ดวงใจแห่งแสงเรือง
กลางแผ่นฟ้ากว้างใหญ่เหนือม่านเมฆสีเงิน ดินแดนราแนดราลอยตัวไหวอยู่เงียบสงบ หมอกหนาสีขาวเรืองประกายพลิ้วไปตามแรงลม มีประกายแสงสีฟ้าไหลวนเป็นเส้นสายบนพื้นผิวถนนที่ถักจากเส้นไหมเมฆ ดวงไฟรูปร่างประหลาดลอยวนอย่างเป็นจังหวะราวเชื้อเชิญให้คนแปลกหน้าค้นหาความลับ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ท่ามกลางกระท่อมลอยฟ้าที่โอบกอดด้วยม่านต้นอันทานาค พุ่มไม้แสงวิบวับสีอำพันทอดยาวริมระเบียง ฟารินนั่งไขว้ขาตรงหน้าต่าง ใช้นิ้วจุ่มหมอกเย็นวาดหมุนเป็นเกลียวเคลื่อนไหว เด็กหนุ่มร่างเล็ก ผิวอมเทา ดวงตากลมโตสีเหมือนเงาเมฆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาฝันอยากไปเดินนอกเมือง ไม่มีใครรู้ว่าใจเขายังกลัวสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า
เสียงกระพือปีกดังขึ้น เสียงนั้นไม่เหมือนปีกนกดินหรือแม้แต่สัตว์เวททั่วไป แต่มาจากปีกแก้วของ “รินเซธา” – สัตว์วิเศษประจำบ้านที่คล้ายแมวแต่มีปีกโปร่งใสเหมือนผลึก และเขี้ยวแสงเรืองที่เปล่งประกายในความมืด รินเซธาเอาคางวางบนแขนฟาริน พึมพำเหมือนจะปลอบ
“คืนนี้…ฟารินจะนอนอีกนานมั้ยนะ?”
ฟารินไม่ตอบในทันที เสียงเขานุ่ม ละลายไปกับม่านหมอก “บนฟ้าทุกคืนก็เหมือนเดิม ไม่มีใครตั้งคำถาม ไม่มีใครกล้าออกไปไกล”
ทันใดนั้น ก้อนเมฆเบื้องบนแตกออกเป็นรอยน้ำเงินแปลกตา เสียงเพลงกึกก้องขึ้น กระแสพลังเรืองแสงปะทุเป็นชั่วขณะ เส้นสายที่ล่องลอยจากใจกลางมหานครเหนือเมฆแลดูอ่อนแรง ชาวบ้านพากันกระซิบถึงคำสาปแห่งแสงเรืองที่กำลังจะมาถึง
ฟารินขบฟันแน่น รินเซธาทั้งตื่นกลัวและอยากรู้อยากเห็น
“มัน…ถึงเวลาแล้วหรือ?” สัตว์วิเศษถาม เสียงแผ่วเบา
“ตำนานบอกว่าถ้าแสงเรืองดับ ดินแดนเหนือเมฆจะร่วงลงสู่หุบเหวลืมเลือน” ฟารินเสียงสั่น “ต้องมีใครสักคนไปตามหาดวงใจแห่งแสงเรืองที่ตำนานเล่า”
รินเซธากระโจนขึ้นหน้าต่าง เปิดปีกพลังแห่งผลึก “ไม่มีใครกล้าออกไป…ยกเว้นเจ้าสินะ?”
