ตำนานแห่งแสงเสียงเหนือท้องฟ้านิรันดร์
เหนือท้องฟ้าที่สูงกว่าปุยเมฆทั้งปวง ที่ซึ่งลมไม่เคยหยุดและแสงสายรุ้งเต้นระบำดั่งบทเพลงโบราณ เมืองลอยฟ้า ‘อุนาสือ’ ล่องลอยอย่างเงียบเชียบกลางท้องนภา ผู้คนในเมืองเล่าขานกันว่าที่นี่แหละคือหนทางเดียวสู่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของชีวิตโลกา บนระเบียงกระจกขอบเมือง เนเซย์ เด็กชายวัยสิบสามปีนั่งแกว่งขา สองมือกำลูกแก้วใสแน่น ใบหน้าเลอะละอองฝุ่นสีเงินที่ลอยค้างในอากาศ ใจเขาหวิวหวาดกับความเวิ้งว้างเบื้องล่างเช่นทุกครั้ง ทว่า สายตาไม่อาจละจากแสงเหนือที่พร่างพราวไกลโพ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงกระซิบของสายลม และเสียงปีกบางของสัตว์วิเศษวาดโค้งมาใกล้ เนเซย์เงยหน้ามอง ‘อาเรียส’ สัตว์วิเศษผู้มีร่างคล้ายกวางโปร่งแต่ปีกกว้างดั่งผีเสื้อเรืองแสง ดวงตากลมโตเปล่งแสงสีคราม อาเรียสบินมาเกยปลายเท้าเนเซย์ เลียหยดน้ำแข็งเล็กบนแก้มเขา หางโปร่งใสกวัดรอบขาเด็กชาย
เนเซย์ยิ้มจาง ๆ ส่งเสียงทักเบา ๆ “เจ้าไม่กลัวสูงเหรออาเรียส?”
อาเรียสสั่นหัว ปีกแตะขนนกของตัวเอง เสียงใสราวคลื่น “เรากลัวเหงา… มากกว่ากลัวตกลงไปข้างล่างเสียอีก”
ฟ้าสีเงินสว่างวาบ เหนืออุนาสือเกิดแสงเฉดใหม่ที่ไม่มีใครเคยเห็น ตำนานกล่าวไว้ เมื่อนภาทอแสงที่ไม่มีใครร่วมฝัน เหตุบางอย่างจะเปลี่ยนคนและเมืองไปตลอดกาล
เสียงระฆังหอคอยไร้เงากังวานแทรกเมฆ ผู้เฒ่าแห่งสภาเรียกผู้อยู่อาศัยทุกคนมารวมกัน ใบหน้าทุกคนเปี่ยมด้วยความกังวล และริ้วรอยฝันร้าย เนเซย์เดินคู่อาเรียส ประคองลูกแก้วใสจากยายของเขา ซึ่งกล่าวว่านี่คือลูกแก้วที่เก็บเสียงกระซิบสุดท้ายของเมือง
ผู้เฒ่ากล่าวด้วยเสียงสั่นสะท้าน “คืนแสงไร้เงาคืนนี้ ถ้าเราไม่เจอบทเพลงนิรันดร์ของลม เมืองจะตกจากฟ้า และสูญสลายไปกับสายหมอกพื้นโลก”
เนเซย์ตาโตกังวล ขณะที่เสียงคนหนุ่มสาวโบกมือหยอกล้อกันด้วยความหวาดหวั่น “จะหาเพลงนิรันดร์เจอได้ยังไงในเมืองที่ไม่มีใครร้องเพลงนี้มานานนัก”
เนเซย์อยากถาม แต่เขากลัวเสียงของตัวเองอ่อนแอกว่าลม เขายืนก้มหน้ากระซิบให้อาเรียสฟัง “บางที…เราอาจต้องมองหามันนอกเมือง”
