แสงจากยอดดอย
ตลอดทางเดินแคบบนเขาหินลื่น เสียงลมปะทะใบสนแผ่ว ข้าวโพดประคองเป้บนหลัง ชายหนุ่มวัยสิบหกปีที่เดินนำเพื่อนอีกสามคน—ไหม เสือ และแก้ว—แต่ละคนแบกสัมภาระ ใบหน้าครุ่นคิดและติบสงบขลับแสงเช้ายามรุ่งอรุณที่เพิ่งส่องผ่านสายหมอก ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความลังเล แต่ใจข้าวโพดมุ่งมั่นกว่าที่เคย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจเหรอว่าเราเดินถูกทาง?” แก้วเอ่ยขึ้นมาข้างหลัง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายอยากรู้อยากเห็น
เสือชะโงกหน้าดูโทรศัพท์ที่ไม่มีสัญญาณ ถอนหายใจ “จะถามอีกกี่ทีล่ะวะ ยอมเดินตามข้าวโพดไปก่อนเถอะ”
ข้าวโพดไม่ตอบ แค่กัดริมฝีปากแน่น ระลึกถึงแผนที่วาดมือที่เขาจดจำจากสมุดเก่าของพ่อ
ไหมเดินตามอย่างเงียบ ๆ จ้องมองไปยังแสงระยิบปลายฟ้า เธอสอดส่องใบไม้และรอยเท้าสัตว์ตลอดทาง ริมฝีปากเม้มแน่น
กลิ่นดินชื้นกับเสียงนกป่าขับกล่อม บางครั้งพวกเขาหยุดพักเหนื่อย ไหมจะคอยแบ่งน้ำ แก้วจะเล่าเรื่องขำขันหวังผ่อนคลายบรรยากาศ แต่เสือมักขบกรามเงียบ ๆ ดูเหมือนลังเลทุกการตัดสินใจของข้าวโพด
“แม่เคยบอกไหมให้กลับก่อนค่ำ” ไหมกระซิบ ใจเธอกระวนกระวาย
“เราใกล้ถึงแล้ว เชื่อเราสิ” ข้าวโพดหลบตา ในใจร้อนรนแต่ไม่กล้าเปิดเผย
เมฆขมุกขมัวเริ่มเคลื่อนเข้าปกคลุมยอดดอย แสงแดดสลัวลง พวกเขาผ่านร่องเขาที่ต้นไม้หนาแน่นจนแสงลอดแทบไม่ถึง เสือพยายามจะลัดทางลัดมากไปจนลื่นล้มลง เขาร้องลั่น “โธ่เว้ย! จะให้เดินอ้อมทำไมฟะ!”
“ถ้ากลัวก็กลับไปได้นะเสือ” ข้าวโพดพูดเสียงเบาแต่แฝงความรู้สึกโกรธเก็บ
บรรยากาศในกลุ่มตึงเครียดเล็กน้อย แต่ไหมหยิบผ้าพันแผลมาให้เสือ เธอยิ้มบางเบา “เราอยู่ด้วยกันนะ”
ค่ำคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงจุดพักริมลำธารกลางป่า ข้าวโพดยืนก้มหน้าครุ่นคิด รอยยิ้มของเขาฝืน ๆ ปนความกังวล
“ถ้าคนในหมู่บ้านพูดถูกล่ะ ถ้ามีของ…” ไหมพูดยากฟังแผ่วๆ
แก้วหัวเราะ “ถ้าเราเจอผีบนยอดดอยจริง ๆ เราจะถ่ายรูปเก็บไว้ขาย!”
ข้าวโพดเงียบไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะ เขายังรู้สึกหนักอึ้งเสมอ เขาไม่ได้ออกเดินทางเพราะต้องการผจญภัยเหมือนแก้ว หรือต้องการพิสูจน์อะไรแบบเสือ เขาอยากค้นหาความจริงเกี่ยวกับพ่อที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย กับคำสาปที่แม่ไม่ยอมเล่าให้ฟัง
ค่ำลงอย่างรวดเร็ว หมอกหนาจนมองเห็นกันแค่เงาลาง ๆ พวกเขาก่อกองไฟ เสือจุดไฟไม่ติดหลายหนจนงุ่นง่าน ข้าวโพดโผเข้าไปช่วย มือลนลาน จุดไฟติด สำลักควันจนแก้วแซวเสียงดัง:
“จะตายเพราะไฟหรือตายเพราะผีบนดอยดีล่ะ!”
ไม่มีใครตอบ กระทั่งไหมพูดเบา ๆ “เรากลัว… กลัวว่าทุกอย่างจะเป็นจริง”
ข้าวโพดมองไหม เขารู้ว่าเธอไม่เคยเล่าความกลัวออกมาตรงๆ แก้วกับเสือเงียบลง ทุกคนเขยิบมาอิงใกล้กองไฟ ความร้อนอุ่น ๆ คลายความเงียบสงัดรอบตัว
กลางดึก ข้าวโพดสะดุ้งตื่นกับเสียงแปลก ๆ ในป่า เขาฝันเห็นรูปเงาคนเดินลับหายไปท้ายแสงขาว เขารีบออกจากเต็นท์โดยไม่บอกใคร มุ่งหน้าตอนกลางคืนสู่จุดที่เห็นแสงสว่างลิบตา
เสียงกรอบแกรบจากพุ่มไม้ทำให้เขาชะงัก เสือโผล่ออกมาพร้อมรอยยิ้มเยาะ “คิดจะเล่นเป็นพระเอกเดี่ยวเหรอ?”
