แสงในม่านหมอก
เสียงระฆังวัดดังสะท้อนข้ามหุบเขาในรุ่งอรุณ มณสะบัดเสื้อกันหนาวให้แนบตัวแน่นขึ้น ริมฝีปากเม้มสนิท ชายหนุ่มร่างผอมสูงวัยสิบเจ็ดปี ยืนอยู่ข้างกระท่อมไม้หลังเล็ก เขาก้าวเท้าอย่างลังเลออกไปตามทางดินลื่นที่ทอดไปสู่ใจกลางหมู่บ้านซึ่งหมอกลงหนาทึบจนมองเห็นได้แค่ราง ๆ ยายมาลัย ร่างเล็กงุ้มหลัง เปิดหน้าต่างกระซิบเรียกเบา ๆ “มณลูก ไปเก็บฟืนให้ยายหน่อย”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มณพยักหน้ารับเดินลัดเข้าไปในป่า เสียงใบไม้ร่วงใต้ฝ่าเท้า ระหว่างที่เขาเก็บฟืน สายตาก็ปราดผ่านเงาเลือนลางข้างต้นสน “ที่นั่น ใคร…” เขาขยับเข้าใกล้อย่างหวาดระแวง พบเพียงรอยเท้ากลางโคลน ตะโกนถามอย่างอ้อมแอ้ม “ใครอยู่ตรงนั้น” ไม่มีเสียงตอบ นอกจากเสียงลมเย็นปะทะใบหน้า
ขณะที่เขากลับถึงบ้าน อรมารออยู่ด้วยใบหน้าหงอย เธอเป็นเด็กหญิงอายุเท่ากัน ผมยาวตรงตาเศร้า “เมื่อคืนเจออะไรมั้ย” อรเอ่ยเสียงเบา
“ฝันร้ายเหมือนเดิมน่ะสิ” มณตอบอย่างติดขัด
อรทำหน้าลำบากใจ เงียบพักใหญ่จึงเผยว่าเมื่อกลางดึก เธอได้ยินเสียงใครเรียกจากในหมอกใกล้เนินเขา มณหัวเราะเจื่อน ๆ “ไม่มีอะไรหรอก อร แกคิดไปเอง” เธอจ้องหน้าเขานิ่ง “จริงสิ มณ…มันคือเสียงของใครสักคน
ช่วงเย็นอากาศหนาวจัด มณเดินไปที่ลานกว้างกลางหมู่บ้าน บ้านเรือนเรียงกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผู้นำหมู่บ้านอย่างผู้ใหญ่ทอง ผิวเข้มดวงตาดุดัน ยืนคุมเด็ก ๆ ฝึกซ้อมป้องกันอัคคีภัย มือไม้แข็งแรงแต่แววตามีรอยกังวลแฝง
มณสังเกตเห็นตาเดือน ชายชราตาบอดเดินลากไม้เท้าข้ามลาน เขาหยุดนิ่งเหมือนสัมผัสอะไรบางอย่าง เงยหน้าขึ้นฝืนยิ้มให้มณ “แกกลัวหมอกมั้ยวะไอ้มณ หมอกมันซ่อนอะไรไว้เยอะแยะ”
“มันก็แค่หมอก” มณตอบ แววตาไม่มั่นคง ตาเดือนหัวเราะเสียงแห้ง
พลบค่ำ หลังเลิกงานเด็ก ๆ รวมกลุ่มเล่นใต้ศาลาหมู่บ้าน อรนั่งกอดเข่าข้างมณ ดวงตากวาดดูรอบ ๆ ราวกับระแวงบางสิ่ง “แม่ฉันบอกคืนนี้อย่าออกนอกบ้าน ฉันฝันว่าโดนตามโดยเงาดำ ๆ…” เธอกระซิบเสียงเบาสั่น มณหลบสายตา “เราก็อยู่ด้วยกันนี่ ไม่มีใครมาทำอะไรหรอก ถึงหมอกมันจะน่ากลัวแต่ก็เป็นแค่หมอก เธอคิดมากไปเอง…” เขาพูดตัดบท
