แสงใต้เพดานหิมะ
เสียงหัวเราะก้องกังวานในอุโมงค์หิมะลึกใต้พื้นโลก แสงไฟส้มอมทองขับให้รอยยิ้มของปาล์มดูอบอุ่นกว่าความหนาวเหน็บรอบตัว ขิมน้องสาวเดินตามไปพร้อมแอบประหม่า จังหวะฝีเท้าของกลุ่มเพื่อนช่างต่างกัน ทั้งทิวาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เบนจามินเจ้าของแผนที่เมืองที่ดูสับสนหนักใจ และคารินที่คอยเหลือบตาไปมุมมืดอย่างระแวดระวัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่ พี่คิดจริง ๆ เหรอว่าจะมีทางขึ้นไปบนโลกข้างบนนั่น” ขิมถามเสียงเบา กระชับเสื้อกันหนาวสะบัดหลุด
“เราต้องหาให้เจอสิ มันต้องมี คนอย่างเราจะมาอยู่ขลุกในความมืดนี่ตลอดไปเหรอ?” ปาล์มหันมาตอบ ดวงตาเจือรอยกังวลเจือความกลัวที่ทุกคนมองไม่เห็น
แสงไฟกระทบกับผลึกหิมะบนเพดานแก้วจนส่องประกาย ทิวาหยิบกล่องไฟขึ้น ปลายเท้าแตะรอยทางลื่น ๆ จนล้มเบา ๆ
“เบา ๆ หน่อย ตรงนี้ฝ้าเปราะนะ อย่าเสียงดังนัก” เบนจามินเตือน มือแน่นแผนที่เก่า ๆ ที่สืบทอดมาจากรุ่นปู่
สายลมพัดผ่าน อากาศเย็นฉ่ำไปถึงกระดูก ทุกคนหยุดเพื่อฟังเสียงอะไรบางอย่างคล้ายกระพือปีก สะท้อนจากผนังอุโมงค์สู่หัวใจ
“มันคืออะไร…” คารินกระซิบ
ไม่มีใครตอบด้วยคำพูด ต่างเงี่ยหูฟังจังหวะลมหายใจสรรพสัตว์ที่ซ่อนอยู่ในดินแดนที่ไม่มีใครกล้าติเตียน
ทุกเช้าของชาววัลล์เซียร์ คือความมืดที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง หิมะสีเงินโปรยลงมาไม่ขาดสาย เกล็ดบางเบาที่กร่อนใจคนทั้งเมืองเช่นเดียวกับตำนานว่าใครสัมผัสหิมะต้องคำสาปจะไม่เห็นวันใหม่อีก
“ต้องมีเหตุผลที่แม่หายไป” ขิมเอ่ยเสียงสั่น
ปาล์มหยุดเดิน สีหน้าชะงักไปชั่วครู่ “แล้วถ้าความจริงมันเจ็บปวดจะทนดูไหม”
ทิวาเอื้อมมือแตะไหล่เขา “ดีกว่าจมอยู่กับคำถาม…อะไรที่ซ่อนอยู่ในอุโมงค์เราไปหามันกันดีกว่า”
ภายใต้ความกลัวที่กัดกิน ใจแต่ละคนพลุ่งพล่านด้วยความอยากรู้และกลัวการเปลี่ยนแปลง เสียงก้าวเดินจึงดังพร้อมกันอีกครั้ง สู่ความมืดลึกกว่าเดิม
จุดสนใจของกลุ่มหันไปที่ผนังหิมะซึ่งมีรอยมือจาง ๆ เบนจามินทาบมือลงไปก่อนถอนออกอย่างเร็ว “เย็นผิดปกติ…นี่เหมือนรอยมือของคนที่หายไปเมื่อหลายปีก่อน”
ขิมกับทิวาสบตากัน เงียบงันหนึ่งอึดใจ ก่อนปาล์มหายใจแรง “เราต้องตามรอยนี้ไป ถ้าแม่ยังอยู่…”
คารินขยับถอยด้วยความลังเล “แล้วพวกเรา…จะรอดออกไปทั้งกลุ่มได้จริงเหรอ?”
