ตำนานแห่งไฮซาเรนและเกล็ดฟ้าเพรียกฝน
เหนือพื้นพิภพที่ผู้คนไม่อาจสัมผัส กลุ่มเมฆสีเงินหนานุ่มไหลล่องเรียงเป็นเกาะแก่งยิ่งใหญ่ หากเงยหน้าพ้นม่านหมอก จะพบดินแดนไฮซาเรน อาณาจักรที่ยืนหยัดอยู่เหนือเมฆมานานแสนนาน ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตบนหลังขุนเขาเมฆและสะพานลมทอง มีความเชื่อว่าสายลมแต่ละกระแสมีเสียงเล่าเรื่องราวโลกเก่าแก่ ทุกค่ำคืนจะมีฝูงโซรินต์บินสร้างระฆังลมเหนือเวิ้งฟ้า สะท้อนเสียงหัวใจของทุกบ้านในอาณาจักร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แต่เมื่อบทแรกของเรื่องราวถูกกล่าวถึง ต้องเริ่มด้วยเสียงเพลงแห้งผาก ไร้ฝน จุดเริ่มต้นของตำนานสืบต่อกันมา ณ หอคอยแก้วสำคัญ ใจกลางนครเมฆา มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่มุมเงียบ เขาชื่อไฮซาเรน ผู้มีดวงตาสีเทาควันไฟผสานสายลม
ไฮซาเรนไม่เหมือนใคร เขาเกลียดสายลมกล้าหาญ เขากลัวการลอยตัว ถึงแม้จะเกิดในอาณาจักรที่ทุกคนสืบทอดวิชาขี่ลมเวทมนตร์ ทว่าเมื่อเขายื่นหน้าออกนอกหน้าต่าง ทุกครั้งเขาจะตัวสั่น หัวใจเต้นแรง เขาทำได้แค่นั่งฟังเพลงลมห่างๆ ใจหนึ่งก็อิจฉาผู้อื่น แต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะออกไปกลิ้งเล่นบนเมฆ
เสียงแม่ตะโกนตามว่า ฝนจะตกไหมปีนี้? ไฮซาเรนได้แต่เงียบ ทาสีเปลือกเมฆบางรับแสงพระอาทิตย์ รอยยิ้มของแม่ล้าแรงเหมือนขาดหวัง จากนั้นทุกเย็น ไฮซาเรนเห็นพี่น้องออกไปแกะเมฆเรียกฝนด้วยพิธีเก่าแก่อย่างเชื่อมั่น ปีแล้วปีเล่า ท้องฟ้าไม่หลั่งสายฝนเม็ดเดียว อาณาจักรบนเมฆค่อยๆ แล้งไร้น้ำ เส้นทางลมเริ่มขาดสะบั้น ผิวแก้วเมืองร้าวแตก
คืนหนึ่ง ขณะดวงจันทร์แขวนเหนือยอดเมฆ ไฮซาเรนเห็นบางอย่างแวร์วาวร่วงสู่หุบเมฆทรงสูง ฝูงโซรินต์บินวนร้องเสียงหลง เขาตื่นกลัวจนขยับไม่ได้ ทั้งหวาดเสียวทั้งอยากรู้ ทอดตามองแสงนั้นจนลับ
รุ่งเช้า พ่อเล่าให้ฟังถึงดินแดนเกล็ดฟ้าเพรียกฝน ตำนานโบราณกล่าวว่าผู้ครอบครองเกล็ดฟ้านั้น จะสามารถเรียกฝนแรกได้ แต่ผู้ใดที่หวังครอบครองมันเพื่อตัวเอง ฝนจะเปลี่ยนเป็นสายฟ้าทำลายโลก พ่อชายตาเศร้า พูดเบาๆ ว่าเคยมีวีรชนออกเดินทาง ทว่าทุกคนหายไปในทะเลหมอกไม่มีใครกลับมา
คืนนั้นเมฆทั้งเกาะไร้เสียงระฆังลม ไฮซาเรนตัดสินใจบางอย่าง ทั้งกลัวแต่ก็อดไม่ได้จะลอง กุมผ้าคาดหัวของแม่แน่น ก่อนแอบลัดเลาะออกจากบ้าน มุ่งหน้าฝ่าระเบียงแก้ว เป้าหมายคือขอบหุบเมฆที่เคยเห็นประกายลึกลับเมื่อคืน
อากาศหนาวเย็น ก้อนเมฆเปียกลื่น ไฮซาเรนก้าวข้ามซากขอบเมฆที่เปราะจนแทบแตก ร่างสั่นไหวแต่หัวใจเริ่มอุ่นเล็กน้อย แสงจันทร์ส่องพาดทางเดินสั้นๆ ไปถึงยอดหุบเมฆ ที่นั่น มีสัตว์ประหลาดที่ไม่มีคำเล่าขานใดบรรยาย ร่างโปร่งแสง หัวคล้ายระฆัง มือสั้นคล้ายปีก ถูกเรียกว่า ‘รินอลอส’
รินอลอสกำลังอบเกล็ดฟ้าก้อนหนึ่ง สัตว์วิเศษนี้ใช้เสียงขับร้องละมุนเป็นวงกลม ไฮซาเรนคิดจะถอยหนี แต่รินอลอสผินหน้ามาพูดกับเขาด้วยเสียงแผ่ว “อยากเรียกฝนไหม…แต่ใจยังกลัวลมอยู่รึ?”