จู่ ๆ ฝนปรอยเม็ดเล็กลงมาพร้อมสายหมอกเข้ม อรกับมณรีบวิ่งกลับบ้าน มณเหลียวหลังเหมือนเห็นเงาเลือนรางในสายตาเขา หัวใจเต้นระรัว
คืนนั้นกลางเปลเสียงลมหอนลอดประตูไม้ มณเอื้อมมือปิดหน้าต่าง ยายมาลัยลูบไหล่เบา ๆ “อย่าไปเชื่อเรื่องผีที่ชาวบ้านเขาพูด มันก็กลัวกันไปเอง” มณถามกลับเสียงเบา “แต่ถ้ามันมีจริงล่ะยาย เราควรทำยังไง”
ยายเงียบ ไม่ตอบ
เช้ามืด วันถัดมาชาวบ้านแตกตื่น อรหายตัวไป เหลือเพียงรอยเท้าเล็ก ๆ ที่หายเข้าสู่ม่านหมอก ผู้ใหญ่ทองเรียกเด็ก ๆ และพ่อแม่ รวมกลุ่มค้นหา เสียงตะโกนชื่อเธอสะท้อนก้องในขุนเขา
มณยืนตัวสั่น แววตาร้าวลึก “ฉันควรตามหาเธอเอง ฉันเป็นคนปล่อยให้เธอกลัว” เขาสะกดใจกลัว อาสานำกลุ่มเด็กเดินเข้าสู่ป่าหมอกา
ท่ามกลางหมอกหนา มณได้กลิ่นควันจาง จู่ ๆ เขาได้ยินเสียงกระซิบ “ช่วยด้วย… มณ…” เด็กชายสะดุ้ง หันซ้ายขวาร้อนรน ท่ามกลางต้นไม้มีเงาดำเคลื่อนไหวรวดเร็ว
ปูน เด็กชายอวบ เพื่อนร่วมกลุ่ม ถามขึ้น “นายได้ยินไหม มีคนเรียกเราปะ” เสียงเขาสั่นด้วยความกลัว เด็กคนอื่น ๆ เริ่มแตกกลุ่มกันคุยเบา ๆ
“ไม่ได้ยินอะไร อย่าเพิ่งตกใจไปเอง” มณหันไปตะคอกกลับจนปูนหน้าเสียเอง การค้นหาดำเนินไปจนมืดค่ำโดยไร้ร่องรอยอร
เมื่อทุกคนกลับมา ผู้ใหญ่ทองโทษว่าอรอาจจะฝ่าฝืนคำเตือนเรื่องคำสาปของหมอกเก่าแก่ มณยืนฟังเงียบ ๆ มือกำแน่น “ฉัน…ต้องหาคำตอบให้ได้ อรอาจยังรอเราอยู่ในหมอก”
ตกค่ำ มณฝันเห็นอรยืนอยู่ในม่านหมอก สีหน้าเศร้า เธอกระซิบขอให้เขาอย่ายอมแพ้และอย่ากลัว เขาสะดุ้งตื่นเหงื่อซึม แต่คืนต่อมาก็ฝันซ้ำ ๆ ราวกับอรส่งสัญญาณบางอย่างมาตลอด
ระหว่างวัน มณไปถามยายมาลัยเรื่องคำสาปในหมอก ยายลังเลเล็กน้อย “มันเป็นเรื่องเล่าตั้งแต่สมัยปู่ย่า… ว่ามีวิญญาณของคนที่ตายโดยไม่ได้รับการให้อภัย ติดอยู่ในหมอก รอการไถ่บาป ถ้าหมอกลงจัดก็เหมือนพาเราหายเข้าไปในอดีตที่เจ็บปวด”
มณนิ่งงัน “งั้นเราจะช่วยอรกับวิญญาณนั่นยังไง…” ยายมาลัยแค่มองด้วยแววตาเศร้า
เย็นวันถัดมา เด็กกลุ่มเดิมรวมตัวกันอีกครั้ง ปูนถามเสียงเบา “เราจะเข้าไปในหมอกอีกเหรอ” มณหันมองหน้าแต่ละคน “เราต้องช่วยอรให้ได้ ไม่งั้นฝันร้ายจะตามเราไปตลอดชีวิต” ปูนเม้มปากแน่น “ฉันกลัว… แต่นาย…นายไม่กลัวเหรอ”
