ภูเขากระจกและเสียงร่ำไห้แห่งอีวา
แสงจันทร์คืนแรมห่มเงาทุ่งหญ้าสีเงินจนดีดประกายเหมือนละอองแก้วกลมเกลียว วิหคเปลือกผลึกบินฉวัดเฉวียนอยู่สูง ลำตัวใสเย็นเป็นประกายสะท้อนดาว วิบไหวกลางแมกไม้ใบแก้วที่งอกชูสู่ฟ้า วงล้อมขอบฟ้าสีหม่นเกือบดำกลางหมอกสิ้นเสียง มีเพียงภูเขากระจกโดดเด่นเหนือภูมิประเทศอันว่างเปล่า ยอดสูงเสียดไม่มีควัน ไม่มีรอยตีนใคร ทว่ากลางค่ำเงียบงันที่ภูกระจก ผู้ใดเดินผ่านมา ล้วนได้ยินเสียงร้องสะอื้นเบาบางลอดลู่ลมเย็น เปรียบเหมือนคำสาปโบราณ และไร้ผู้ใดยืนอยู่บนยอดเขานั้นได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เจ็บไหมถ้าเธอต้องปีนไป?” เด็กหญิงนามอีวาพูดกับตนเอง ขณะซ่อนตัวอยู่ใต้เงาไม้แก้ว เม็ดน้ำตาแอบตกในมือเล็ก “แม่ก็เคยบอกว่ามันกัดกร่อนหัวใจ” ประโยคก้องหลอน เมื่อเธอมองภูเขาห่างไกล เคยมีแม่อยู่เคียงข้าง ทว่าแต่บัดนี้ เหลือเพียงตะกร้ากระจกรูปดอกมะนาวที่แม่เคยมอบไว้เป็นที่ระลึก
เสียงกระซิบในลมหยอกล้อ เสียงใบไม้กระทบกันเบา ๆ อีวามองเห็นบางสิ่งเรืองแสงอยู่ริมกอหญ้า สัตว์วิเศษที่ผู้คนเล่าว่าซ่อนอยู่เฉพาะในคืนที่โลกอ่อนล้า “มิลาศี” คือชื่อเรียกสัตว์ตัวนี้ คล้ายลูกกวางลำตัวโปร่งสะท้อนเงา ตาสีแสดอมส้ม มันชอบกินหยาดน้ำตาเท่านั้น และเสียงดนตรีทำให้มันหลับฝันดี
อีวาหยิบขลุ่ยไม้แก้วที่แม่เคยสานไว้มาเป่าช้า ๆ ท่วงทำนองล่องลอย มิลาศีเดินมาหาอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันฟังแล้วนั่งลง อีวาเอื้อมมือหนึ่งไปลูบขนแก้ว สัมผัสอุ่นขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เธอปล่อยน้ำตาหนึ่งหยดบนหน้าผากมัน เห็นแสงสีรุ้งกระจายเหมือนฟองสบู่ มิลาศียิ้ม ก่อนจะเอียงหัวขึ้นไปมองภูเขากระจกแล้วพูดด้วยภาษาที่เหมือนเสียงธารน้ำ “หากเธอจะปีน มิต้องกลัว แต่หัวใจเธอต้องเบาเหมือนม่านหมอก มิใช่หินถ่วงเศร้า”
อีวาหยุดฟัง “ทำอย่างไรหัวใจถึงเบาได้?”
“ให้อภัยตัวเองกับผู้ที่จากไป” มิลาศีพูดแล้วยกขาสามข้างขึ้น เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ละอองน้ำตาที่มันเลียไปจากดิน เหมือนส่งพลังบางอย่างให้เธอ อีวาก้มมองตะกร้ากระจกในมือ กำไว้อย่างลังเล แล้วหันไปยังทางขึ้นภูเขา
ขั้นแรกของภูเขากระจกเป็นเหมือนบันไดไม่มีตัวตน เวลาวางเท้า จะรู้สึกเย็นเฉียบเสียดแทงวิญญาณ ระหว่างเงาจันทร์ อีวาเดินช้า ๆ แต่ไม่หลบสายตาวิหคเปลือกผลึกที่บินอ้อมยอด มันพูดว่า “เจ้าเป็นคนนอก ทนเสียงกระจกเวทมนตร์ได้หรือ?” เสียงปีกบางเฉียบและแหลมคล้ายเพลงเศร้าในลมหายใจ
อีวาก้าวอีกครั้ง ทันใดเกิดเสียงแตกร้าวจากเบื้องล่าง รอยร้าวเรืองแสงแพร่ขึ้นไปบนผิวภูเขา เธอตกใจจนเกือบปล่อยตะกร้า “อย่ากลัว” เสียงแม่ในใจเธอยังคงอยู่ “หากกลัว เจ้าจะตกกระจกที่แตก”
อีวาหายใจลึก เดินไปข้างหน้าต่อ รอยร้าวค่อย ๆ หายเมื่อเธอก้าวด้วยความตั้งใจ มิใช่กลัว ทุกฝีก้าวเหมือนหัวใจค่อยแปรเปลี่ยน เย็นชาในอกเริ่มละลายกลายเป็นไอโปร่งเบา
ครึ่งทางเสียงร้องสะอื้นที่เธอเคยได้ยินแต่ไกลกลับดังชัดขึ้น เหมือนมาจากข้างในภูเขา มากกว่ายอดเขา อีวาหยุด ย่อตัวลง แตะหูฟังเสียงต้นกำเนิด เสียงร้องนั้น…เหมือนเป็นเสียงของตนเองในคืนสูญเสียแม่ เธอพูดออกมา “นั่นเสียงฉันใช่ไหม?”
