รอยแสงเกาะเหนือเมฆ
ม่านเมฆกว้างใหญ่ทอดตัวเหนือหัว อินตรายืนอยู่ปลายหน้าผา ด้านหน้าคือขอบเกาะอลูรอัสซึ่งลอยนิ่งเหนือมหาสมุทรขาว เมื่อแสงรุ่งอรุณแรกซึมเข้าสู่กลุ่มเมฆ เกาะทั้งเกาะกลับเปล่งประกายสีเงิน สะท้อนแสงหลากสีปะทะม่านฟ้าหม่น สิ่งมีชีวิตประหลาดบินผ่านตรงหน้า – ปักษาวาววารี ลำตัวโปร่งแสง คล้ายมีละอองแสงวิบวับระยับตลอดร่าง อินตรายืนตะลึง ขณะที่สายลมเย็นปลิวผ่านซอกหิน เสียงคลื่นอากาศกระทบผิวโลกเบาบาง ราวกับเวลาชะลอตัวชั่วขณะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขาหลับตา สูดกลิ่นอากาศบริสุทธิ์ของเช้าตรู่ ก่อนหันกลับรับคำร้องขอของผู้เฒ่าแห่งหมู่บ้าน ยามเกาะนี้เริ่มสูญเสียแสงพราวพร่างลงทุกขณะ ว่ากันว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “อัศศิรา” บัดนี้เข้าสู่การหลับใหลยาวนาน เฉกเช่นเดียวกับปัญหาในใจอินตราที่เขาไม่กล้าเผชิญหน้า – ความกลัวการสูญเสียผู้เป็นที่รัก ความหวาดกลัวความล้มเหลวที่ติดตรึงในใจ
เสียงกระแสลมแผ่วเบา ผสานเสียงหัวเราะของเด็กน้อยที่วิ่งข้ามทุ่งหญ้าเรืองแสงไปมา อินตรากระชับกระเป๋าผ้าของตนแน่น เขาตั้งใจแน่วแน่จะออกเดินทางตามหาอัศศิรา เพราะความเชื่อนั้น – หากไม่คืนสมดุลแสง เกาะลอยฟ้าทั้งผืนจะค่อยๆ มืดดับลงอย่างช้าๆ และครั้งนั้น เขาจะต้องสูญเสียทุกอย่างจริงๆ
เมื่อเท้าก้าวผ่านรอยต่อของป่าอำพันกลีบบัว สีที่เห็นไม่ใช่สีเขียว หากแต่เป็นครามและทอง เคลือบด้วยละอองเวทมนตร์ที่จับตัวบางเบา ตัวอินตรากระทบสะเก็ดแสงนั้นเป็นประกาย กระรอกหูแหลมสีฟ้าร้องเสียงแหลมวิ่งโผเข้าพุ่มไม้ เขายิ้มจาง ขณะก้มเก็บใบไม้ประหลาดซึ่งสั่นระริกเพียงแค่ลมหายใจสัมผัส
สัตว์วิเศษปรากฏตัวโดยไร้เงา มันคือ ‘ชัณฑร’ สิ่งมีชีวิตแห่งเมฆา รูปร่างคล้ายแมวป่าแต่ร่างกายประกอบด้วยละอองเงาทรงกลม สีดำสนิทแซมแสงประกายเขียวอมฟ้า ดวงตาสองข้างเปล่งแสงอ่อน “เจ้าเป็นใคร?” อินตราสะดุ้ง มองมันนิ่งขณะใจเต้นโครมคราม ชัณฑรเหลือบตามองพลางเปิดปากช้าๆ “เจ้าค้นหาสิ่งใดในแดนเรืองแสงนี้ อินตรา?”
