แสงวาบกลางอากาศยามสุริยันจมหาย
เสียงเครื่องสูบน้ำแข็งกุกกักในตรอกแคบ ขณะที่ลมเหนือพัดโบกกระทบกำแพงสูง บ้านเรือนล้วนถูกเคลือบด้วยเกล็ดสีเพลิงจากแสงประหลาดที่ฉาบท้องฟ้า เคล็บก้าวเข้าโรงน้ำแข็งเก่า เดินปัดหิมะออกจากรองเท้า มีคนสี่ห้าคนนั่งกุมไพ่ ลอบมองเขาผ่านควันบุหรี่ด้วยสายตาก้ำกึ่งระแวงกับเย้ยหยัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้ลมใต้มาทางนี้เร็วแปลก ๆ” เขาพึมพำ หย่อนตัวลงข้างหญิงสาวผมดำระพื้น ซีริน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ใคร ๆ รู้ว่าเธอไม่เชื่อเรื่องผีหรือปาฏิหาริย์
“นายได้ข่าวไหม เมื่อคืนมีคนหายอีก—กลางอากาศ ไม่มีรอยลาก ไม่มีเสียงกรีดร้อง” ซีรินเริ่ม ไม่สบตา ขณะที่มือกุมแก้วร้อนแน่น เธอไม่กลัวอากาศหนาว แต่กลัวเงียบเกินไป
เคล็บหัวเราะในคอ “ฉันเดา ว่าคนคงปีนขึ้นฟ้าเองแหละ” น้ำเสียงเยาะเย้ยแทรกด้วยความเศร้าพลางเหลือบตาไปมองนอกหน้าต่าง—แสงแดงฉานบนฟ้ายิ่งฉาบสีวังเวงทั่วเมือง
“นายจะไม่ไปดูหน่อยหรือ? เมืองนี้เหลือพวกเราที่สนใจมันแค่สองคนมั้ง” ซีรินโพล่งออกมา เสียงดังเกินไปจนชาวโรงน้ำแข็งหยุดเล่นไพ่ชั่วคราว เคล็บถอนใจ ลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุม ฝุ่นหิมะปลิวตามแรงมือ
ถนนเกล็ดน้ำแข็งมีรอยเท้าเพียงสองคู่ที่เหยียบห่างกัน ร่องรอยเมื่อวานเจือไปกับลมหนาวเช่นเดียวกับเงาคนที่หายทุกคืน ทั้งคู่เดินข้ามซอกซอยเข้าสู่ย่านที่บ้านเรือนเงียบเชียบ มีเพียงเงาแสงแดงเหมือนเลือดลากเป็นแนวยาวบนผนังหิมะ
“ว่าตามตรง ฉันกลัวจะเจอคำตอบที่ไม่อยากรู้” เคล็บพูด ดวงตาเบนมองซีริน เธอกัดฟันแน่น
“กลัวเผชิญหน้าหรือกลัวถูกทิ้ง…” เธอประชดเสียงขรึม เงียบงันพาดผ่านระหว่างคนสองคน เสียงลมหายใจดังกลบพายุ
โรงนาฬิกาเมื่องกลางจัตุรัสใหญ่ดัง ‘ตึ่ง’ หนึ่งครั้ง แสงแดงฉายผ่านกระจกสะท้อนใบหน้าทั้งสอง บุรุษวัยกลางคนยืนขดตัวข้างประตู ท่าทางหวาดกลัว “อย่ามามองฉัน…ฉันก็แค่เห็นแสงนั่น…” เขาเพ้อ
ซีรินชะโงกหน้าเข้าไป “คุณเห็นอะไรเมื่อคืน เจออะไรหมายเลข ‘47’ หรือเปล่า?”
