ตำนานแห่งภูเขากระจก : เงาแห่งกาลเวลา
ลมเหนือเย็นไหลผ่านปลายหูและปลายจมูกของตานิล วัยเยาว์ที่ยังไม่เจือรอยขบถแห่งวัยรุ่น อรุณบนฟ้าบนเชิงภูเขากระจกเปล่งประกายงดงามดั่งทิพย์ เนินหญ้าสีเงินบางเบาทอดตัวยาว ขนาบด้วยต้นซูรินา ใบโปร่งใสที่ไหวร่ำอย่างกับเสียงกล่อมเด็กในยามดึก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สายหมอกในฤดูเพิ่งเข้ามาถึง โอบล้อมหมู่บ้านเอซาซึ่งตั้งอยู่เชิงเขา ความรุ่งโรจน์และลึกลับของภูเขากระจกสะท้อนแสงจากเวหาส เหมือนมองลงไปในบ่อน้ำลึก นิทานที่ผู้เฒ่าเล่าถึงคำสาปของเงากาลเวลายังคงซึมซาบอยู่ในหัวใจเด็กน้อยทุกคน แต่สำหรับตานิล มันคือความท้าทาย ไม่ใช่เพียงความกลัว
เขาเร่งฝีเท้าขึ้นมาดูสันเขาเมื่อแรกแสง ระหว่างทางพบริ้วน้ำค้างเกาะบนใบหญ้าเป็นประกาย ใช้สองมือลูบบนพื้นกระจกค่อยๆ สังเกตโลกในเงาสะท้อนนั้น ทุกย่างก้าว ทีละน้อย ตานิลสังเกตว่าร่องรอยเท้าของเขา บางครั้ง ไม่เหมือนกับรอยเท้าที่ควรจะเป็น เงาของเขาเริ่มเคลื่อนไหวอิสระจากเจ้าของเหมือนจะนำทางไปยังจุดเร้นลับบางอย่าง
เสียงเรียกแผ่วเบาลอยมาตามสายลม “เจ้าจะเดินต่อไปหรือกลับบ้านดี” มันไม่ใช่เสียงจากภายนอก หากแต่ดังแผ่วในจิตใจ ตานิลหยุด ลังเลอยู่ชั่วครู่ เขานึกถึงมารดาซึ่งป่วยหนักจากเงาดำแห่งกาลเวลา—คำสาปที่เมื่อใครสัมผัส จะสูญเสียความทรงจำและแรงใจ กลายเป็นเงาที่ว่างเปล่าในชีวิตคนรอบข้าง
ตานิลตัดสินใจเดินหน้าต่อไป เขารู้ดีว่าถ้าไม่กล้าเผชิญเงาของตัวเอง เขาจะไม่อาจย้อนแสงกลับรักษามารดาได้ ข้างหน้าคือสะพานแก้วเรืองแสงวาววับ สะท้อนภาพรอบทิศและโค้งสู่ยอดเขา ต้นคริสต์กรินาเรืองแสงด้วยละอองเวทมนตร์สีฟ้าราวฝนดาวตก อยู่ใกล้กับลำธารน้ำแข็งซึ่งแช่แข็งสิ่งของทุกอย่างที่ตกลงไป
เมื่อเดินข้ามสะพาน ตานิลพบสัตว์ประหลาดตัวแรก—อีแลปซา สิ่งมีชีวิตแปลกตาร่างคล้ายกวาง มีเกล็ดโปร่งใสม่วงส่องประกายได้ในเงามืด ทุกครั้งที่หัวเขาโน้มลงเลียบาดาน้ำ ฝูงอีแลปซาจะวิ่งผ่าน ชี้นำเส้นทางแต่ไม่มีตัวใดทักทาย
ตานิลทักทายด้วยเสียงนุ่ม “เจ้าคงเป็นผู้เฒ่าของที่นี่ ช่วยชี้แนะทางไปยอดเขาได้ไหม?” อีแลปซาตัวหนึ่งหยุดสบตา มันส่ายหัวเบา ๆ แล้วหันไปทางต้นไม้สูงซึ่งมีโพรงขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง
ตานิลรู้สึกเกร็ง เขาลงความกล้าว่าต้องลอง “ขอบใจเจ้ามาก ถ้าเจ้ามองข้ามข้า ข้าคงหายไปเช่นกัน” เงาสะท้อนของเขาสั่นไหวหนักขึ้น เหมือนกับว่าในเงานั้นมีเงามืออันเย็นเยียบรอฉุดรั้งให้ถอยหลัง
“ข้ากลัวการลืมเลือน… แต่ข้ากลัวการอยู่กับความกลัวมากกว่า” เขาพูดกับตัวเองข้างใน พลางเดินเข้าไปในโพรงประหลาดนั้น
กับความมืดมิดที่รออยู่ อากาศเย็นเฉียบเหมือนทะเลน้ำแข็งในเรื่องเล่าขาน รอบตัวมีเสียงเบา ๆ คล้ายเสียงพึมพำภาษาโบราณ เงาประหลาดขยับกรูกันอยู่รอบตัวเขา ดวงตาที่ไม่มีสีลอยอยู่สี่ห้าคู่ ในนั้นเริ่มมีเสียงหนึ่งพูดขึ้น “เจ้ามาทำลายคำสาปหรือมารับมันเอาไว้?”
