แสงสีสุดปลายเสียง
แสงไฟสีฟ้ารำไรลอดม่านหน้าต่างกลางค่ำคืน นาเดินเยียบพื้นไม้แผ่วเบา หยุดลงข้างประตูห้อง พ่อของเธอ นัท นั่งชิดเปียโนเก่า ปลายนิ้วสัมผัสแป้นดำขาวแบบที่คนเคยรู้จักเสียงเพลงทว่าขณะนี้เงียบงัน ภายในมือกำปิ่นเสียงพลาสติกแน่น นาเฝ้ามองท่ามกลางความเงียบ เสียงกรี๊ดดังทะลุเข้ามาจากบ้านข้างเคียง เธอสะดุ้ง เงยหน้าสบตาบิดาผ่านช่องประตู กระจกสะท้อนใบหน้าที่แก่ลงเร็วเกินวัย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พ่อ ได้ยินไหม” นาพูดเสียงเบาราวกระซิบ พ่อขยับริมฝีปากแต่ไร้เสียง เลือกเงียบมากกว่าจะพยายามแก้สถานการณ์ เมื่อเสียงหมอกยามค่ำคลุมเมือง หูของคนทั้งเมืองเริ่มเล่นตลก เสียงที่เคยได้ยิน กลับฟังผิดเพี้ยน หรือไม่มีวันได้ยินอีก
นาเดินเข้าไปในครัว เห็นจดหมายฉบับหนึ่งวางข้างเครื่องรับคลื่นเสียง พร้อมโจทย์คณิตศาสตร์ที่เธอทำทิ้งไว้ วงกลมสีแดงขีดผิดอย่างเย้ยหยัน เธอเปิดวิทยุ มองแสงเขียววูบวาบ สัญญาณขาดๆหายๆ ราวกับเมืองนี้กำลังจมอยู่ในโลกใบอื่น สัญญาณแปลกประหลาดดังก้อง ตามด้วยเสียงถอนหายใจแผ่วเบาของตัวเอง
“นาทีนี้ ใครกันฟังเราอยู่จริงๆ” เธอเพ้อคนเดียว แล้วถอดใจปิดวิทยุให้ห้องกลับคืนสู่ความเงียบ
กลางคืนถัดมา ขณะนาเขียนการบ้านใต้แสงไฟ พ่อเดินเข้ามาในห้องช้าๆ มือสั่นเคาะโต๊ะเบาๆ ใช้โทรศัพท์พิมพ์ข้อความจนจอมืด ก่อนวางบนโต๊ะ เธอนิ่งไป อ่านคำว่า “ขอโทษ” ที่สะกดผิด นาหายใจช้า ถอนตาไปที่ภาพถ่ายเก่าสมัยพ่อยังเล่นเปียโนในเวทีแสงจ้า รอยยิ้มที่แห้งเหือดในอดีต
เสียงคลื่นประหลาดอีกครั้งดังทะลุหน้าต่าง นารีบผลักบานกระจก เงามืดไหวริบอยู่ริมถนน มีเพียงหมอกลอยต่ำ ไม่มีใครยืนยันต้นตอของเสียง นาพยายามทำใจไม่กลัวแม้ใจเต้นแรง เธอกลับไปหาพ่อที่ห้องเปียโน พ่อระบายยิ้มจางๆ ส่งมือออกมาแตะฝ่ามือของนา ทั้งสองสบตากัน แม้ไม่มีเสียงแต่อารมณ์บางอย่างไหลเวียนอยู่รอบห้อง
รุ่งเช้า บ้านทั้งหลังกลายเป็นที่สนใจของคนในละแวก แม่ค้าเดินเข้ามาแทรกกลางเสียงลือ เสียงใครบางคนพูดถึง “เสียงผีบ้านนัท” นามองพ่อที่ทำเป็นไม่สนใจ เขาเปิดโน้ตดนตรีซีดจางกับเครื่องรับเสียงเก่า พยายามเล่นทำนองในหัว มือสั่นเบาๆ กระแสไฟระหว่างคนสองคนอึ้งเงียบคล้ายทุกอย่างจะขาดหายฉับพลัน