อาเรียสพยักหน้า นัยน์ตานั้นแฝงความกลัวลึก ๆ ที่เนเซย์ร่วมรู้สึกได้ สัตว์วิเศษสั่นปีกเป็นประกาย เบาเหมือนควันฝัน เนเซย์คว้าแขนสัตว์วิเศษแน่น พลางเอื้อมมือจับลูกแก้ว เขาตัดสินใจว่าคืนนี้เขาจะออกนอกเขตเมืองเพื่อค้นหาคำตอบ
พระจันทร์ขึ้นเหนือยอดหอคอยไร้เงา ถนนสายแก้วของอุนาสือทอดยาวผ่านสวนลอย และริมหน้าผาที่ลมแรง เนเซย์เดินในชุดคลุมบาง มือซุกกระเป๋าแน่น ข้างกายมีแสงวาวไล่ตามเงาเขา กับอาเรียสที่ยืนระวังภัยตลอดทาง
เสียงกระซิบในความเงียบ เหมือนแว่วเพลงเด็กกล่อมเมือง เขาหยุดฟัง หัวใจเต้นจนผิวหนังสั่น เขาได้ยินเสียงประกายเล็ก กระทบแก้วใสในมือ เปรียบดังจังหวะโบราณที่ไม่เคยเลือนรางจากความทรงจำของโลก
รอบตัวค่อยโปร่งสว่าง ม่านหมอกสีรุ้งเบ่งบานคล้ายสวนดอกไม้ลอยได้ อาเรียสมองไปรอบ ๆ สะบัดปีกไล่ฝุ่นเวทมนตร์ ทันใด เสียงขับร้องเบาสุดในเงาหมอกดังขึ้น
เนเซย์กระชับลูกแก้วในมือ วิ่งตามเสียงร้อง มือเหงื่อแตก ลมหายใจขาด ๆ หาย ๆ ก้าวขาไปจนถึงขอบเมืองที่ไม่มีใครเคยย่ำ เห็นซากหอคอยไร้เงาเก่าแก่ คราบสนิมปกคลุมและพริ้วไอฝุ่นปะปนหิมะสายรุ้ง
ตรงกลางซากหอคอย มีเงา GREZITA สัตว์แปลกตาขนาดเล็กคล้ายกระต่ายแต่มีเขาสองแฉกงู หูโค้งยาวถึงหลัง GREZITA ขับร้องเสียงแหบพร่า แสงสายรุ้งเต้นร่ายที่ขน GREZITA ทันทีที่มันเจออาเรียส ก็ใช้เขาจิ้มอากาศสร้างเสียงคดเคี้ยวเป็นรูปกลีบดอกไม้
เนเซย์กระซิบ “เสียงอะไรน่ะ?”
อาเรียสโน้มตัวฟัง “เป็นเสียงบทเพลงของตัว GREZITA—สัตว์ที่ตามตำนานเชื่อว่าร้องเฉพาะคืนแสงไร้เงา เพื่อเตือนใจผู้คนว่าฟ้าและดินยังเชื่อมโยงกันได้ ถ้าเสียงนี้หาย เมืองจะขาดสมดุล สูญหายจากท้องฟ้า”
เนเซย์หอบหายใจ รู้สึกกลัวแต่ใจอยากช่วย เขาเดินช้า ๆ เข้าไปใกล้ GREZITA กำลูกแก้วแน่น พยายามสบตากับสัตว์ป่าในตำนาน GREZITA มองมาตรง ๆ อย่างฉลาดลึก มันดีดเขาเบา ๆ ทำให้เสียงขลุกขลิกเหมือนเด็กหัวเราะในสายลม
ทันใดนั้น เมืองสั่นสะเทือน ลมหมุนแรงขับเสียงและม่านหมอกให้จางหาย GREZITA สะดุ้งวิ่งหนีไปแอบใต้หิน อาเรียสบอกให้เนเซย์ตามไปช่วยมันก่อนที่จะสายไป