ไฮซาเรนไม่กล้าตอบ รินอลอสหัวเราะเบา “ผู้ที่กลัวลมมากที่สุด คือผู้ที่ได้ยินเสียงซ่อนเร้นมากที่สุด ผู้ที่กลัวสิ่งหนึ่ง มักมองเห็นอีกแง่มุมของมัน”
เสียงเพลงเวทมนตร์ดังขึ้น รินอลอสโยนเกล็ดฟ้าขึ้นฟ้า กลายเป็นหมอกละเอียดเวียนรอบไฮซาเรน ร่างของเขาหนาวและชุ่มน้ำตาในใจ ไม่ใช่ความกลัว แต่คือความหวังตั้งต้น รินอลอสพูดอีกว่า “หน้าที่ของเจ้าคือเดินทางข้ามเกาะเมฆ ไปถึงวังคริสตัลแล้ววางเกล็ดฟ้าที่นั่น หากทำสำเร็จ ฝนจะหวนมา แต่ห้ามใช้เกล็ดนี้โดยเห็นแก่ตนเอง มิฉะนั้นจะเป็นหายนะ”
ไฮซาเรนก้าวออกเดินทาง ท่ามกลางความกลัวสายลมแต่ใจหนักแน่น เขาพบกับฝูงโซรินต์พเนจร พวกมันร้องเสียงใสพร้อมพัดพาความทรงจำ เขามองดูพวกมันเล่นสนุกกับสายลมและเริ่มเปิดใจว่าบางทีลมอาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
ทางผ่านนำไปสู่เกาะเมฆซ้อนทับ ที่นั่นมี ‘อีวานา’ สาวผู้ควบคุมเครื่องดนตรีสายลม เธอหัวเราะเสียงดัง สอนให้ไฮซาเรนสร้างเพลงจากสัญชาตญาณ ไม่ใช่ความกลัว เธอพาเขาโดดข้ามเมฆ เผยเส้นทางลับราวกับเติบโตมาบนนั้น เขาเริ่มรู้สึกว่าความกลัวเมื่อแบ่งปันกับใครสักคน ค่อยๆ จางลงทีละน้อย
เขาเดินทางต่อผ่านป่าคริสตัลเมฆ มวลเมฆกลายเป็นใบไม้ใสประดับแสงดาว ด้านในมี ‘เมกาจิน’ สัตว์พิกลรูปร่างคล้ายหิ่งห้อยผสมน้ำค้าง มันพูดได้เพียงถ้อยคำสั้นๆ “รัก – กล้า – จาง – แตก” เมกาจินบินวนรอบไฮซาเรนเมื่อเขาเข้าไปใกล้ แล้วทิ้งประกายแสงส่องทาง มือเขาอุ่นขึ้นผิดคาด
แต่ทันใด กลุ่มเมฆสีดำก่อตัวแน่น เมฆสายฟ้า – ‘กลูด์รอส’ ปรากฏตัวยักษ์ดำทะมึน ผลุบผลับเปลี่ยนรูปร่าง มันคำรามเสียงฟ้าคลั่ง ขนฟูเหมือนฝนกรด กลูด์รอสบอกว่าไฮซาเรนไม่มีทางถึงวังคริสตัลหากไม่มีหัวใจของผู้กล้า
กลูด์รอสพยายามข่มขู่ให้แย่งเกล็ดฟ้ามาเพื่อมันเอง ไฮซาเรนสั่นแต่กอดเกล็ดฟ้าไว้แน่น บอกกลับอย่างไม่มั่นใจนักว่า เขาจะไม่ล้มเลิกไม่ว่าสายลมและฟ้าจะน่ากลัวเพียงไหน กลูด์รอสหัวเราะ กายกลายเป็นหมอกดำหายไป
เขาเริ่มเหนื่อยและหวาดกลัวกว่าเดิม ลมแรงขึ้นทุกขณะ ขณะพักกลางระหว่างสะพานลม ไฮซาเรนมองผ่านรอยร้าวบนเมฆ เห็นเงาของตนไหลเวียนอยู่ใต้แผ่นเมฆนั้น เหมือนเสียงในใจดังว่า “ถ้าเจ้าคือผู้กลัวที่สุด เจ้าอาจเป็นผู้แกร่งที่สุดได้เช่นกัน”
