ตำนานแห่งแสงเรืองบนยอดฟ้าคราม
ม่านหมอกงดงามราวอัญมณีโปรยอยู่เหนือขุนเขา เมื่อแสงแรกของวันกระทบเหลี่ยมกลีบเมฆที่ทอดยาวเป็นกำแพงเชื่อมฟ้าสู่แผ่นดิน คนในดินแดนเหนือเมฆทั้งหลายเงยหน้ารับประกายสีฟ้าขลับที่จุดไฟอยู่บนยอดสถานมนต์ชื่อว่า ‘อูตาลัง’ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในเมืองแห่งเวหา ขณะเสียงระฆังเหินซ่านผ่านสายลม ตามความเชื่อของชาวบ้าน แสงแรกนี้คือพรจากสัตว์วิเศษผู้รักษาสมดุลโลก ผู้ใดได้พบจะพบโชคดีตราบฟ้ามีเมฆปกคลุม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แต่หากแสงเรืองบนยอดฟ้าครามดับวูบ หมายถึงหายนะกำลังมาเยือน สองปีที่แล้ว แสงดังกล่าวฟุ้งกระจายครั้งสุดท้ายก่อนจางหาย เหล่าผู้เฒ่าและหญิงชราวาดระนาดลอยฟ้าออกเรียก ‘อิกุนีรา’ สัตว์วิเศษเรืองแสงฟ้าอีกครั้งอย่างมิรู้คำตอบ
วินาล เด็กชายตัวเล็กผู้เสียงเบา ปิดประตูไม้แคบ ๆ ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะในบ้านรกซอกเวหา เขามีตากลมขลาดกลัว เสียใจและเก็บความลับใหญ่ไว้ในใจ แม่จากไปในคืนหมอกคลุมเมือง พ่อมอบหน้าที่ดูแลย่าริสาต่อ ทว่าในใจวินาลคิดเสมอว่าการจากลาของแม่คือความผิดพลาดจากความขลาดของตนเอง เมื่อย่าริสาเริ่มท้อแท้จากแสงฟ้าดับลงทุกวัน วินาลเพียงกอดเข่าไม่กล้าผายปาก
รุ่งอรุณหนึ่ง ก่อนระฆังฟ้าสะท้อนเสียงกึกก้อง วินาลได้ยินเสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตนอกหน้าต่าง เสียงประหลาดราวโน้ตดนตรีแซ่บเสียดฟ้า เขาเหลือบมองเห็นร่างโปร่งแสง ร่างทรงหมอกเรืองสีเขียวอ่อน ดวงตาเหมือนกุหลาบกลางหมอก “วิดารี” มวลหมอกมีปีก มันจ้องหน้าวินาลนิ่ง ๆ ก่อนลอยเข้ามาหาใกล้ ๆ วินาลตกใจถอยหลัง ยันหัวโต๊ะจนฝุ่นปลิวกระเจิง
เสียงย่าริสาเรียกเข้ามา “วินาล เจ้ากำลังพูดกับใครในซอกนั้นหรือ?” วินาลตอบอัมพาต ก่อนที่วิดารีจะยิ้มเบา ๆ และพึมพำเสียงต่ำ “ข้าคือผู้เก็บฝันของสายหมอก ข้ารู้จักความกลัวของเจ้า”
วินาลมองดูวิดารีหายลับ เขารีบออกไปตามหาย่ายังระเบียงหลังบ้าน “ย่า…หรือเราเคยเห็นสัตว์ที่ไม่มีเงา?” ย่าชะงักนิ่ง “อิกุนีรา…ไม่มีใครพบมันอีกแล้ว ไม่มีใครกล้าย้อนคืนยอดอูตาลัง” เสียงย่าเศร้าแผ่ว วินาลเพียงพยักหน้า ลมเหนือลอดใบหูหนาวเยือก ความหวังสุดท้ายที่ยังมีรีบจางหาย
ตลอดคืน วินาลได้ยินเสียงหมอกกระซิบข้างหู ราวกับมีใครเชื้อเชิญออกเดินทางริงรำบนฟ้าใหญ่ วันถัดมา ขณะลมกลิ้งเมฆราวพรมเงิน วิดารีปรากฎอีกครั้งที่หน้าบ้าน “ถ้าอยากชุบชีวิตแสงฟ้า เจ้าต้องกล้าเผชิญขอบเขตของตนเอง”
วินาลลังเล เขาหลบสายตาวิดารี “ข้ากลัว…ข้าไม่รู้จะทำได้ไหม” วิดารีเฉียงคอยิ้ม “ไม่มีใครรู้ แต่แสงแรกของฟ้าย่อมเลือกผู้ที่กล้าเดินเข้าหาความกลัวด้วยเท้าเปล่า”
วินาลตัดสินใจบอกย่า “ย่า ถ้าเรายังไม่ออกเดิน บางทีแม่ก็อาจหลงในม่านหมอกอยู่ก็ได้” ย่ายิ้มทั้งน้ำตา แม้ใจกลัวเสียหลาน หากไม่อาจหยุดเขาจากความตั้งใจ “พกเสี้ยนน้ำค้างนี่ไป มันจะนำทางเมื่อเจ้าหลงในหมอก”
ย่าริสาบรรจงวางเสี้ยนน้ำค้างในฝ่ามือวินาลหยดเล็ก ๆ เขาสะพายถุงใบจิ๋ววิ่งตามวิดารีออกนอกบ้าน พลันหมอกหนาปกคลุมรอบตัวจนไร้ขอบเขต วินาลตะโกนเรียกวิดารี เสียงสะท้อนแปลกหู “อย่าเชื่อสิ่งใด เชื่อใจเงาของตน”