เขาตอบสั้นเสียงแผ่ว “ข้าตามหาอัศศิรา …เพราะข้าต้องการเก็บแสงไว้ ไม่ให้ต้องสูญเสีย” สิ้นคำ ชัณฑรพยักหน้าช้าๆ “ถ้าเช่นนั้น เจ้ายินดีแลกสิ่งใดเพื่อความปรารถนานั้น?” น้ำเสียงมันแทรกเงื่อนงำ อินตราลังเล ดวงตาส่ายไปมา “ข้าไม่รู้…” ความไม่แน่ใจเปล่งเสียงออกมาตรงๆ “ข้าแค่ไม่อยากสูญเสีย…แต่ข้าก็กลัวจะสูญเสียตัวเอง หากต้องแลกมากเกินไป”
ชัณฑรยันกายยืดตัว “พอจะเพียงพอเป็นเพื่อนร่วมทางไหม?” อินตราหันมาเจอมันยิ้มแบบที่คนทั่วไปจะรับรู้อายแฝงอยู่ข้างใน แม้รูปทรงจะไม่เหมือนมนุษย์ก็ตาม “ถ้าเจ้าต้องเดินทางไกล …จงมีใครสักคนคอยเตือนว่าธรรมชาติคือการเปลี่ยนแปลง การสูญเสียคือบทเรียน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัวตลอดไป”
ก้าวแรกของการเดินทางเริ่มขึ้น ชัณฑรกระโจนล่วงหน้า อินตราวิ่งตาม เขุ่นคลุ้งเคล้ากลิ่นตะไคร้จากทุ่งหญ้าเรืองแสง สองเท้าย่ำบนหญ้าครามใต้ท้องฟ้าสีครามเข้ม เกาะเหนือเมฆเปล่งรัศมีอบอุ่นแต่ริบหรี่ราวกับเตือนถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา
ทางเดินสู่หอคอยไร้เงาขึ้นสูงเหนือเนินป่า ว่ากันว่าในนั้นสะท้อนแค่ความจริง ของที่ผู้ไปถึงหวาดกลัวที่สุด ประตูหอคอยสร้างจากหินวาวแววราวแก้ว ไม่มีแสงส่องผ่าน ภาพสะท้อนหน้าประตูไม่ใช่อินตราในวันนี้ แต่คืออินตราในความทรงจำ – เด็กชายตัวเล็กที่เอาแต่ร้องไห้ธรรมดา แม่กอดไว้อย่างเข้มแข็ง และพ่อผู้จากไปในวันที่เกาะลอยฟ้าแสงหมดเมื่อสิบปีก่อน
อินตราไม่กล้าก้าวเข้าสู่หอคอย ความกลัวยึดเกาะทุกอณูใจ ชัณฑรนั่งลงข้างๆ “ไม่มีใครมองผ่านภาพสะท้อนนั้นได้ง่ายๆ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องหนี” อินตรานิ่งงัน ยอมก้าวเข้าไปทีละน้อย เผชิญหน้ากับฝุ่นละอองและเงามืดแห่งใจตัวเอง
ฉับพลัน ภายในหอคอยมืดมิดปรากฏแสงจ้าที่ทำให้ต้องหลับตา ชายชราผมขาวยาว แต่งชุดพรางกลืนไปกับผนังโผล่เข้าสู่สายตา “ข้าคือเงาเก่าแห่งแสงนี้” เขากล่าวอย่างหนักแน่น “เจ้าต้องรู้ว่าแสงแท้จริง อยู่ในใจ มิใช่ถูกผูกด้วยเวทมนตร์” อินตราอ้ำอึ้งก่อนโค้งศีรษะให้ถ่อมตน
เมื่อออกจากหอคอย อินตรารู้สึกเบาขึ้นลึกๆ ชัณฑรพูดแซว “หากเจ้าจะร้องไห้ บางทีฝนจะตกเป็นสายรุ้งอีกครั้งก็ได้” ทั้งสองเดินมุ่งหน้าสู่แม่น้ำแห่งความทรงจำ เส้นทางขอบฟ้านั้นคลุมด้วยไอน้ำระยิบระยับ ดอกไม้คล้ายหยาดน้ำค้างลอยเบาๆ อยู่เหนือผิวน้ำ แม่น้ำนั้นกระซิบเสียงจาง
“เจ้ากลัวอะไร” อินตราสะดุ้ง เสียงจากน้ำดังขึ้น “ข้ากลัวการสูญเสียอีกครั้ง” อินตราตอบตามตรง ร่างเงาบนผิวน้ำสั่นระริก แม่น้ำเอ่ยต่อ “เจ้าผ่านความเจ็บปวดมาแล้ว จงยอมรับมัน แล้วเจ้าจะผ่านไปสู่แสงใหม่”
การเดินทางพาอินตราและชัณฑรข้ามหุบเขาแห่งดวงดาว สายลมกลางคืนหอบเศษฝุ่นเรืองแสง ไฟฉายที่อินตราหยิบมากะพริบสู้แสงดาวไม่ได้ อินตรากับชัณฑรมองดาวตกพาดผ่านฟ้ากว้าง ชัณฑรเลียอุ้งเท้าตัวเอง “เสียงขอพรเจ้าฟังแปลกประหลาดนัก” มันแซว อินตรายิ้มเศร้า
