ตำนานแห่งภูเขากระจก: แสงสุดท้ายของเซเรีย
ภาพแรกของหุบเขาแห่งนี้ แสงอาทิตย์ยามโพล้เพล้กระทบเหลี่ยมภูเขากระจกจนส่องประกายเจิดจรัส เล็ก ๆ ตรงเชิงเขา หมู่บ้านอคิลิอนวางตัวท่ามกลางม่านแสงสะท้อนระยิบระยับ เด็กหญิงเรยาเดินลุยผ่านละอองโรยของละอองแก้วซึ่งปลิวฟุ้งตามแรงลม เย็นวาบเมื่อสัมผัสผิวหนัง ดวงตาเธอจับจ้องยอดภูเขาสูงลิบที่ดูจะไม่สิ้นสุด—ยอดนั้นมีเรื่องเล่าขานเป็นนิรันดร์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ชาวบ้านเชื่อว่า เมื่อดวงอาทิตย์ตก กระจกเหลี่ยมทั้งหลายจะดูดกลืนแสงไว้ ลิขิตให้พรุ่งนี้ยังมีรุ่งอรุณ และยอดเขาคือที่อยู่ของ ‘ลิวาเรส’ สัตว์วิเศษผู้พิทักษ์สมดุลแห่งแสง ไม่มีใครเคยเห็นมันชัดเจน ใครก็ตามปีนขึ้นไปสูงเกินไปจะหายตัวไปในม่านเงา
ค่ำคืนนี้ต่างไป บ้านทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความมืดสนิท เรยาออกวิ่งตะเกียกตะกายไปยังจัตุรัสกลาง เธอเห็นผู้คนตื่นกลัว เด็กน้อยสะอื้น โต๊ะหินตรงลานชุมนุมไร้ประกายแก้วตามเคย ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่จุดต่อเนื่องทุกค่ำคืนกลับดับวูบลงตั้งแต่เย็น ไม่มีใครกล้าพูดถึงมันตรง ๆ
เสียงผู้อาวุโสดังฝ่าความเงียบ “ตำนานกล่าวไว้ ถ้าวันใดแสงสุดท้ายสลายหาย อาจเป็นเพราะดวงจิตแห่งภูเขากระจกถูกขุ่นเคือง หรือเพราะเราบกพร่องต่อคำสัตย์—เราสูญเสียใครบางคน แสงจึงไม่มาบรรจบอีก”
เด็กหญิงเรยา แม่ของเธอหายไปหลายปีแล้ว วันนั้นตอนกลางคืนก็ไร้แสง ไม่ว่าเธอจะร้องขออย่างไร แสงก็ไม่หวนกลับ เธอเดินตัดลาน ฝ่าอากาศหนาวเย็น ถูกเสียงเอะอะห้ามปรามของผู้ใหญ่ดึงรั้งไว้ แต่แววตาเรยาสั่นไหวด้วยประกายดื้อรั้นไม่เคยจาง “ถ้าข้าไม่ขึ้นไป แม่ของข้าก็จะไม่กลับมา แสงก็จะไม่กลับมา”
แล้วเธอก็ตัดสินใจ—ปีนขึ้นภูเขากระจกเอง
เรยาเตรียมถุงใส่อัลบาเมน ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเก็บไว้สำหรับอธิษฐาน ผ้าคลุมเก่า ๆ ของแม่ และท่อนไม้เล็ก ๆ เข้าไว้ด้วยกัน บิดาของเธอไม่พูดอะไร ได้แต่ยืนมองดวงตาแดงรื้นน้ำ—สุดท้ายก็ยื่นตะเกียงแก้วดวงเล็ก “เอาไปด้วย แม้กระทั่งในคืนที่มืดที่สุด แสงเล็ก ๆ ก็ยังมีความหมาย”
บนเส้นทางสู่ภูเขา ทุ่งแก้วเต็มไปด้วยพุ่มใบกระจก มีเงาสะท้อนเต้นระบำเหมือนสิ่งมีชีวิตลึกลับ เรยาเดินเท้าเปล่า กลัวเศษแก้วบาดแต่ก็ย่ำต่อ เหงื่อกับน้ำตาไหลไปรวมกัน ไม่รู้ว่าอะไรร้อนกว่ากัน
เธอหยุดตรงพุ่มใบหนึ่ง เห็นรอยเท้าคล้ายลูกแกะเรืองแสงประหลาดที่ไม่เคยปรากฏ เด็กหญิงนั่งลงพลิกเศษแก้วออกจากฝ่าเท้า ภาพสะท้อนบนแผ่นแก้วขุ่นมัว—เธอเห็นใบหน้าตัวเอง เห็นแม่ของเธอยืนอยู่บนยอดภู จ้องมองคืนที่ไร้แสง
เรยาเดินต่อ หมู่ก้อนไม้วางซ้อนเหมือนทางเดินเล็ก ๆ ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลม เธอได้ยินเสียงเพลงแผ่วเบา “เจ้าจะไปไหน เด็กหญิงแห่งแสงจาง?”