เขาฝันเห็นภาพเมืองแล้งแตกแรง แม่และน้องนั่งรอฝนริมผา เสียงพูดแผ่วๆ ว่า ‘จงเรียนรู้จากลมที่กลัว’ ไฮซาเรนตื่นขึ้น น้ำตานองหน้า ตัดสินใจไม่ถอยหลัง ยืนขึ้นแม้ยังกลัว
ฝ่าหมอกหนาเจอสวนในเมฆ ที่นั่น ‘ฟูรา’ สิ่งมีชีวิตคล้ายผีเสื้อเมฆแต่ดวงตามีเปลวไฟสีฟ้า ฟูราล่องลอย วางตัวบนไหล่คนได้ ฟูราถามไฮซาเรน “หากเจ้าต้องเลือก ระหว่างชนะแห่งความกลัว หรือความสูญเสีย เจ้าจะเลือกสิ่งใด” ไฮซาเรนนิ่งคิด ตอบว่า “ขอให้ฉันไม่ละทิ้งใครแม้กลัว หากฉันหนี ฉันก็เสียทุกอย่าง” ฟูราพึมพำ “งั้นเจ้าผ่านบททดสอบ” ผละบินวาดลวดลายแสงบนอากาศเป็นตราสัญลักษณ์พาเขาผ่านม่านหมอก
เขามาถึงหอวังคริสตัล ถนนโปร่งใส ล้อมด้วยเสาเมฆสูงเสียดฟ้า วังเวียนเสียงเพลงลมหวน ทว่าเมฆดำที่กลูด์รอสปล่อยตามหลังมา กำลังกลืนกินวังทีละน้อย ไฮซาเรนวิ่งเข้าสู่วัง ท่ามกลางแรงลมที่แทบยืนไม่อยู่
กลางโถงแก้ววังคริสตัล เขาวางเกล็ดฟ้าเหนือแท่นศิลาศักดิ์สิทธิ์ ทันใดเสียงดังเปรี้ยง เงากลูด์รอสปรากฏกลางห้องคำราม มันเอื้อมควันเมฆคว้าเกล็ดฟ้าไฮซาเรนไว้แน่น มันถามเขาว่า “เจ้าไม่เสียดาย ความกลัวของเจ้าหรือ?”
ไฮซาเรนน้ำตาไหลพราก ตอบทั้งเสียงสั่นว่า “ความกลัวนั่นล่ะคือสิ่งที่ทำให้ข้าอยากปกป้อง ทุกลมหายใจ ทุกเสียงระฆัง ทุกเมฆ ทุกหัวใจ” เกล็ดฟ้าเปล่งแสงขึ้น กลูด์รอสถูกไล่ร่องกลืนหาย ไคลแมกซ์แห่งขณะนั้น ฝนโปรยปรายลงเหนือวังคริสตัลเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี
กระแสฝนลอยข้ามสะพานลมไหลกลับบ้านเมือง ฝูงโซรินต์บินร้องเพลงฉลอง ผู้คนในอาณาจักรโห่ร้อง ไฮซาเรนเข่าอ่อนกลางสายฝน รอยยิ้มแม่กว้างที่สุดในชีวิต น้องวิ่งมากอดเขาแน่น ไม่ต้องมีใครพูดอะไร ทุกเสียงลมหวนกลายเป็นสายฝนแห่งความหวัง
ไฮซาเรนไม่ได้กลัวสายลมอีกต่อไป เขากลับมาหอคอยแก้วทุกค่ำคืน ฟังเสียงระฆังลม พร้อมมองท้องฟ้าอย่างมั่นคง ชาวไฮซาเรนต่างเล่าขานเรื่องราวของชายหนุ่มที่ก้าวข้ามความกลัว เพื่อคืนฝนให้แก่ดินแดนเหนือเมฆ และตำนานเพลงฝนของเขาก็ไหลเวียนในสายลมตราบทุกห้วงกาลนาน