ฟารินยิ้มแค่น้อย ดวงตาคลื่นไหว
“ข้ากลัว…แต่ถ้าไม่ไป บ้านเราคงหายไปจากฟ้า”
ฟารินคว้าเสื้อคลุมไหมเมฆ สวมรองเท้าแสง ลูบหัวรินเซธาก่อนวิ่งข้ามสะพานลอยฟ้าสีเงิน มุ่งหน้าสู่วิหารแสงเรืองที่รายล้อมด้วยเปลวหมอกอ่อนผะผ่าว เบื้องหน้าคือบันไดเจ็ดพันขั้นที่ฟ้า ทอดยาวลงไปสู่รากเมฆ อาณาเขตต้องห้ามของผู้ไม่มีศรัทธา
ระหว่างทาง ฟารินเหนื่อยล้า หัวใจเต้นแรงช้ากว่าสาวเท้า รินเซธาบินวนขึ้นมาเคียงข้าง เอาหัวดุนหลังเบา ๆ “เมื่อไรใจเจ้าจะเบากว่าเมฆนะ”
ฟารินหัวเราะห้วน “บางที…ใครสักคนต้องเบาใจให้ข้าก่อน ข้าแค่เด็กขี้กลัว คนในเมืองไม่เคยเห็นค่าข้าเลย”
เมื่อถึงประตูวิหาร เสียงแฝงพลังเก่าแก่กระซิบดังขึ้น แสงสีเงินเปลี่ยนเป็นม่วงเข้ม แก่นขอนไม้คริสตัลปิดทางเข้า
“จงตอบ ข้าเป็นใคร” ประตูถาม เสียงผูกขาดระหว่างอดีตกับอนาคต
“ข้าคือฟาริน…ผู้ไร้ศรัทธา” ฟารินเอ่ยออกมาท่ามกลางความลังเล
ประตูสั่นสะท้านเป็นระลอกคลื่น “ผู้ไร้ศรัทธา…จงเดินหน้า ข้ามิอาจขวางเจ้า”
เข้าไปในวิหาร ฟารินพบสายน้ำเวียนวนเหนือพื้น ประกายเพลิงหมอกเรืองแสงวาดลวดลายบนฝาผนังกลางอากาศ มีรูปลักษณ์เดียวกับหัวใจ รินเซธาเดินวนรอบ ๆ ตาเป็นประกาย
เมื่อฟารินแตะน้ำ หมอกตรงกลางหมุนเร็วขึ้น พลังงานลึกลับไหลเข้าสู่ฝ่ามือพร้อมวิสัยทัศน์เก่าของตำนาน: วีรชนผู้ละทิ้งความกลัวจึงได้รับแสงแห่งการเกิดใหม่
“แสงเรืองอยู่ตรงไหนกัน?” ฟารินถอนมือ ถามสัตว์วิเศษ
“ข้าได้ยินเรื่องเล่า…หัวใจแห่งแสงเรืองซ่อนอยู่ที่รากเมฆที่ไม่มีใครไปถึง” รินเซธาเอียงหูฟัง
เส้นทางจากวิหารล่องไปสู่ใต้เมฆ กระไหล่น้ำตกหมอก เสียงนกเมฆสีแพรวพราวบินว่อน ฟารินกับรินเซธาต้องปีนผ่านเส้นเถาวัลย์ควัน ถูกม่านลมพายุผลักไกลเกือบตกลงใต้เมฆ รินเซธาเกาะฟารินแน่น
“ข้า…กลัวความมืด” ฟารินกระซิบเบา
แต่เมื่อกอดรินเซธาไว้แน่น เขารู้สึกอบอุ่น เกิดประกายในใจที่ไม่รู้จักมาก่อน ราวกับแสงเล็ก ๆ ปลุกขึ้นด้วยมิตรภาพ
มาถึงชายป่าเมฆ รากเมฆห้อยย้อยปกคลุมทางเดิน รังสีเรืองวับ ๆ ลอดผ่านช่องว่างเมฆ รินเซธากระโดดวิ่งนำหน้า ฟารินตามไปเหยียบพื้นเมฆน้ำแข็งที่แตกได้ง่าย มีบางอย่างเคลื่อนตัวอยู่ด้านใต้…
สิ่งมีชีวิตประหลาดโผล่ขึ้นจากรากเมฆ มันคือ “ฬิกธา” – สัตว์วิเศษครึ่งเงา มีขานับพันแต่ละข้างอยู่ในท่ายืนแปลกตา หนังบางบางใสราวกับผืนผ้า สายตาอ่อนโยนผิดคาด