กลางทางพวกเขาพบ ‘ถรรพ์ยันต์’—สัตว์วิเศษคล้ายเต่าผสมปลาวาฬ พลิ้วไหวในอากาศ ชอบกินลำแสงจันทร์เป็นอาหาร มันเชื่องช้า และจะช่วยเหลือผู้เดินทางที่ไม่โกหกความรู้สึกตัวเอง อินตราลองนั่งลงหน้ามัน “เจ้าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” ถรรพ์ยันต์พ่นหมอกหอมจางๆ แสดงมิตรภาพ
คืนหนึ่งในเต็นท์กลางทุ่งหญ้าเรืองแสง อินตราฝันเห็นเกาะเหนือเมฆร่วงหล่น เงามืดพวยพุ่งกลืนหอคอยไร้เงา เพื่อนเด็กในหมู่บ้านพากันร้องไห้ อินตราสะดุ้งตื่นมีเหงื่อเต็มหน้าอก ชัณฑรหลับขดข้างเท้าราวกับรู้ ต่อมาเด็กหญิงรูบา เด็กที่กล้าเดินทางคนเดียวเผชิญหน้าพวกเขา เธอบอกว่าจะเดินทางหาแสงที่แท้จริงเพื่อรักษาแม่ อินตราไม่แน่ใจว่าจะช่วยดีหรือไม่ แต่ชัณฑรรับเข้าทีมทันที
รูบาผู้มีกระเป๋าคาดเอวใส่เศษวัสดุหลากสี พูดคุยระหว่างเดินทางต่างโลกระหว่างคนแปลกหน้าทั้งสาม “ถ้าแสงดับไปจริง ทุกสิ่งก็เปลี่ยน…แต่นั่นแปลว่าเราจะได้สร้างใหม่” คำพูดของเธอกลายเป็นแรงใจอินตรา แม้ยังกลัวการสูญเสีย แต่เริ่มมองว่าบางอย่างพังลงเพื่อเริ่มสิ่งใหม่
ระหว่างข้ามเกาะที่เคลื่อนที่ได้ อินตราต้องเลือกช่วยชีวิตถรรพ์ยันต์ที่ถูกฝูงเมฆาวิ่งไล่ หรือจะรีบเดินทางต่อเพื่อทันเวลาไปหาอัศศิรา อินตราตัดสินใจช่วยถรรพ์ยันต์ เขาคว้ามือรูบาก่อนพุ่งฝ่าฝูงเมฆา กระโดดขึ้นหลังสัตว์วิเศษและนำมันฝ่าวายุเวทมนตร์ออกมาสู่ขอบเกาะ
ชัณฑรหัวเราะ “เจ้าเลือกได้เด็ดขาดแล้วนี่” อินตราเหนื่อยหอบแต่ยิ้มอย่างมีความสุข “ข้ายอมรับว่าบางครั้งต้องสูญเสียเวลา ต้องยอมเสี่ยง ถึงจะเข้าใจว่าตัวเองมีค่ามากแค่ไหน”
เมื่อถึงหน้าผาเหนือเมฆ สุดท้ายทั้งสามคนพบซากวิหาร ‘เซลาสตา’ ที่ผังดินและอิฐวิ่งเป็นเส้นสร้างลวดลายประหลาด มีเสาศิลาฝังคริสตัลสีรุ้ง บานประตูทองเหลืองปิดสนิท เสียงท่องเวทดึกดำบรรพ์ดังแว่วมาจากใต้พื้นดิน อินตราสูดลมหายใจลึกก่อนผลักประตูเข้าไปพร้อมชัณฑรและรูบา
ในห้องกลางวิหาร วงแหวนแสงลอยเหนือแท่นหิน ‘อัศศิรา’ คือก้อนกลมแสงหมอกละมุน – ไม่ใช่ของวิเศษ แต่อยู่ในสภาพเหมือนฝัน อากาศทั้งห้องเหนียวแน่น ชัณฑรมองอินตรา “เจ้าจะขออะไรก่อน?” อินตราสบตากับเพื่อนทั้งสอง เขานั่งลงหน้าก้อนแสง อธิษฐานขอรับความสูญเสียทั้งหมด เขาย้ำในใจอีกครั้งว่า เขาต้องเติบโต ต้องเปลี่ยนผ่าน ไม่อ้อนวอนให้แสงคืนสู่เกาะ แต่ขอให้หัวใจตนเองรับคุณค่าของสิ่งที่สูญเสียอย่างแท้จริง
ทันใดนั้น แสงหมุนวนเปิดเผยความทรงจำของผู้สูญเสียในอดีต แสงแห่งอัศศิรากระจายเป็นรัศมี รอยร้าวบนเพดานวิหารหยุดนิ่ง อินตราน้ำตาริน โอบกอดเพื่อนทั้งสอง มองโลกที่เปลี่ยนไป
เกาะเหนือเมฆมิกลับมาสดใสดังเดิม แต่อย่างน้อยเสียงหัวเราะของเด็กๆและกลิ่นหอมดอกไม้บนทุ่งหญ้าเปล่งรัศมีใหม่ อินตรากลับมาหมู่บ้านพร้อมเพื่อนใหม่ รับรู้อ้อมแขนผู้เฒ่า ยิ้มรับสายตาเด็กๆที่เริ่มกล้าฝัน แม้โลกไม่เหมือนเดิม แต่ความสูญเสียคือรากของความหวัง คำสาปลับในวันวานกลายเป็นความหมายใหม่ในวันนี้
ตำนานอินตราและชัณฑรเล่าขานกันสืบยาวในคืนลมบนเกาะเหนือเมฆ ผู้คนเชื่อว่าขณะที่ความสูญเสียแบ่งปันรอยแสงแต่ละคน โลกจะสร้างรุ่งอรุณใหม่ตลอดกาล