“หนู…กลัวหมอกนั่นไหม” พ่อพูดเสียเปร่ง ห้วนต่อตัวเองมากกว่าถามลูกนา
“กลัวค่ะ แต่ไม่กลัวเท่ากลัวว่าพ่อจะไม่ยอมพูดกับหนูอีก” เธอพูดพลางกดนิ้วกับโต๊ะ หยุดลมหายใจไปครู่
“พ่อ…จำได้ตอนที่แม่ยังอยู่ไหม ทุกอย่างเคยเงียบขนาดนี้ไหมคะ” นาแหลมเสียงน้อยๆ พ่อสบตาแล้วพยักหน้าช้าๆ ไม่เคยมีใครพูดถึงแม่ในบ้านหลังนี้มานาน
ค่ำในวันต่อมา เมืองทวีความแปลกประหลาด โทรทัศน์รายงานถึงเสียงรบกวนซึ่งไม่มีใครอธิบาย นาตัดสินใจทดลองบันทึกเสียงผ่านเครื่องรับคลื่น ปรากฏรูปร่างของคลื่นสีแปลกตาโผล่บนจอมอนิเตอร์ “พ่อ หนูเจออะไรแปลกๆ” เธอชวนพ่อลองฟังแต่เขาได้เพียงเงี่ยหู เงียบงัน ผ่านเทปเสียงอันหนักอึ้ง
“มัน…คล้ายเสียงร้องไห้ของคน” เธอบอก พ่ออมยิ้มเศร้า สะกดสายตาลงกับพื้นราวกับเข้าใจแต่ไม่ต้องการยอมรับ นาหยิบปิ่นเสียงที่พ่อใช้ตอนยังฟังได้ดีๆ ยื่นให้ เขาสั่นหัว ไม่รับ เธอวางมันลงตรงเปียโน
พอแสงเช้าอาบเมือง นาหยิบเครื่องรับคลื่นเก่าเดินผ่านร้านโชห่วย คุณยายเจ้าของร้านยิ้มให้เงียบๆ นาเหลือบดูมือเหี่ยวย่นที่ถือวิทยุ “เมื่อคืนยายได้ยินอะไรไหมคะ” เธอเปิดประเด็น
“มันร้องคล้ายจะบอกอะไรสักอย่าง แต่ยายฟังไม่เข้าใจเหมือนกัน” ยายตอบเสียงสั่น มีสิ่งในน้ำเสียงที่ทำให้นารู้ว่าทุกคนในเมืองนี้ก็ยังมีบางอย่างที่ฟังไม่ได้
นาเดินออกสู่จัตุรัสในเมืองซึ่งคลื่นเสียงประหลาดกำลังเป็นปริศนา เธอนั่งลงตรงม้านั่งที่ฝนเพิ่งซัดผ่าน พลันเครื่องรับคลื่นส่งเสียงผิดปกติออกมา เธอรีบดึงเครื่องแนบหู ในขณะเดียวกันมีชายแก่เดินผ่านมาหยุดยืนข้างหลัง “จะเปิดรับอะไรก็ต้องกล้าฟังให้ได้ถึงท้ายเสียงนะหนู” เขากระซิบ ก่อให้เกิดความอยากรู้
เมื่อกลับบ้าน นาเริ่มวางแผนพูดคุยกับพ่อมากขึ้น ใช้ปากกาเขียนประโยคลงบนสมุด พ่อเงยขึ้นอ่าน คืนนั้นพ่อเปิดหน้าต่างรอจังหวะหมอกหนา นั่งมืดเงียบข้างเปียโน พยายามเคาะแป้นตามจังหวะในหัว แม้ไม่ได้ยินอะไรจริงๆ
“พ่อ หนูคิดว่าเสียงพวกนี้มันคืออะไร” เธอเขียนแต่ไม่กล้าพูดดังๆ
“บางทีคือความในใจที่เราไม่ได้พูด” พ่อตอบด้วยเสียงพร่า เอานิ้วจรดปลายเปียโนช้าๆ
ในคืนนั้น เสียงผิดปกติดังกว่าทุกคืน บ้านสั่นสะท้านดั่งจะพัง นารีบคว้าเครื่องรับคลื่น กล้าขึ้นในความกลัว “ต้องกล้าฟังใช่ไหม…ถึงจะเข้าใจ” เธอกระซิบมือสั่น ยืนนิ่งข้างพ่อที่มองตาลอยอยู่ในอดีต
