแตกกระจายออกมาเป็นหมื่นละออง แสงสีเขียวท่วมร่างนักล่าจนพวกเขาล้มลงบนพื้นชั่วขณะ
ในห้วงชุลมุน เนปาได้ยินเสียงแม่แผ่วเบา “หนูเก่งมาก อีกไม่นานหนูจะเห็นทุกอย่าง—แม้ไม่มีดวงตา”
ปรกดึงเนปาหนีผ่านประตูซ่อนอีกชั้นหนึ่ง เสียงตามหลังเป็นเสียงตะโกนไล่ล่า ทั้งสองวิ่งขึ้นบันไดวนยาวจนถึงชั้นบนของอาคารร้าง ทันใดนั้นแสงสว่างวาบโถมเข้าใส่ทั้งสองอย่างรุนแรง
เนปาสะดุดล้มลง เศษผลึกสีเขียวตกอยู่ข้างเท้า เธอหยิบขึ้นมา ฟังเสียงแผ่ว ๆ ที่ลอดออกจากเมล็ดผลึก “ถ้ากล้าส่องดู เลือกแสงให้ถูกต้อง ทุกอย่างจะปลอดภัย”
ปรกหอบหายใจหนักระหว่างที่พวกนักล่าเริ่มล้อมอาคารร้าง
“พ่อ เราต้องเลือกทาง ใต้แสง—หรือในเงามืด”
“พ่อกลัว” เสียงเขาแตกพร่า
“หนูก็กลัว…แต่ถ้าแม่รออยู่ข้างหน้า เราต้องลอง”
ทั้งสองจับมือกันแน่น แล้วตัดสินใจพังหน้าต่างกระโจนออกไป เศษผลึกในมือเนปาส่องสว่างชั่วครู่ ก่อนที่แสงทุกอย่างจะจางลง พวกเขากระแทกพื้นชั้นล่าง และรีบวิ่งหนีออกจากวงล้อม
เสียงไซเรนห่างเข้าใกล้ขึ้นทุกที สองพ่อลูกซ่อนในซอกตึกแคบ เนปาใช้ไม้เท้าสำรวจทางเดิน เจอปุ่มลับฝังในผนัง เธอกดมัน ฝาผนังเปิดเผยทางเดินใหม่ที่ดูเหมือนเขาวงกตไฟเบื้องลึก
“แม่อาจอยู่ในนี้” เนปากระซิบ
ปรกกัดฟัน ถาม “แน่ใจหรือเปล่า ถ้าเข้าไปอาจไม่มีวันได้กลับออกมา”
เธอนิ่งคิด “พ่อ…แม่เคยพูดว่า เวลาเรากลัว ให้เดินไปข้างหน้า ถ้าพ่อกลัว เดี๋ยวหนูจะพาเดินเอง”
ปรกหัวเราะในลำคอแผ่วเบา มือที่เคยสั่นเริ่มนิ่งขึ้น พวกเขาเดินตามทางลึกเข้าทางเดินที่นำสู่ศูนย์กลางใต้ฐานเมือง
ในนั้นเต็มไปด้วยแสงสีแปลกตาสีฟ้าครามกับม่านหมอก เสียงหัวใจเนปาดังตึกตัก เธอจับผลึกแน่นและเริ่มได้ยินเสียงผู้หญิงสะท้อนก้องรอบข้าง “เนปา…แม่รออยู่ ปลดปล่อยแสง—และให้อภัย”
เมื่อถึงใจกลางห้องกลมขนาดใหญ่ รูปปั้นสตรีในผ้าคลุมเหมือนคืนแรกของการเดินทางปรากฏ เธอจำได้ว่าแม่เคยชี้ให้ดูรูปปั้นนี้ก่อนหายตัวไป
เนปายื่นผลึกไปยังช่องอกของรูปปั้น แสงจันทร์ปลอมลอดส่องเข้ามาทันทีนั้น สตรีผมแดงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมชายแปลกหน้าที่สถานี
“แก้วดวงใจของตระกูลเธอ ต้องแลกด้วยความกล้าเผชิญอดีต ไม่ใช่แค่ซ่อนตัว” สตรีผมแดงพูด
ปรกถาม “คุณต้องการอะไร”
เธอยิ้มเศร้า “เพื่อยุติวงจร—เนปาต้องยอมรับอดีตแม่ และให้อภัยคุณ”
เนปานิ่ง น้ำตาไหลริน “แม่เคยเลือกหนูไหม หรือแม่หนีเพราะกลัว”
เสียงเพลงกล่อมเด็กดังประหลาด แม่ของเนปาปรากฏเป็นภาพพร่าร่างเหนือศีรษะ รูปร่างเลือนราเหมือนแสงเดียวในความมืด
“หนู…แม่รักหนูเสมอ แม่ต้องปกป้องหนูจากสิ่งร้าย”
เนปาสะอื้น “หนูคิดถึงแม่ หนูให้อภัย”
ทันใดนั้น โลกทั้งใบสั่นสะเทือน แสงสีเขียวระเบิดออกจากรูปปั้น เจิดจ้าแล้วดับวูบในชั่วแว็บ บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนจากอึมครึมกลายเป็นแสงอ่อนโยน ราวกับเพลงกล่อมเด็กฟังชัดในสายลม
สองพ่อลูกนั่งกอดกันเงียบ ปรกพูดเสียงสั่น “ขอโทษที่พ่อปล่อยให้หนูต้องเผชิญตามลำพัง—พ่อกลัวเสียหนู…เลยกลายเป็นคนไม่กล้ามองความจริง”
เนปากอดพ่อแน่น “หนูไม่กลัวอีกแล้ว”
ภาพแม่ค่อย ๆ จางหาย รูปปั้นกลับเป็นหินดังเดิม ผลึกในมือเนปากลายเป็นผงแสง สองพ่อลูกเดินออกไปเจอเมืองโทนอบอุ่น การแบ่งแสงกับเงาหมดไปแล้ว
แสงสุดท้ายของดาวที่เคยตก หลอมรวมกับแก้วดวงใจ ทุกอย่างเงียบงันและบริสุทธิ์อีกครั้ง