เขาเดินผ่านหมอกสีขาวจับใจ มีเงาแปลกปรากฏเป็นระยะ—เงาร่างสูงใหญ่เหมือนคนแต่ดวงตาเรืองแวววับ มือยาวเท่ากิ่งไม้ เหล่าสัมผัสหมอกนี้เรียกกันว่า ‘เมนูรัส’ วิญญาณหลงฟ้าหิวโหย หากใครกลัวจะถูกพรากวิญญาณไป วินาลจึงต้องเดินด้วยใจมั่น พลางรำลึกถึงแสงที่ต้องนำกลับคืน
ขณะเดินต่อไป เขาเห็นรูปปั้นฟ้าครามสูงเสียด ยอดอูตาลังแท้จริงแล้วตั้งอยู่กลางหุบเขาแห่งเมฆ มีเสาหินเวียนราววงล้อม สลักภาพสัตว์รูปร่างประหลาด อาทิ นกรูปกลีบเมฆ หมูดาว และมวลหมอกไร้ปีก
เสียงวิดารีดังขึ้น “เจ้ารู้หรือไม่ว่าอิกุนีราคืออะไร?” วินาลส่ายหน้า “ทุกคนเชื่อว่าเป็นสัตว์วิเศษ แต่จริง ๆ มันเป็นเงาของแสงแรก กล้าที่จะเปลี่ยนตนเองเพื่อผู้อื่น”
ขณะนั้นเมฆดำทั่วฟ้าเริ่มกรุ้มกริ่ม เสียงร้องครวญของวิญญาณเมฆดังขึ้น วิญญาณกล่าวหาวินาล “เจ้าเองคือผู้ทำให้แสงดับ” วินาลสั่น “ข้าแค่…ข้ากลัว กลัวเสียแม่ไป…ข้าขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่าแม่ต้องจาก”
เสียงวิดารีแผ่วเบา “ไม่มีใครไม่เคยกลัว มีแต่ผู้ที่กล้าเผชิญเท่านั้น” วินาลคุกเข่ากับพื้น น้ำตาไหล เย็นเยียบจากหมอกซึมผ่านผิว เขาถือเสี้ยนน้ำค้างไว้แน่น
พลันเงาเมฆรายล้อมแปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายรุ้งกลมกลืน เสี้ยนน้ำค้างเปล่งแสงอ่อน ค่อย ๆ กางรัศมีครามขึ้นเหนือศีรษะ ไฟเบา ๆ ส่องทะลุม่านหมอกปรากฎเงาร่างคล้ายสิงสาราสัตว์ไม่เคยมีในโลก—ร่างยาวเหมือนมังกร ปีกกว้างแต่งขนหมอก เงินยวงพราว ดวงตาม่วงระยับเปล่งแสง คือ ‘อิกุนีรา’ แห่งตำนาน
“เจ้าคือผู้ที่ปรารถนาแสงแรก ไม่ใช่เพื่ออำนาจหรือเกียรติยศ แต่เพื่อให้ผู้อื่นอบอุ่น” เสียงของอิกุนีราแว่วสะท้านใจ วินาลรู้สึกถึงพลังกล้าที่ค่อย ๆ ก่อตัวจากในอก เขาเอ่ยคำขอโทษต่อแม่ในใจเป็นครั้งแรก พลังกายเบาสบายราวลอยได้
อิกุนีรากางปีกโอบล้อมวินาล “มอบเสี้ยนน้ำค้างให้ข้า…ให้เจ้ายอมรับความกลัวและพลิกมันเป็นแสง” วินาลหลับตา มอบหยดน้ำค้างในฝ่ามือ ยอมรับความผิด กลัว สูญเสียและให้อภัยตนเอง ม่านหมอกรอบข้างพลันสว่างเจิดจ้า แสงครามแรกปะทุขึ้นส่งผ่านยอดอูตาลัง สาดส่องไปทั่วดินแดนเหนือเมฆ
เมฆทั่วเมืองกลายเป็นประกายฟ้าเรืองรอง เสียงระฆังเหินก้องเรียกผู้คนขานรับ แสงแรกกลับคืน ผู้คนหลั่งน้ำตาแห่งความสุข ย่าริสาโอบวินาลแน่น “เจ้ากล้ามาก เจ้าช่วยโลกและตัวเองแล้ว”
“ความกลัวไม่ใช่สิ่งควรหนี หากแต่เป็นทางผ่านไปสู่แสงใหม่” วินาลพูดเสียงสั่น เขามองไปยังยอดอูตาลัง ที่บัดนี้กลายเป็นแหล่งพลังแห่งความหวังของผู้คนและสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
วิดารีสยายปีกหมอกเบา ๆ กลายเป็นสายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างบ้าน เสียงจากความลับใจกลายเป็นเสียงหวังแผ่วซ่านจักรวาล วินาลรู้สึกถึงแม่อีกครั้งในสายลมและประกายฟ้า
ตั้งแต่นั้น ดินแดนเหนือเมฆไม่เคยสิ้นแสงอีกเลย เด็กชายขี้ขลาดเติบโตเป็นผู้กล้าผู้เข้าใจคุณค่าแห่งความอภัย ผู้คนเล่าตำนานนี้ไว้ว่า แสงแห่งยอดอูตาลังไม่มีวันจาง หากยังมีใครสักคนกล้าก้าวข้ามเงาของตนเอง