“ไม่มี ไม่เหลืออะไรให้เห็น มีแต่… เหมือนคนโดนดึงขึ้นไปทั้งเป็น” เขาตอบสะท้อนเสียงสั่น เคล็บจ้องสายตามีรอยไหวใจ
กลางคืนแสงฟ้ายังคงวาบแดงเข้ม สองนักสืบจำเป็นเซถลากลับถึงสำนักงานร้างที่ข้างทาง—โถงกว้างมีโต๊ะเหล็กบุ๋ม เบาะหนังขาดพลาง ประตูกระจกแตกเป็นช่อง ซีรินลงมือดึงแผนที่เมืองมาตรวจด้วยข้อมือแกร่ง
“ทุกคนที่หายเริ่มจากทิศใต้ ไล่ขึ้นเหนือ เหมือนอะไรบางอย่างเดินกินคนทีละชั้น” เธอพูดสายตาเร่งเร้าวุ่นวาย
“หรือเราแค่อยากหาคำอธิบายบางอย่างให้กับความว่างเปล่า…” เคล็บเสียงเหนื่อยล้า หมับจับข้อมือซีรินเบา ๆ พลางปล่อยมือทันทีราวกับกลัวความใกล้ชิดเกินไป
“นายก็ไม่เชื่อใช่ไหม?”
เขาเงียบ เหลือบตาแสร้งเย็นชาไปทางต่าง—เสียงนาฬิกาเดินแกว่งกังวาลในพื้นที่ว่าง
วันต่อมา ทั้งเมืองรื้อคุ้ยข่าวลือ แต่ไม่มีใครกล้าตามรอยหายตัว ซีรินเดินฝ่าอากาศเย็นไปต่อตรงตึกสูงสุดในเมือง เธอก้าวยืนชิดขอบหลังคาเคียงเคล็บ ลมหิมะกระหน่ำ ความสูงชวนเวียนหัว
“เห็นไหม แดงแบบนี้ ทุกคืน…แต่ไม่มีใครกล้ามองจนสุดฟ้า” เธอพูด พลางโยนก้อนหิมะลง—จมหายไร้เสียง
“คนเราชอบสร้างคำอธิบาย เพื่อกันความกลัว…รวมถึงฉันด้วย” เคล็บพูดชัดถ้อยชัดคำ หารอยเหยียดเย้ยไม่เจอในน้ำเสียงอีกแล้ว
เงียบงันครู่ ก่อนซีรินยิ้มสั้น ๆ ให้อย่างแปลกประหลาด “นายหนีอะไรอยู่กันแน่?”
“อดีตตัวเอง” เขาสารภาพ ผลักเสียงหัวเราะเยาะตัวเองออกมาอย่างขื่นขม
เสียงไซเรนดังลั่น—มีคนตะโกน “กลางจัตุรัส! แสงแดงฉุดคนขึ้นฟ้าอีกแล้ว!” ทั้งคู่แลกสายตา ต่างคนต่างเร่งลงบันไดวิ่งฉุดกระชากกันจนถึงลานกว้าง
สายฟ้าแลบ ฉาบเงาคนในอากาศ เป็นเด็กหนุ่มลอยขึ้นช้า ๆ ไปสู่แสงชะลูดส้มแดง กองชนดูด้วยความกลัวผสมตื่นตะลึง
“มีอะไรดึง…หรือเขาขึ้นไปเอง?” ซีรินกระซิบ น้ำเสียงสั่น เคล็บไม่ตอบ ฝูงชนแหวกทางให้เจ้าหน้าที่ที่ยืนอึ้งในความมืด
“เราทำอะไรได้บ้าง?” เธอถามเสียงเบา
“อยู่ดูจนกว่าเราจะรู้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น” เขากระซิบกลับ ความดื้อดึงฉายชัดในแววตา
คืนนั้น ทั้งสองซ่อนตัวหลังหมู่ตึกเงียบ มองเมืองใต้แสงประหลาด ดูเหมือนกลางฟ้ามีร่องรอยบางอย่างเป็นเงาจาง ๆ—ราวกับประตูบานหนึ่งเปิดรับเฉพาะคนที่เต็มไปด้วยโศกเศร้า
“ฉันเคยฝันว่าเมืองนี้เป็นคุก…” เคล็บพูดเสียงง่วง “…คุกของทุกคนที่ยังไม่พร้อมให้อภัยตัวเอง”
ซีรินหัวเราะริน “งั้นคงไม่น่าแปลกใจถ้าเราติดอยู่ที่นี่นานกว่าคนอื่น”
แก้วน้ำในร้านร้างส่งเสียงแตะกันเบา ๆ ซีรินสบตาอย่างท้าทาย “ถ้าคืนนี้ฉันขึ้นฟ้า นายจะช่วยหรือปล่อย?”