ตานิลยืนนิ่ง ใจเต้นแรง ทำท่าจะเดินหนีแต่เท้าหนักอึ้ง “ข้าแค่อยากปลดปล่อยมารดา… ถ้ามันต้องแลกด้วยความทรงจำของข้า ข้าก็ยอม!”
เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ แผ่วเหมือนสายลมผ่านจอกระจก “ทุกสิ่งต้องแลกเปลี่ยน หากเจ้าพร้อมจะให้ทุกอย่าง—ข้าจะเปิดทาง…” เงารอบตัวเริ่มลอยห่าง เป็นทางเดินกระจกเรืองแสงทอดสู่ยอดเขา
ตานิลออกเดินต่อ ภายในเขารู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป เงาสะท้อนของเขาแบ่งเป็นสอง—เงาแรกคือเด็กที่เคยกลัวพลาด เงาสองคือผู้กล้าที่พร้อมแพ้เพื่อสิ่งสำคัญ ลมหายใจของเขาเริ่มชัดขึ้น เมื่อถึงจุดกลางทางสะพานกระจก เสียงร้องประหลาดดังออกจากขอบฟ้า
เป็นเสียงของคอรานีรา สิ่งมีชีวิตคล้ายเหยี่ยวแต่แผงคอเรืองแสงสีเงินและหางยาวราวผ้าคลุม ดวงตาคล้ายกระจกสะท้อนความในใจ—คอรานีรามักว่ากันว่าเป็นผู้พิทักษ์ทางระหว่างโลกความจริงกับโลกแห่งเงา
“เหตุใดเจ้าถึงกล้าเดินขึ้นมาบนที่ต้องห้าม?” เสียงของคอรานีราแหลมแต่นุ่มนวล
“ข้าไม่กล้า—แต่ข้าจะไม่ยอมถอย ข้าต้องช่วยคนที่ข้ารัก” ตานิลตอบ มองดวงตาแห่งแสงนั้นด้วยสายตาสั่นไหว แต่แน่วแน่
คอรานีราหรี่ตา “ใครก็ตามที่ขึ้นมาถึงจุดนี้…ต้องแบกอดีตและความเจ็บปวดแทนเจ้าที่จากไป เจ้าพร้อมจริงหรือ?”
“ข้าพร้อม แม้ว่าข้าจะลืมอดีตของตนเองทั้งหมด…หากมันช่วยให้ใครอีกคนจำความรักได้”
เงาสะท้อนบนสะพานสั่นกระเพื่อม โค้งของทางเดินขยายออกเหมือนใจที่ค่อย ๆ กล้าขึ้น ตานิลเดินผ่านประตูแสงเข้าสู่ยอดเขาโดยมีเงาทั้งสองข้างกาย
ยอดเขากระจกรุ่งเรืองดั่งคริสตัลหมื่นแฉก เบื้องหน้าคือหลุมลึกใจกลางภูเขา ที่ครอบด้วยกระจกโปร่งใส สะท้อนภาพของหมู่บ้านเอซา เสียงเวทมนตร์เพลงครวญ ดินแดนรอบข้างเต็มไปด้วยหมอกแข็งระยิบระยับ
ที่นั่น เขาพบกับกรานท์—สิ่งมีชีวิตที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเงาจุติของภูเขา รูปร่างคล้ายเสือหิมะเรืองแสงผิวโปร่งแสง ตากลมโตจับจ้องวิญญาณผู้มาเยือน อุ้งเท้าของมันขยับเบา ๆ ทำเครื่องหมายบนผิวกระจก ดวงตาของกรานท์เต็มไปด้วยคำถามและความรู้สึกเหมือนมนุษย์
“เจ้าต้องการอะไรมากที่สุดในโลกนี้?” กรานท์ถามเสียงกังวาน
“ข้าอยากเห็นรอยยิ้มของมารดาอีกครั้ง…แม้ต้องแลกด้วยการลืมทุกอย่างเกี่ยวกับความทรงจำของข้าเอง” ตานิลตอบ ก้มหน้าลงน้ำตาซึมด้วยความเศร้าและความกลัว
กรานท์ชะโงกเข้ามาใกล้ “เงาของเจ้าเติบโตแล้ว เจ้าพร้อมสละอดีตเพื่ออนาคตหรือยัง?”