“ผ่านรากข้า ได้ด้วยใจไม่หวาดหวั่น” ฬิกธาเอ่ยเสียงเหมือนสายลมม้วนหมอก
ฟารินก้าวช้า ๆ มือสั่น ลมหายใจแข็งค้าง เขาบังคับหัวใจตนให้ไม่ถอย
“ข้ากลัว…แต่ข้าจะไปต่อ”
ฬิกธาถอยทางออกอย่างเงียบเชียบ ปีกเงาพลิ้วตามหมู่แสง ฟารินเดินข้ามรากเมฆมืดผ่านไปสู่ดินแดนลึกใต้เมฆเมืองราแนดรา
ในหุบเขาเมฆนั้น มีก้อนผลึกใจกลาง เรืองแสงอบอุ่น เสียงมวลชนแห่งอดีตสะท้อนในอากาศ ฟารินอ่านออกจากลวดลายบนผลึก
“เมื่อใดที่หัวใจกล้ากว่ากลัว ดวงใจแห่งแสงเรืองจะฟื้นฟู”
แต่ละก้าว ฟารินถูกวังวนความมืดเริ่มหยอกล้อ เปลวเมฆสีดำพุ่งออกมาพันธนาการแขนขา รินเซธาครางเสียงหวาดกลัว มันกระโจนเข้าใส่กับดัก หมอกมืดโอบรัดไว้แทนเจ้าของ
ฟารินตะโกนสุดเสียง “ปล่อยรินเซธาไป ข้า…ข้าจะเผชิญเอง!”
เปลวเงาเย้ยหยัน แต่แสงเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจฟารินค่อย ๆ เติบโต แสงนี้เจาะผ่านหมอกมืดทีละน้อย จนเปลวเงาเริ่มแผ่วเบา
“ข้ายอมรับว่ากลัว แต่ข้าเลือกศรัทธาในแสง… ข้าเลือกมิตรภาพและความหวัง”
ในชั่วขณะนั้น เมฆทั่วทั้งราแนดราสว่างวาบ เสียงเรือนแสงระรัวทั่วหุบเขา ผลึกกลางอากาศแตกออก กลายเป็นดวงใจแสงเรืองจริง ๆ มันฟุ้งแสงเป็นคลื่นกว้าง หล่อเลี้ยงหมู่เมฆรอบข้างอีกครั้ง
รินเซธาหลุดจากหมอกมืด โผเข้ากอดฟารินแน่น
“ขอโทษที่ข้าเคยหนีความกลัว” ฟารินพูดน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม
จู่ ๆ เงาร่างแปลกประหลาดปรากฏขึ้นจากหมู่เมฆ เขาในวัยเด็ก เงาของความกลัวทั้งปวง เงานั้นพยักหน้าให้ ก่อนสลายไปกับลม
ดินแดนราแนดราทั้งหมดสั่นสะเทือน หมอกอ่อนเรืองแสงประสานกันเป็นลายใหม่ ถนนไหมเมฆเปลี่ยนสีเป็นฟ้าประกายเงิน ใบต้นอันทานาคส่งกลิ่นหอมอบอุ่น
เมื่อฟารินและรินเซธากลับถึงกระท่อม เมืองราแนดราหมายหัวใจเขาเป็นวีรบุรุษใหม่ แต่ฟารินไม่ได้เปลี่ยนเป็นใครอื่น นอกจากคนที่กล้าเผชิญตนเองและพร้อมแบ่งปันแสงนั้นกับคนรอบข้าง
ชาวเมืองราแนดราเริ่มสร้างพิธีกรรมน้อมรับหมอกใหม่ สวมเสื้อคลุมไหมเมฆลายหัวใจพร้อมกันทุกปียามหมอกสั่นไหว เด็ก ๆ ในเมืองได้ยินเรื่องของฟารินกลายเป็นตำนานเล่าขานต่อ
ทุกคืนเหนือน่านเมฆ ไฟผลึกลอยวน เต้นรำท่ามกลางแสงเรืองที่ไม่เคยดับอีก ฟารินและรินเซธาเฝ้ามองดวงจันทร์ใต้เมฆ ยิ้มให้กันอย่างเงียบงัน เพราะพวกเขารู้ ถึงแม้จะมีความกลัว แต่อย่าให้มันบดบังแสงเรืองในใจที่สามารถเปลี่ยนโลกได้เสมอ