เคล็บชะงัก เบนสายตา “ฉันอาจวิ่งตามขึ้นไปจนตาย …หรือไม่ก็ยืนนิ่งดูเพราะกลัวรู้สึกอะไรอีก”
แสงวาบแดงฉานฉาบทั่วเมือง เสียงคนกรีดร้องปะปนหัวเราะ บ้างร้องขอความช่วยเหลือ บ้างขอให้จบฝันร้าย สองนักสืบไม่กล้ากระพริบตา
ซีรินตัดสินใจวิ่งสวนคนฝูงเข้าไปกลางแสง เธอหายไปในวินาทีที่สายฟ้าช็อตลงตรงหน้า เคล็บผวาตาม …แต่จู่ ๆ ทุกอย่างเงียบลง เหลือแต่เงาของเธอที่ละลายในอากาศ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทั้งเมืองเหมือนถูกหยุดไว้ในรอยต่อระหว่างอดีตกับอนาคต เคล็บกลายเป็นคนเดียวในอาร์คครีสที่ยังกล้าตั้งคำถาม เงาร่างซีรินทับซ้อนบนผนังหิมะในคืนถัดมา เขาเดินตามเสียงหัวเราะประชดประชันของเธอ ที่คล้ายจะดังขึ้นจากทุกทิศ
“กลัวจะต้องอยู่โดยไม่มีฉันไหม?” เสียงแว่วจากเงา … “หรือกลัวแค่ต้องอยู่กับตัวเอง?”
เคล็บตอบเบา ๆ “…ฉันกลัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่จนลืมว่าต้องหนี”
คืนนั้นแสงแดงเต็มท้องฟ้าลงมาฉาบทั่วชุมชนอีกครั้ง คนทั้งเมืองออกมายืนนิ่งใต้แสงเช่นเดียวกัน ราวกับบ่วงเดียวกันพันพาไว้
เคล็บยืนกลางถนน ตัดสินใจเผชิญหน้ากับแสง …มือเอื้อมออกไปขณะที่ฟ้าร้องโครมขึ้นมา เงาซีรินก้าวออกมาจากแสงด้วยรอยยิ้ม—ดวงตาเธอบอกความจริงที่เขาอยากหนี …แต่ก็ต้องรู้
“เมืองนี้ไม่สร้างกับดัก เราต่างขังตัวในคุกของใจเอง” เธอยกมือสัมผัสไหล่เขา แผ่วเบาเหมือนลมหนาวแต่มีอุ่นแฝง
เงาในเมืองค่อย ๆ หายไป ผู้คนเริ่มกลับบ้านโดยไม่มีใครหายตัวอีก …เคล็บกับซีรินนั่งข้าง ๆ กันบนเก้าอี้หิมะ ดูดวงอาทิตย์ขึ้นในรุ่งสางซึ่งไม่มีแสงประหลาดเหมือนเคย
“ถ้าเรายังอยู่ต่อไป จะเลือกหนีหรืออยู่มองฟ้าด้วยกัน?” เธอกระซิบ
“ฉันเลือกอยู่” เขาวางมือทับมือซีรินอย่างอ่อนโยน …ทุกอย่างนิ่งงัน แล้วเมืองทั้งเมืองเริ่มขยับหายใจพร้อม ๆ กัน แสงขาวแรกของฤดูใบไม้ผลิไล่ความแดงจากฟ้า เหลือแต่เสียงลมหัวเราะแผ่วเบาในใจที่เริ่มกล้าให้อภัยตัวเองสักที