เสียงนั้นอยู่ชิดใกล้แต่ไม่เห็นร่าง เด็กหญิงหยุดกึก มองรอบตัว—แล้วเงาสะท้อนก็ค่อย ๆ เคลื่อนไหวรวมตัวเป็นสัตว์วิเศษ รูปร่างมันคล้ายจิ้งจอกแต่ประกายคลื่นเหมือนกระจกแตกละเอียด ดวงตาใหญ่ส่องประกายสีอำพัน—“ข้าเรียกว่าฟิน่า”
“เจ้าจะปีนขึ้นไปพบลิวาเรสหรือ ไม่กลัวหรือ” ฟิน่าพลิกหางกระจกเป็นประกาย
“ข้ากลัวความมืดมากกว่ากลัวสัตว์วิเศษ” เด็กหญิงเสียงสั่นแต่กัดฟัน “ข้าจะพาแสงกลับ และจะถามแม่ของข้าว่าทำไมเธอถึงหายไป”
ฟิน่านิ่งเงียบ เหมือนคิดอะไรบางอย่าง “เจ้ามีข้อแลกเปลี่ยนมั้ย สมดุลของแสงต้องแลกเปลี่ยน เจ้าอาจสูญเสียความทรงจำอะไรบางอย่าง”
เรยาหลังแข็งแต่ตาแดงกล่ำ “ถ้าแสงกลับมาได้ ข้ายอมแลก”
ทางขึ้นยากขึ้น เศษแก้วคมขึ้นทุกย่างก้าว ฟิน่าเดินนำหน้าคอยหยุดรอเป็นจังหวะ เช่นเดียวกับเสียงลมที่คอยกระซิบบางอย่างที่จับใจความไม่ได้
ถึงกลางทาง พายุแก้วพัดแรง เศษแก้วปลิวว่อน ฟิน่าใช้หางประกายสร้างม่านป้องกันบางจุด เรยาได้แต่หลบอยู่หลังแผ่นหลังสัตว์วิเศษ เธอคิดถึงแม่ คิดถึงแสงอบอุ่น—คิดว่าการเดินนี้ควรเป็นของแม่หรือเปล่า ทำไมเธอต้องเป็นคนแบกรับ
เมื่อพายุจางลง เส้นทางเล็กลง เหวใสลึกจากเศษแก้วเปิดช่องว่าง เรยาใช้ตะเกียงเล็กส่องหาทาง เมื่อตะเกียงกระพริบไหว ใจเธอก็กระพือโบกแต่ฟิน่ายิ้มมุมปาก “เจ้ามีความกล้าหาญในใจ ถือไว้แม้เพียงแสงเล็ก ๆ ก็เพียงพอ”
เถาวัลย์แก้วน้อยคอยเกาะเชิงเขาไว้อย่างเหนียวแน่น เรยาไต่ตามเถาวัลย์เก่า ฝ่าเศษแก้ว เสียงระฆังไกล ๆ ดังตามลม ทำให้คิดถึงเทศกาลบูชาแสง—เสียงของผู้คนกำลังสวดอ้อนวอน
ทางแคบลงอีกจนเหลือแต่รอยแตกเส้นเดียว ข้างใต้คือเหวลึกไร้เสียง ฟิน่าหายไปสักพัก เพียงเสียงสะท้อนในใจเท่านั้น เด็กหญิงได้ยินเสียงแม่พูดแผ่วเบา “อย่ากลัว ยอมให้อภัยตัวเอง แล้วเจ้าจะเจอแสงของตน”
เธอชะงัก น้ำตาไหลเงียบ ความกลัวถูกเติมด้วยความคิดถึง เธอรู้ว่ามีสิ่งที่จำเป็นต้องปล่อยไป—ความรู้สึกผิดที่แม่จากไปในคืนที่เธอร้องขอแสงจนแม่ต้องออกไปยังยอดเขาและไม่กลับมา
ไม่นานนัก เธอปีนถึงลานแคบ ๆ ใต้ยอดภูเขากระจก ที่นั่น แสงสะท้อนรวมตัวจนรูปร่างแปลกประหลาด ปรากฏร่างของลิวาเรส—มันมีปีกกว้างคล้ายค้างคาว ผิวหนังโปร่งแสง มีลวดลายแก้วเคลื่อนไหวเหมือนผ้าที่ถูกลมโบก ดวงตามีประกายสายฟ้าและหมุนวนเป็นแสงเหนือ
