ตำนานแห่งสายน้ำเรืองแสงและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อามารินทร์
ลมหนาวจากฟากฟ้ากวาดพลิ้วผ่านยอดหญ้าในหุบเขาแห่งดวงดาว เสียงใบไม้กวัดไกวคล้ายดนตรีขับกล่อมยามตะวันจมนที กลางไอหมอกสีเงินที่ล่องลอยราวเมฆแสนบาง สายน้ำเรืองแสงซึ่งฝูงปักษาพลิ้วไหวโบยบินเหนือผืนกระจกใส ไฟสีฟ้าอมม่วงของสายน้ำเลาะเลี้ยวเป็นเส้นทางลี้ลับแทรกเข้าไปกลางป่าเรืองแสง ผืนป่านี้เปล่งแสงจากใบไม้ ดอกไม้ และตะไคร้น้ำราวกับอัญมณี ทุกก้าวของสิ่งมีชีวิตต่างเผยเรืองรองอันเป็นหนึ่งเดียวกับธารแห่งนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ใต้ต้นอาซีรัญผู้งามสง่า สัตว์วิเศษแห่งตำนานนามว่า “อามารินทร์” ว่ายเวียนตระหง่าน กลีบหูยาวรี ยอดเขาโปร่งใส และทรงขนาสีน้ำเงินแพรวพราวราวใบไม้ยามต้องแสงจันทร์ อามารินทร์เฝ้าธารน้ำนี้มาหลายร้อยปี กลิ่นอายจากการพลิกคบคิดด้วยดวงตาสีประหลาดและเสียงหายใจอืดอาด ผืนน้ำและผืนฟ้าจึงสัมพันธ์แนบแน่น ไม่มีคืนใดไร้ซึ่งการเต้นระบำของดาวและธารณ์
เบื้องไกล ณ เมืองลอยฟ้าเหนือผืนพิภพ “ศิขริน” — ชายหนุ่มอายุยี่สิบต้น ๆ ใบหน้าอดหยัดริมปีกเสื้อสงครามโบราณสีเงิน และทรงผมยุ่งเหยิง มีรอยยิ้มระคนเหงา ศิขรินคือบุตรชายช่างตีโลหะอาชีพต่ำต้อยในเมืองฟ้า ที่ปรารถนาส่งผลงานเหล็กกล้าของตนขึ้นหอเกียรติยศ ทว่าทุกคนมักมองข้าม ทั้งด้วยสายเลือดต่ำศักดิ์ ความฝันเป็นใหญ่ แต่หัวใจเขาเหมือนมีบางอย่างบาดเจ็บที่ไม่รู้ชื่อ ศิขรินหวาดกลัวการสูญเสียแม่ผู้พิการ เขาจึงไม่เคยเดินทางออกนอกกำแพงเมือง แม้จะถูกล้อเลียนว่าขี้ขลาด แต่เขาเลือกที่จะยิ้มกลบเกลื่อนเสมอ
คืนจันทร์เต็มดวง สีฟ้าครามสะท้อนชั้นเมฆราวผ้าคลุม ศิขรินนั่งเหม่อมองแม่น้ำแสงที่ไหลผ่านใต้เมือง มันส่องประกายพรายน้ำราวลากเส้นแสงขึ้นมาจากหุบเหว สายลมเยือกเฉียบพัดกลิ่นสนกรุ่นขึ้นมา เขารู้สึกถึงเสียงกระซิบแรงกล้า “เราเรียกหาเจ้า…เลือกเส้นทาง…สายน้ำกำลังร้องไห้…” เขาสะดุ้งลุก พยายามเพ่งสายตา ฝุ่นระยิบระยับลอยฟุ้งบนสายลมประหนึ่งผงดาวอันมีมนต์
รุ่งเช้า แม่ของศิขรินตื่นขึ้นมากลางเสียงไอกรน เธอกุมอกหายใจติดขัด ผลึกสีดำแต้มที่หน้าอกขยายขึ้นเรื่อย ๆ มีเพียงสายน้ำเรืองแสงจากหุบเขาดาวเท่านั้นที่ชาวบ้านเชื่อว่ารักษาโรคนี้ได้ ศิขรินกัดฟันตัดสินใจ “ลูกจะไปหาแสงแห่งชีวิต” เสียงเขาแหบพร่า สั่นเทาแต่มั่นคง
พ่อมองลูกชายอย่างลังเล “เจ้าจะไปทั้งที่ไม่เคยข้ามขอบฟ้าเลยหรือ?”
ศิขรินพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาแน่นิ่ง “แม่กำลังจะตาย แล้วข้าจะรออะไร…” สองมือที่เคยจับค้อนเหล็กบีบแน่น หัวใจของเขาหนักอึ้งปนกลัวอย่างลึกซึ้ง
ฟ้าเริ่มปกคลุมด้วยหมอกสีเงิน ศิขรินเก็บเสื้อผ้า ขนข้าวสาร และผ้าคลุมที่แม่ทอส่งท้าย พ่อยื่นมีดเหล็กเก่าคู่ใจ “เอาไปด้วย เจ้าอาจใช้มันแลกอาหารหรือป้องกันตัว” ทั้งสองกอดกันแน่น อ้อมกอดที่ไม่ต้องการให้ใครจากลาอีก
ทางเดินลงเขามืดสลัว มีเถาวัลย์ดักนิ้วเท้าแต่ละย่างก้าว ดอกเรืองแสงแต้มพื้นเขียว ศิขรินมัวแต่หวาดกลัวเสียงกระซิบลึกลับในหัว พลางระวังฝูง “เมฆคลาน” – สิ่งมีชีวิตเหมือนละอองเมฆ แต่มีหนามแหลมโผล่เมื่อรู้สึกถึงการบุกรุก มันห่อหุ้มทุกสิ่งที่ขวางผ่านด้วยความเย็นชา กระนั้น ศิขรินกลับท่องบทเพลงแม่พร่ำสอนทุกครั้งที่สั่นเทา “ถ้ากลัว ให้ฟังเสียงหัวใจตนเอง” เสียงนั้นคอยปลอบโยนแม้กลางหมอก
วันหนึ่ง ศิขรินเผชิญกับ “อีวีร์ปัญญา” – สัตว์วิเศษคล้ายกวางแต่มีตาเหลี่ยมพราว ระยับ เห็นทุกอย่างรอบทิศ มันวางระฆังแก้วหล่นใต้ต้นไม้ ก่อนเลี้ยวหลบหายไป เสียงกระดิ่งบรรเลงขับไล่ฝูงเมฆคลานที่ดุร้าย ศิขรินยกมือขอบคุณเบา ๆ เขาสงสัยในใจว่าสรรพสิ่งในหุบเขานี้ต่างเฝ้ามองและทดสอบเขาตลอดเวลา
เดินเข้าป่ารก ศิขรินพบ “บาทเตาติณณ์” – สัตว์กึ่งปู กึ่งนก หัวแหลมสามง่าม กระดองเรืองแสงระยิบระยับ มันเต้นรำบนสายน้ำขณะถือหินมีประกายไว้ที่ก้าม ศิขรินหยุดแกะขนมปังแห้งแบ่งโยนให้ แต่มันกลับยื่นหินให้เขาแทนพร้อมเสียงกระหึ่ม เขารับมาด้วยความงุนงง ก่อนที่บาทเตาติณณ์จะหายลับใต้คลื่นสีฟ้า
กลางป่างามเรืองแสง ศิขรินเจอ “อามารินทร์” สัตว์วิเศษรูปทรงสง่ามีขนจำนวนมากไหลลู่ดุจเปลวไฟและดอกไม้ในฤดูผลิ ดวงตาของมันลึกซึ้งกว่าทะเล ภายในมองเห็นความโศกเศร้าและความเฉลียวฉลาดอันเก่าแก่ ศิขรินรู้สึกเหมือนถูกสำรวจหัวใจ
เขาตัดสินใจกล่าวทัก “เราไม่ได้มาทำร้าย…เพียงขอมาขอแสงแห่งชีวิตเพื่อแม่ ข้ารู้ว่าต้องแลกด้วยบางสิ่ง ข้าพร้อมให้”
อามารินทร์ไม่ตอบในทันที เพียงเหม่อมองดาวเหนือผืนป่า มันค่อย ๆ เข้าใกล้ วางจมูกเปล่งแสงบนฝ่ามือศิขริน “แสงในโลกนี้มีเพียงหนึ่งเดียว เจ้าจะใช้เปลืองเพื่อคนเดียว หรือจะปล่อยให้มันดับลงด้วยความโลภ?” เสียงกึกก้องในหัวเขาทำให้รู้สึกโลกรอบตัวหมุนสะเทือน
วันต่อมา ศิขรินเฝ้าครุ่นคิดใต้ต้นไม้วิญญาณ เขาคิดถึงแม่ จำได้ถึงเสียงหัวเราะในวัยเยาว์และน้ำตาในวันพ่อเสีย ชายหนุ่มมือสั่น ไหล่ห่อ ความกลัวและความรักท่วมใจ เขาเริ่มเดินร่อนในป่า เก็บเกี่ยวความกล้า แลกเปลี่ยนขนมกับสัตว์วิเศษ ได้มิตรภาพกับ “ชาดารา” — นกประหลาดขนดำฟู พวงหางมนเลื้อยเหมือนควัน มันร้องเพลงปลุกใจให้เขาในค่ำคืนเหน็บหนาว