ตานิลหายใจลึก เสียงหัวใจเต้นแรงจนน่ากลัว “ข้า…ยอมสละทั้งหมด”
กรานท์จ้องตาตานิล แล้วแนบอุ้งเท้าลงบนผิวกระจกราวกับจะผสานโลกทั้งสอง ดินแดนสะท้อนสั่นสะเทือน เลือนราง ประกายวิญญาณปะทะสาดแสงหมุนวน เงาแห่งกาลเวลาทะลักเข้าสู่ร่างของตานิล ทันใดนั้น เขารู้สึกเหมือนถูกดึงออกจากร่าง ทุกความทรงจำตั้งแต่วัยเยาว์ถึงปัจจุบันแตกสลายเป็นละอองแสง
เขาทรุดลงตรงนั้น คล้ายเงาบาง ๆ ร่อนลอยออกจากร่าง เงาเก่าแก่—เจ้าของคำสาปจริง ๆ—สะท้อนภาพของตานิลเด็ก ๆ เงานั้นถามเบา ๆ “เจ้ากลัวหรือไม่ ที่จะเป็นเพียงเงาบางในโลกเดิม?”
“ข้า…ยังรักคนที่ข้าไม่อาจจำได้ เจ้ายังพอใจหรือ?” ตานิลเอ่ยด้วยเสียงสั่นไหว ก่อนภาพทุกอย่างจะละลายเป็นขาวโพลน
วินาทีต่อมาทุกสิ่งสงบนิ่ง ตานิลรู้สึกถึงมืออบอุ่นที่ไล้แก้ม—ใบหน้าของมารดา รอยยิ้มสดใสพร่ามัว ความทุกข์ในใจของแม่สลายเหมือนสายหมอก
“ลูก…เจ้ากลับมาแล้ว หรือว่าข้าฝัน?” มารดาเอ่ยด้วยความสุข ตานิลยิ้มกลับโดยที่น้ำตาอาบแก้ม แม้จำอะไรเกือบไม่ได้ แต่หัวใจค่อย ๆ รู้สึกถึงรักบริสุทธิ์ มันไม่ต้องการความจำเพื่อเติบโต
หมู่บ้านเอซาคืบคลานกลับสู่ความสดใส ผู้คนที่เคยจมอยู่ใต้คำสาปเริ่มเปิดใจออกจากอดีต สัตว์วิเศษเช่นอีแลปซาและคอรานีรายังเดินผ่านยอดเขาบ้างในยามเช้ามืด ทุกคนกล่าวขานถึงเด็กหนุ่มผู้กล้าผู้ยอมลืมอดีต แต่เลือกรักและเมตตาเก็บไว้ในปัจจุบัน
ภูเขากระจกยังคงยืนหยัดเงาทอดยาวในทุ่งหญ้า เมื่อแสงจันทร์ขับเงาสะท้อน บางครั้ง จะเห็นเงาของเด็กหนุ่มผู้เลือกเส้นทางของตนเอง เหลือไว้แต่คำบอกเล่า ว่าการเติบโตไม่ใช่การเอาชนะความกลัว แต่คือการมีหัวใจกล้าเผชิญต่อไปในทุก ๆ วัน—และในเงานั้นเอง คำสาปเก่าแก่ก็ถูกลบล้างด้วยแสงของความรักที่แท้จริง