“เจ้าคือใคร จงกล่าวสิ่งที่เจ้าต้องการ” เสียงของลิวาเรสดังดุจฟ้าผ่า ทว่าแฝงความหวานแปลกประหลาด
เรยาเดินเข้าไป ยกตะเกียงแก้วในมือสูง “ข้าคือเรยา ขอร้องให้แสงกลับคืน และ—ถามถึงแม่ของข้า”
สายตาของลิวาเรสยาวนานราวกับเวลาหยุดนิ่ง “แม่ของเจ้าพบข้าเช่นกัน ให้แสงกลับมาโดยแลกกับความทรงจำเกี่ยวกับตัวเอง สำหรับข้า สมดุลของโลกนี้ต้องการการเสียสละ แสงคืนกลับไม่ได้ถ้าไม่ยอมให้อภัยตนเอง”
เด็กหญิงนิ่ง แน่นิ่งในวินาทีที่หัวใจเหมือนถูกบีบ เธอเข้าใจทันทีว่าน้ำตาแม่คงหลั่งไหลพร้อมดวงอาทิตย์วันนั้น
ฟิน่าปรากฏด้านข้าง “เจ้ายังเลือกได้ จะให้อภัยตนเอง เพื่อให้แสงกลับ หรือแบกความผิดไว้ตลอดไป”
เรยาหลับตา “ข้า…ให้อภัย ข้ายอมแลกความกลัวทั้งหมดของข้าออกไป ขอแค่บ้านเกิดไม่มีเงามืดอีก”
ลิวาเรสสยายปีก เศษแก้วหมุนเวียน ฟ้าสาดแสงเปล่งปลั่ง สะท้อนทุกเหลี่ยมเงาจนสว่างทั่วหุบเขากระจก
เสียงกระดิ่งกังวานไกลถึงหมู่บ้าน เมื่อเธอลืมตาอีกครั้ง ความกลัวเกี่ยวกับความมืดจางหายไป—เธอจำความรู้สึกเมื่อตอนเด็กที่กลัวแม้แต่เสียงลมไม่ได้อีกแล้ว มีแต่แสงอบอุ่นในใจและภาพจาง ๆ ของใบหน้าแม่ที่ยิ้มให้สุดท้าย
เรยาเดินกลับหมู่บ้านพร้อมฟิน่า แสงรุ่งอรุณส่องทั่วลาน ไฟศักดิ์สิทธิ์จุดขึ้นใหม่ ผู้คนเปล่งเสียงร้องไห้ปนดีใจ ทุกสายตามองเด็กหญิงที่เดินกลับมาพร้อมแสงวับวาวในดวงตา
บิดาของเธอวิ่งมากอดแน่น เธอยิ้ม “หนูไม่กลัวความมืดอีกต่อไป” ทุกคนพากันหยิบลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ขึ้นชูเหนือศีรษะ—สืบสานเทศกาลแห่งแสงใหม่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เด็กหญิงนั่งขอบบ่อน้ำ นำตะเกียงไปแขวนไว้ข้างฝา “ต่อไปนี้ หนูจะเป็นผู้จุดแสงให้กับทุกคนเอง”
ฟิน่านั่งข้าง ๆ กระซิบ “แสงที่แท้ จริง ๆ มันอยู่ข้างในเจ้า” มิตรภาพเล็ก ๆ ของสัตว์วิเศษแปลกประหลาดกับเด็กหญิงแห่งแสงจาง กลายเป็นตำนานบทใหม่ที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปใต้ฟ้าแห่งภูเขากระจก—ตราบที่ยังมีแสงสุดท้ายแห่งวัน