สายลมแรงกล้าเหมือนกรีดร้องกับเงาของอดีต กลางหมอก มีร่างโปร่งใสผู้หนึ่งลอยลงมา ละม้ายกับแม่ของเธอแต่ดูเปราะบาง อีวาร้องไห้ออกมา เป็นการร้องไห้ที่แท้จริง ไม่ใช่เพราะความกลัวภูเขา แต่เพราะคิดถึงกอดของแม่เหลือเกิน
วิหคเปลือกผลึกพากันมาโอบรอบ ทั้งร้องเพลงกล่อม อีวาสะอื้นในความมืด “ทำไมแม่ถึงทิ้งฉันไว้คนเดียว?”
เงาแม่เอื้อมมือมาแตะหัวเธอ “ลูกไม่ได้ถูกทิ้ง โลกนี้หมุนเวียน แม่อยู่ในเสียงหัวเราะ ในไอหมอก ในเสียงลม”
อีวารู้สึกถึงกลิ่นไอของบ้านครั้งเก่า รอยยิ้มของแม่ ทุกย่างก้าวบนภูเขากระจกเป็นเสมือนการยอมรับ เธอให้อภัยแม่ ทั้งยังให้อภัยหัวใจตัวเองที่ยึดมั่นอยู่กับความเศร้ามานาน
ทันใดแสงสว่างจ้าจากยอดภูเขาทำให้ม่านหมอกกระจายเหลือแต่ฟ้ากว้างสีฟ้าอ่อนๆ อีวาเหยียบถึงยอดกระจกโดยไม่รู้ตัว ยอดเขาแห่งนี้ไม่มีสมบัติ ไม่มีเวทมนตร์บรรลุใด ๆ มีเพียงทัศนียภาพอันแสนสงบ เบื้องล่างเหนือนภากว้าง มองเห็นทั้งทะเลสีเงิน ป่าใบแก้ว เมืองเล็ก ๆ ริมขอบป่า
เสียงมิลาศีกระซิบ “หัวใจเจ้าเบาแล้ว เจ้าผ่านบททดสอบ”
อีวาหยิบตะกร้ากระจกขึ้นไปวางบนผิวเขา เงาสะท้อนเป็นภาพแม่กับเธอจับมือกัน เธอกระซิบ “ลาก่อน” หมอกขาวไหลลงจากฟ้าเปลี่ยนกระจกเป็นประกายรุ้ง
มิลาศีและวิหคเปลือกผลึกร้องเพลงแห่งการเริ่มใหม่ เม็ดน้ำตาเมตตาสาดส่องโลกทั้งใบ ผู้คนตรงเชิงเขาในหมู่บ้านเล็กต่างฝันดีคืนนั้น และเสียงร่ำไห้ที่เคยก้องหายไปจากหุบเขากระจก
รุ่งสาง อีวาเดินลงจากยอดเขา แสงอ่อนแรกแตะบนผม เธอรู้สึกเบาอย่างที่ไม่เคย รอยยิ้มบางล้อแสงใหม่ในดวงตา เธอกลับหมู่บ้าน มิลาศีเดินขนาบข้าง เสียงขลุ่ยไม้แก้วแว่วก้องกลางป่าใบแก้ว เมื่อคืนที่ภูเขากระจกกลายเป็นตำนานใหม่ในหัวใจของเธอ
แต่ทุกคนในหมู่บ้านรู้ ไม่มีใครปีนถึงยอดภูเขา พวกเขามักพูดกันว่า หากคืนเดือนดับแล้วเสียงร่ำไห้แห่งภูเขากระจกสงบลง แปลว่ามีใครคนหนึ่งได้ให้อภัยกับอดีตของตัวเอง และโลกทั้งใบจะเบาขึ้นอีกครั้งเหมือนหมอกบางที่ขับไล่ความเศร้า