เนเซย์ลังเล ใจเขาหวาดกลัวเหลือเกินกับซากหอคอยที่ไร้เงา เงาของเขาหายไปอย่างประหลาดเมื่อยืนอยู่ตรงนี้ เท้าทั้งสองรู้สึกเย็นเยียบ มือสั่นขณะพลิกลูกแก้วเข้าสู่ใจกลางหอคอย ความกลัวตกลงจากฟ้า เหมือนจะกลืนเขาทั้งร่าง
แต่เสียงหัวเราะแผ่วเบาของ GREZITA และอาเรียสที่เขย่าไหล่ด้วยเขาเบา ๆ ทำให้เนเซย์ฮึดใจ “ถ้าฉันไม่ช่วยเสียงนี้ เมืองเราจะไม่มีวันได้ยินเพลงลมอีก ไม่มีบ้านให้กลับ”
เนเซย์รวบรวมใจ กลั้นใจเดินต่อจนถึง GREZITA ที่ตัวสั่นด้วยความกลัว เขาค่อย ๆ ยื่นลูกแก้วเข้าไปใกล้ สะท้อนแสงสีเงินออกมาในวงกว้าง GREZITA ค่อย ๆ คลายหูกระต่ายลง สูดกลิ่นลูกแก้ว แล้วเอาหัวจิ้มเบา ๆ บนลูกแก้ว ทำให้เสียงก้องกังวานออกมาเป็นท่วงทำนองคร่ำครวญ
ทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่งชั่วขณะ เงาจาง ๆ ของเมืองโบราณโผล่ผ่านหมอกในลูกแก้ว เนเซย์รับรู้ถึงความหวาดกลัวของ GREZITA มาตลอด—มันกลัวเช่นเดียวกับเขา กลัวการหล่นจากฟ้า กลัวการสูญเสียบ้านเกิด มันจึงร้องเพลงให้เมืองฟังในทุกคืนแสงไร้เงา
เสียงเพลงดังแผ่ว แล้วยกสูงขึ้นพร้อมกับลมสายรุ้งที่โอบอุ้ม GREZITA และเนเซย์กับอาเรียส เมืองลอยฟ้าสั่นสะเทือนแล้วกลับมาสงบนิ่ง เงาของหอคอยไม่มีใครมองเห็นเหมือนเดิม หากแต่ในใจของเนเซย์กลับอบอุ่นกว่าเมื่อยามออกเดินทาง
เขาหันไปกอดอาเรียสและลูบหัว GREZITA ที่คลายความกลัวจนขนวาวมากขึ้น เนเซย์กล่าวเสียงเบาแต่มั่นคง “ฉันเข้าใจแล้ว บ้านหาได้ไม่ใช่ที่อยู่สูงสุด หรือต่ำสุด แต่คือที่ใจกล้าที่จะฟังเสียงกลัวของตนเอง แล้วกลายเสียงนั้นเป็นเพลงใหม่อีกคราว”
แฟลชสายฟ้าสาดส่อง ฟ้าสดใสฟื้น เหล่าคนในเมืองลอยฟ้าแหงนมองจากตรงนั้นอย่างปลอดภัย ไม่มีใครรู้จักความลับของซากหอคอยไร้เงา ไม่มีใครได้ยินเสียง GREZITA อีกนอกจากเนเซย์และอาเรียส แต่บทเพลงนิรันดร์ของลมกลายเป็นลำนำแห่งแสงเสียงเหนือท้องฟ้านิรันดร์
และในทุกคืนแสงไร้เงา คนเมืองลอยฟ้าจะหยุดฟังความเงียบ เหมือนรอฟังเด็กชายสักคนกลั่นกล้าความกลัวให้เปล่งเสียงใหม่ เพื่อบ้านและโลก ที่ลอยอยู่ระหว่างฟ้าและฝันชั่วนิรันดร์