ข้าวโพดถอนใจ “เราไม่ได้อยากพาใครเสี่ยงด้วย แต่ก็ไม่กล้าอยู่คนเดียว”
เสือสบตาเขานิ่ง ๆ พึมพำ “เราทุกคนล้วนกลัวทั้งนั้นแหละ”
ขณะเดินลัดป่ามืด รอยเท้าคนจากน้ำค้างบนดินชี้ไปทางยอดดอย พวกเขาหยุดฟังเสียงเคลื่อนไหวจากข้างหลัง แก้วกับไหมเดินตามทัน สีหน้าวิตกแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ไม่ว่าอะไร เราไปด้วยกัน” ไหมพูดเสียงมั่นคง แม้จะมีน้ำเสียงสั่นเครือ
กลุ่มสี่คนเดินเบียดกันขึ้นเนิน สุดปลายซอกหินคือพื้นที่โล่ง ที่นั่นแสงจันทร์ทอเงาบนศาลเจ้าไม้เล็ก ๆ เก่าแก่ล้อมด้วยเศษผ้าแดงขาดรุ่งริ่งและรูปปั้นหน้าตาประหลาด
ข้าวโพดยืนนิ่ง มองศาลเจ้านั้นน้ำตาคลอ จำได้ลาง ๆ ว่าแม่เคยพามาไหว้พ่อเมื่อนานมาแล้ว
แก้วเดินเข้าไปใกล้ อยากดูใกล้ ๆ แต่ไหมคว้าแขนไว้ “อย่า—มันเป็นเขตต้องห้าม”
เสือส่ายหน้า “มีแต่พวกผู้ใหญ่ขี้ขลาด ที่ชอบสร้างเรื่องไว้กันคนออกไปจากอดีต”
ข้าวโพดค่อย ๆ ก้าวเท้าขึ้นบันไดไม้ ร่องรอยบนศาลบ่งบอกถึงการสักการะมานานนับปี เขารำพึง “ที่นี่…มันคือคำสาปที่แม่กลัว”
ทันใดนั้น ลมแรงพัดเข้ามา ผ้าสีแดงปลิวตีหน้า ข้าวโพดถอยกลับ ทั้งกลุ่มเงียบงัน ฝังสายตาไปยังรูปปั้นรูปคนสองคนยืนหันหลังให้กัน
“นายคิดว่านี่เกี่ยวกับพ่อเหรอ?” เสือถามขึ้นมาด้วยเสียงสั่นคลอน
“บางที…คำสาปของหมู่บ้านมันคือเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่ยอมให้อภัยกัน ไม่ใช่ผี ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น” ข้าวโพดต่อเสียงสั่น ๆ
ไหมค่อย ๆ เข้าไปจับมือข้าวโพดแน่น เธอก้มหน้าหลีกเลี่ยงสายตาแก้วกับเสือ
“นายกลัวไหม?” เธอถามเบา ๆ
ข้าวโพดสั่นศีรษะ “กลัวทุกวัน กลัวความจริงและกลัวเสียแม่ไป”
เงียบงันในอากาศ ก่อนที่แก้วจะเตะก้อนหินเบา ๆ “แล้วตอนนี้?”
ข้าวโพดสูดลมหายใจ “อยากเผชิญหน้าแล้ว—อย่างน้อยก็ไม่กลับบ้านแบบเดิมอีก”
ฟ้าสาง ข้ามผ่านความมืดสู่แสงแรก พวกเขามองออกไปยังขอบฟ้าที่ดวงอาทิตย์เริ่มฉายแสงสีทองลงมาบนดอยสูง ข้าวโพดยืนอยู่กลางกลุ่ม รอยน้ำตาบนใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอ่อน ๆ
ระหว่างทางกลับลงดอย ข้าวโพดกล้าเล่าให้เพื่อนฟังเรื่องอดีตของครอบครัว ความปรารถนาอยากหาคำตอบเกี่ยวกับพ่อ มิตรภาพของสี่คนแข็งแกร่งขึ้น เสือยอมรับในความเปราะบางของตัวเอง ไหมเปิดใจให้ความรู้สึกต่อข้าวโพดมากขึ้น แก้วยิ้มให้ข้าวโพดอย่างไว้ใจ
เมื่อถึงหมู่บ้าน ข้าวโพดตัดสินใจเดินเข้าไปคุยกับแม่ เปิดใจถึงสิ่งที่เขารู้สึกและเรียนรู้ระหว่างทาง คุณแม่โผเข้ากอดลูกและร้องไห้ พร้อมยอมรับอดีตและให้อภัยตัวเอง
ภาพสุดท้าย คือตอนเช้าอีกวัน ข้าวโพดยืนมองพระอาทิตย์ขึ้นจากลานบ้าน แสงทองอาบใบหน้า เขาหัวเราะกับตัวเอง รู้สึกว่าชีวิตใหม่ของเขาเพิ่งเริ่มต้น เขากล้ามองข้ามเงาอดีต ยอมรับทั้งความเสียใจและความหวัง ให้แสงแรกนำทางไปสู่วันใหม่ของใจเขาอย่างแท้จริง