เสียงปะทะกลางดึกทำให้ศิขรินสะดุ้ง ฝูง “จันทร์ครวญ” — แมลงเรืองแสงระยิบระยับยามพระจันทร์เต็มดวง ส่องแสงรบกวนใจ เขาต้องหาทางหลบหลีกโดยใช้หินประกายจากบาทเตาติณณ์วางบนรากไม้ แมลงเหล่านั้นตื่นตระหนกและเคลื่อนออกไป ศิขรินเริ่มเข้าใจ ว่าทุกสิ่งในหุบเขานี้อาจดูน่ากลัวหากไม่เปิดใจรับรู้
เช้าตรู่ เขาเดินทางต่อจนถึงชายป่า พบหมู่บ้านเล็ก ๆ สร้างรังไม้อยู่กลางต้นเรืองแสง ชาวบ้านผิวสีน้ำผึ้งพูดภาษาที่เขาไม่เข้าใจ พวกเขาห้อมล้อมศิขรินด้วยความสงสัย แต่ “โบบาดิน” ผู้อาวุโสสูงสุดยิ้มอ่อนบอกให้ทุกคนถอยห่าง
โบบาดินพูดกับศิขริน “เจ้าคือลูกหลานฟ้าที่ถึงเวลาต้องชดใช้ความผิดบาป อดีตของพวกเจ้า ทำให้คำสาปสายน้ำเริ่มกลืนแสง”
ศิขรินตกใจ เขายังไม่เข้าใจ
โบบาดินยกนิ้วชี้ขึ้นฟ้า “ในอดีตกาล เมืองลอยฟ้าเคยถอดแสงน้ำไปใช้โดยไม่กล่าวขอ อามารินทร์เฝ้าไว้ด้วยชีวิต หากผู้ใดมาเพื่อชิง ขอให้เตรียมใจแลกด้วยสิ่งล้ำค่าที่สุด” เสียงผู้อาวุโสขรึมพลางมองทะลุหัวใจเขา
ตกค่ำ ศิขรินฝันเห็นสายฟ้าแลบและเสียงน้ำตากู่ร้อง เขาตื่นขึ้นด้วยหัวใจพองโตว่าแสงนั้นผูกพันกับความเสียสละและความรัก ไม่ใช่แค่การยื้อยุดเพื่อประโยชน์ตน
เมื่อฟ้าสาง เขาเดินกลับธารน้ำ หยุดยืนตรงหน้าอามารินทร์ ก้มศีรษะยอมรับ “ข้าไม่ขอเอาเปรียบท่าน ข้าขอแบ่งเพียงที่จำเป็น และข้าสัญญาจะดูแลและรักษาสายน้ำนี้ไม่ให้ใครล่วงละเมิด” น้ำเสียงหนักแน่นอย่างที่เขาไม่เคยพูดออกมาได้มาก่อน
อามารินทร์มองจ้องอยู่นาน ก่อนนำน้ำประกายเพียงหยดเดียวมาแตะหลังมือศิขริน ทันใดนั้น กระแสไฟค่อย ๆ หลั่งไหลลงร่างเหมือนฝัน เขารู้สึกอุ่นวาบและภาพแม่โอบกอดผ่านเข้ามา รอยขีดสีดำที่อกแม่ค่อย ๆ จางหาย เมื่อศิขรินกลับถึงเมือง เขาบอกทุกคนว่าไม่ควรแย่งชิงแสงจากหุบเขา หากต้องร่วมมือดูแลโลกใบนี้
นับแต่นั้น ศิขรินกลายเป็นสะพานเชื่อมใจมนุษย์กับสายน้ำและสัตว์วิเศษ เขาสอนเด็ก ๆ ในเมืองฟ้าและชาวหมู่บ้านแห่งป่าเรืองแสงให้รู้คุณและแบ่งปัน มิตรภาพใหม่ ๆ เบ่งบานบนพื้นโลกและกลุ่มดาว ฉายแสงแห่งการเติบโต กตัญญู และความอ่อนโยน
คืนสุดท้ายก่อนจากลา ศิขรินยืนริมธารเรืองแสง อามารินทร์ทอดตาอำลา มันค่อย ๆ ละสายตาขึ้นฟ้า ดวงดาวพร่างพราวราวกับรับรู้ ศิขรินหันหลังกลับพร้อมหัวใจที่ไม่เหมือนเดิม เขาได้เรียนรู้ว่าความกล้าหาญไม่ได้หมายถึงการไร้ความกลัว แต่คือการกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องเสียสละสิ่งสำคัญที่สุด
เมื่อใดที่แสงในหุบเขาแห่งดวงดาวยังเปล่งประกาย มนุษย์กับสัตว์วิเศษก็จะอยู่ร่วมกันในสมดุลอันเปี่ยมด้วยความรัก… เสมอไป