“ถ้าไม่ลอง เราจะไม่มีวันรู้” ทิวาหลุดเสียงหัวเราะแหบแห้ง เสียงสะท้อนในโพรงยิ่งเพิ่มความตึงเครียด
กลุ่มเดินไล่ตามรอยมือจาง ๆ ในหิมะ สะเก็ดน้ำแข็งสีเงินตกแต่งสองข้างทางคล้ายป้ายเตือน ถ้ำเบื้องหน้าไร้แสงใด ๆ เว้นแต่สะท้อนของผลึกลึกลับ
ทันทีที่ปาล์มพร้อมเพื่อนข้ามเข้าเขตต้องห้าม กลิ่นไอหนาวสะบั้นใจปะทะใบหน้า เสียงคล้ายกระซิบดังขึ้นทีละน้อย
“ทิวา ฉันว่าเราไม่ควรเข้าไป” คารินกระซิบ
“ถ้ากลัว กลับไปก็ได้ แต่ฉันจะไปต่อ” ทิวามองไปข้างหน้า
บทสนทนาเงียบหายไปกับเสียงลมหิมะ ทุกคนยังเลือกเดินต่อ ทั้ง ๆ ที่หัวใจระแวงไม่หยุด
ในความมืดลึก ปาล์มพบกล่องเหล็กสนิมเขียวซ่อนอยู่ เบนจามินช่วยเขาแกะออก เผยสมุดบันทึกเก่าปกเปื้อนคำสาป มือปาล์มสั่นขณะเปิดอ่านบันทึกที่เฉลยความลับของคำสาปนี้
“มันบอกว่า…คำสาปจะอยู่จนกว่าเรายอมให้อภัยตนเอง” ปาล์มสบตาขิม น้ำตารื้น “แม่…เธออยู่ตรงนี้ตลอด แม่ให้อภัยเราแล้ว แต่เรายังโกรธตัวเอง”
แสงจากผลึกในอุโมงค์กระพริบแรงจนน่ากลัว ทิวาเงยหน้ามอง เสียงปริแตกของเพดานดังหนักกว่าเดิม
“มันคือจุดเปลี่ยนของเมืองนี้ ถ้าเราไม่ยอมรับอดีต เมืองก็ไม่มีวันเห็นแสงสว่าง” เบนจามินพูดเสียงห้วน
“ปาล์ม นายต้องเลือก จะให้อภัยตัวเอง หรือจะอยู่ในเมืองมืดนี้ไปตลอด” คารินเอ่ยด้วยความจริงจัง
ทุกสายตามองปาล์ม เขาลังเลนานเหมือนโลกทั้งโลกหยุดเคลื่อนไหว ก่อนจะหลับตาลง น้ำตาไหล
“ขอโทษนะแม่ ขอโทษตัวเอง…ผมจะอยู่ดูแลขิมและทุกคนเอง”
แสงสว่างอ่อนนุ่มไหลผ่านผนังแก้ว หิมะสีเงินกลายเป็นเกล็ดทอง พลังคำสาปสลายดั่งละลายหิมะใต้แสงใหม่
เบนจามินเข้าโอบไหล่เพื่อน “นายเปลี่ยนเมืองนี้แล้ว พวกเราทุกคนจะไม่ลืม”
ขิมร้องไห้ ทิวากุมมือกัน กลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดรับรู้ถึงโอกาสใหม่ เบนจามินกับทิวาเลือกเดินออกจากเมืองเพื่อค้นหาชีวิตใหม่ ส่วนปาล์มและขิมตัดสินใจอยู่ดูแลเมล็ดพันธุ์ความหวังให้เติบโตใต้หิมะที่เปลี่ยนสี
ใต้โดมหิมะแห่งใหม่ แสงอุ่นสาดกระจายงดงาม เรื่องเล่าของวัลล์เซียร์กลายเป็นจริงในสายตาทุกคน
ที่ศูนย์กลางโดม ปาล์มนั่งขัดสมาธิ ลูบผลึกคำสาปที่แตกละเอียด เขายิ้มทั้งน้ำตา เพราะรู้ว่าตัวเองให้อภัยตัวเองได้แล้ว
โชคชะตาอาจไม่เคยเปลี่ยน แต่หัวใจที่กล้าเผชิญอดีตสามารถปลุกแสงใหม่ขึ้นกลางหิมะได้เสมอ