แสงดาวบนยอดภู
ลมเช้านั้นพัดแรง อิงฟ้าก้าวเท้าเหยียบหินลื่นชื้นด้วยน้ำค้าง ปลายเท้าเกือบไถลตกเนิน เธอสูดลมหายใจลึก พยายามคุมใจให้แน่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอ้า ไอ้ฟ้า เดี๋ยวตกเขาตายนะ!”
เสียงของกันต์ดังลอดไอหมอก เขายืนฉีกยิ้มบนโขดหิน นัยน์ตาซุกซนปนห่วง แต่ก็มีอารมณ์ขันในน้ำเสียง
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวกลายเป็นข่าวใหญ่ หญิงสาวหลงน้ำค้างตกเขาตายเสียใจกันทั้งหมู่บ้าน” อิงฟ้ายิ้มเบา ๆ แม้หัวใจจริงจะซ่อนความเหนื่อยล้าจากการต้องอยู่นิ่งไม่ได้มานาน
ภูผาเป็นหมู่บ้านแห่งยอดเขาที่โลกภายนอกมักลืม แม่ของเธอเป็นครูประจำเดียวประจำหมู่บ้าน เหตุผลเดียวที่ครอบครัวย้ายมาที่นี่เมื่อสองปีก่อน ทุกตารางนิ้วของหมู่บ้านนี้ดูปกติสำหรับใคร ๆ ยกเว้นอิงฟ้า เธอไม่เคยชินกับคลื่นหมอกหนาและความเงียบงันของฟ้ามืดที่ดูเหมือนปกปิดพรมแดนของตนเองไว้ไม่ให้ใครข้ามได้
เวลานั้น ทุกคนต่างเร่งมือส่งเสียงหัวเราะและคำทักทายตอนเช้า กาน้ำในครัวบ้านใกล้กันส่งเสียงดังจ๊อก ๆ ขึ้นมา นายปู่มั่น ขาเป๋เจ้าของร้านของชำขะมักเขม้นหาบน้ำมาเติมถังด้วยอาการงุ่มง่าม
“เอาของลงไปห้องสมุดด้วยไหม?” กันต์ถามพูดถึงหนังสือสองสามเล่มในอ้อมแขนอิงฟ้า “พี่อธิทำงานมั้งวันนี้ อย่าลืมขอลายเซ็นเขาด้วยล่ะ มือขวาจากทีมณุโลก บอกก่อนเลย ชอบแกล้งคนเปิ่น ๆ อย่างเรานะ”
อิงฟ้ายิ้มค้าง ไม่ตอบ เห็นสายน้ำหมอกลู่ไหลตามร่องดิน หน้าต่างห้องสมุดเก่าแก่วาวแสงสะท้อน เขายื่นหนังสือให้กันต์เป็นคนถือแทนเหมือนธนบัตรออมสิน
ทุกช่วงเช้าเดินไปโรงเรียนคือพิธีกรรมซ้ำซาก แต่มันปลอดภัยกว่าความว่างเปล่ากลางคืน ทุกคนดูเร่งรีบ แลกเปลี่ยนเรื่องเล่าเมื่อวันวานเหมือนรู้หมดว่าอะไรจะเกิดขึ้น – เว้นแต่อิงฟ้า
เธอจ้องมองขึ้นไปยอดภูสูง ชะลอขาเดิน เห็นเงาเทาคลุมเครือของหอคอยร้างกลางยอดเขา ความรู้สึกเย็นวาบเกาะกุมหัวใจเหมือนทุกครั้งที่ผ่านจุดนี้
“ทำไมมองแต่หอคอย?” กันต์หยุด ตะแคงคอถาม “คิดอยากปีนขึ้นไป?”
“ฝันถึงมัน…ทุกทีที่มองดาว” อิงฟ้ากระซิบ “เหมือนมันรออะไรอยู่”
“ข้างบนไม่มีอะไรนอกจากกลิ่นนกเค้าแมว ถึงจะอยากพิสูจน์…ก็ระวังด้วยละ” กันต์พูดแล้วรีบเดินนำ ดูชอบที่จะไม่พูดถึงหอคอยมากนัก
อิงฟ้าหันกลับ แสงอาทิตย์ค่อย ๆ ทะลุหมอก เปล่งผ่านเข้ามาที่ไหล่ของเธอทำให้เธอรู้สึกว่าความหนาวเหน็บลดลงไปเล็กน้อย
วันนั้นในชั้นเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ครูแววดาวพูดเรื่องกลุ่มดาวฤกษ์ “ใครพอจะอธิบายได้ว่าทำไมดาวบางดวงถึงสว่างกว่ากัน?”