หลังจากประสบเหตุการณ์ประหลาดในคืนหมอกหนา นาใช้ทุกช่วงเวลาที่มีร่วมกับพ่อ แม้มักพบความเงียบมากกว่าสนทนา แต่บ่อยครั้งแค่หยาดน้ำตาบางเบาหรือเสียงถอนหายใจก็แทนคำนับพันได้
เหตุการณ์ผิดปกติในเมืองกระจายออกไป ชาวบ้านแห่กันใช้เครื่องรับคลื่นบันทึกปรากฏการณ์ เสียงประหลาดถูกบันทึกลงเทป พ่อเริ่มเหมือนคนที่กลับสู่อดีตหรือหลบหนีปัจจุบัน นาสังเกตเห็นเขานั่งฟังไม่มีเสียงอยู่ทุกค่ำคืน ห่างไกลเธอมากขึ้นทุกที
“พ่อ…กลับมาเถอะ” เธอพูดสั้นแต่แน่น สายตาเจ็บปวด พ่อได้แต่จ้องภาพเก่าแล้วยิ้มเศร้า
วันรุ่งขึ้น ขณะที่พ่อเล่นโน้ตอยู่ตามลำพัง เสียงคลื่นชนิดใหม่ดังขึ้น เบาแต่ชัดเจน แสงไฟในห้องกะพริบวูบ พ่อยกมือกุมหู นาสะดุ้งวิ่งเข้ามาทันที จู่ๆ เสียงแม่ก็ดังลอดวิทยุออกมา เป็นเสียงร้องเพลงกล่อมที่คุ้นเคย
“แม่…” นาหลุดพูดออกมา พ่อหน้าซีด เคร่งเครียด เสียงนั้นหยุดลงกะทันหัน ทั้งบ้านกลับสู่ความเงียบเหนือจริง
“มันอาจเป็นข้อความจากอดีต” พ่อเอื้อมมือลูบบ่าเธอเบาๆ ดวงตาไหลรื้นแต่ไม่ยิ้ม นาเอามือแตะเครื่องรับคลื่น เหมือนได้พบอะไรบางอย่าง
ในวันต่อมา นาและพ่อเริ่มพูดคุยกันซื่อตรง แม้ต่างคนต่างมีบาดแผล พ่อยอมเล่าความหลังว่าหลังเสียแม่ไปเขาเลือกปิดหูเองเพราะกลัวความเจ็บปวด ไม่ใช่แค่สูญเสียการได้ยินจากอุบัติเหตุ แต่เป็นการปฏิเสธฟังสัญญาณโลก พ่อหลั่งน้ำตาเงียบ เสียงที่ไม่เคยพูดพรั่งพรูออกมา
นาเดินไปหยิบเปียโนร่วมกับพ่อ สองมือเล่นเสียงเปียโนในหัวสมานจังหวะแม้ไม่มีเสียง พ่อปล่อยให้นาเล่นนำ รอยยิ้มเจือน้ำตาปรากฏบนใบหน้าทั้งสอง
คืนสุญญากาศ มวลหมอกปกคลุม หมู่บ้านทั้งเมืองขังตัวเองในบ้าน นาและพ่อกลับเลือกเปิดหน้าต่าง นั่งจับมือฟังเสียงหมอกผ่านวิทยุอีกครั้ง เสียงซ้อนทับอดีตร้องเพลงกล่อมกลายเป็นเมโลดี้ใหม่อ่อนโยน ไม่ใช่เสียงเดิมของแม่แต่เป็นเสียงใหม่ที่ทั้งสองสร้างร่วมกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงเหล่านั้นหายไป สัญญาณในเมืองกลับสู่ปกติ ผู้คนเริ่มคุยกันปกติอีกครั้ง
นาและพ่อมองหน้ากัน ยิ้มกว้างขึ้นเหมือนเดินข้ามหมอกได้แล้ว เสียงในใจกล้าพูดออกมา แม้ไม่ได้ยินทุกคำ แต่เข้าใจกันมากกว่าที่เคยเป็นมา