มณเหลือบตามองพื้น น้ำเสียงเคร่งเครียด “ฉันกลัว… แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย ฉันจะอยู่กับตัวเองไม่ได้”
เด็ก ๆ เดินเข้าสู่หมอกอีกครั้ง คราวนี้เสียงในใจดังชัดขึ้น เงาดำวนเวียนรอบตัว มณตะโกนบอกเพื่อน ๆ ให้จับมือกันเป็นวงกลม ราวกับเขาทดสอบความกล้าในตัวเอง เด็กคนหนึ่งร้องไห้บอกอยากกลับบ้าน มณต้องตัดสินใจ “เราจะไม่ทิ้งกัน ถ้ากลับ บางทีอรจะหายไปตลอด”
ขณะนั้น เงาดำโถมเข้ามาหา มณหลับตาปี๋ พยายามคิดถึงช่วงเวลาดี ๆ กับอร เสียงในหัวตะโกน “ขอโทษ ขอโทษที่ปล่อยให้อรกลัว…ขอโทษที่เราเคยไม่กล้า” หมอกจางลงชั่วครู่ เงาดำค่อย ๆ ถอยห่าง
มณลืมตาอีกครั้ง เพื่อน ๆ ยังจับมือกันแน่น เขานำกลุ่มเด็กเดินลึกขึ้นค่อย ๆ เจอเศษผ้าขาวของอรติดอยู่บนกิ่งไม้
เด็ก ๆ ช่วยกันค้นหาในบริเวณใกล้เคียง จนได้ยินเสียงกระซิบ “ทางนี้…” มณนำไปยังต้นไม้ใหญ่กลางป่า ท่ามกลางหมอกและความหวาดกลัว
เขาเห็นอรนั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ น้ำตาอาบแก้ม ใบหน้าเศร้า เธอเอื้อมมือหา “มณ…ฉันกลัว…”
มณทรุดตัวลงข้างเธอ “ฉันมาช่วยแล้ว ฉันขอโทษที่เคยปล่อยเธอไว้คนเดียว” เงาดำโอบล้อมรอบกลุ่มเด็ก ทั้งหมดกอดกันแน่น มณพูดเสียงสั่น “ถ้าต้องมีใครไป ฉันจะยอม” เงาดำหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะ ก่อนจางลงอย่างช้า ๆ
เสียงกรีดร้องสุดท้ายเงียบหาย อรซบหน้ากับอกมณ เพื่อน ๆ น้ำตาไหลพรากด้วยความโล่งอก
หมอกค่อย ๆ จางลงอย่างช้า ๆ แสงแรกของวันสาดผ่านภูเขาต้องใบหน้าแต่ละคน ทุกคนกลับถึงหมู่บ้านโดยปลอดภัย
วันถัดมา ผู้ใหญ่ทองพบว่าหมอกน้อยลงจากทุกปี ชาวบ้านเริ่มมีรอยยิ้มอีกครั้ง แววตาทุกคนดูผ่อนคลาย มณกับอรเดินข้ามสะพานไม้ด้วยกัน มณกำมือแน่น พลันหยุดอยู่กลางสะพาน
“ขอบใจที่รอฉัน ฉันกลัวมาก แต่… ฉันจะไม่หนีอีก” อรพูดเสียงนุ่ม มณค้อมศีรษะ หน้าชื้นด้วยน้ำตา “ฉันก็เหมือนกัน”
ลมยามเช้าพัดหมอกบาง ๆ มณยืนแนบตัวข้างอร รอยยิ้มเบาบางปรากฏบนใบหน้าทั้งคู่ ขณะสายตาไล่มองภูเขาเบื้องหน้า เงาดำบาง ๆ ทะลุหมอกสุดท้าย สลายหายไปกับแสงแรกของวัน