มือกันต์ยกขึ้น “เพราะมันอยู่ใกล้เรา”
ครูยิ้ม “ไม่น่าเชื่อนะว่านายจำได้” เธอมองผ่านกระจกหน้าต่าง แม้ภายนอกจะดูเหมือนหมอกขาวคลุมไปหมด แต่นัยน์ตาของครูแววประกายเหมือนมีเรื่องราวที่ตรงกันข้าม “แต่เมื่อเรียนจนเข้าใจดีแล้ว เราอาจเห็นอะไรมากกว่าดาวสว่าง…”
ตอนพักเที่ยง อิงฟ้าออกมายืนริมรั้วไม้เก่า ๆ ขณะกันต์กับเพื่อนคู่สนทนาเรื่องทีมฟุตบอลในหมู่บ้าน เธอหยิบหนังสือจดบันทึกเล่มเล็กมาเปิด หัวปากกาเก่าแซะรอยขีดเขียน วาดรูปหอคอยร้างในหน้ากระดาษ
“ภาพนี้สวยนะ” เสียงจากข้างหลังเป็นของพี่อธิ หัวหน้านักเรียนชั้น ม.6 รูปร่างสูงใหญ่ ใส่แว่น ใบหน้าสงบแต่มุมปากดูมีอะไรอุบไว้
“…ขอบคุณค่ะ”
“มีแต่คนกลัวที่นั่น” อธิพูดเนิบ ๆ “บางคนว่าเป็นที่ต้องสาป บางคนเชื่อว่ามีพรายหลอก…”
อิงฟ้าเหลือบตา “แล้วพี่เชื่อแบบไหน”
“ถ้าอยากรู้จริง ก็ต้องขึ้นเอง” เขาพูดเพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งความเงียบกรุ่นค้างเอาไว้ในอากาศ
คืนนั้น อิงฟ้าวางหัวลงบนหมอน สายตายังมองไปที่เพดานมืดสนิท เสียงลมหายใจของแม่ที่หลับอยู่อีกฝั่งของห้องดังสม่ำเสมอ เธอรู้สึกเหมือนหอคอยร้างนั่นส่งเสียงเรียกเธออยู่ตลอดเวลา คำพูดของอธิดังก้องในหัว
วันถัดมา ความกระหายใคร่รู้เริ่มเบียดบังความกลัว อิงฟ้าตัดสินใจว่าจะลองขึ้นไปบนหอคอยร้างในคืนนั้นเอง ใจเต้นเร่วนึกถึงคำเล่าขาน กับความมืดที่ราวกับเป็นเนื้อแท้ของภูผา
เมื่อมืดสนิทเธอสอดตัวออกจากบ้าน เดินย่องผ่านตรอกแคบ ไฟฉายเล็กในมือให้แสงจาง ๆ ก่อนจะเจอกันต์ซึ่งเหมือนรอเธออยู่ก่อนแล้ว
“คิดว่าเธอจะไม่กล้า” กันต์กระซิบ รอยยิ้มล้อเลียนปนห่วงใย
“ถ้าไม่ลอง…จะรู้ไหมว่าตัวเองกลัวอะไร”
พวกเขาเดินขึ้นไปด้วยกัน ไต่ทางเดินแคบขึ้นสู่ยอดภู กระทบเสียงลมเย็นและกลิ่นใบสนเปียก เมื่อถึงหน้าหอคอย ประตูเหล็กเป็นสนิมแง้มอยู่เล็กน้อย สายฟ้ายามดึกส่องแววในม่านหมอก
“เข้าไปพร้อมกัน…หรือรอข้างนอก?” กันต์ถาม
อิงฟ่าสูดลมหายใจ “ถ้าไม่ไปด้วยกัน ฉันคงไม่กล้าเข้าไปเลย”
พวกเขาผลักประตู เศษสนิมหล่นกราว เสียงฝีเท้าดังก้องในโถงกลวง ตะเกียงน้ำมันใบเก่าส่งกลิ่นฉุนลอยจาง ๆ
กลางโถงมีบันไดวนขึ้นไปสู่ชั้นบนสุด ในความมืดสนิท มีเสียงเหมือนลมหายใจบางอย่างดังใกล้หู กันต์หยุด ยื่นมือมากุมข้อมืออิงฟ้าแน่น
“ถ้ากลัวจริง ๆ ก็—”