แสงสีเพียงหนึ่ง
แสงไฟจากถนนโบกสะบัดทำให้เมืองกรุงเทพในช่วงเย็นมีชีวิตชีวา ขณะที่มวลชนคนเดินเท้าผ่านไปมา เสียงรถยนต์ที่ดังกึกก้องสร้างภาพที่เหมือนกับการเต้นรำของลมกับตัวเมือง ห้องเรียนที่อยู่ด้านบนของตึกสูงมีโรไม้บดบังเสียงข้างล่าง แต่เอื้อมมือไปสัมผัสหัวใจของภีมไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภีมนั่งอยู่ที่มุมสุดของห้องเรียน มองออกไปนอกหน้าต่าง ขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนกับว่าสิ่งที่มองออกไปจะดึงดูดใจเขามากกว่าผู้คนข้างใน เขาอายุมากถึงแค่สิบหกปี แต่หัวใจเต็มไปด้วยความวุ่นวายที่ซับซ้อน ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูดังขึ้นและดาวนาก็เดินเข้ามา เธอเป็นเหมือนลมหายใจที่สดชื่น เต็มไปด้วยพลังและความหวัง
“เฮ้ เคยเห็นแมวที่ลงมาจากต้นไม้แล้วหรือเปล่า?” ดาวนาถามเสียงสดใส ขณะที่เธอยืนอยู่ตรงหน้าเขา
“ไม่เคย แต่ถ้าฉันเห็น ฉันคงจะขำจนกรามค้างเลยมั้ง” ตอบเขาอย่างเรียบง่าย แต่ลึกๆแล้วเขาก็รู้สึกว่าเธอช่างน่ามอง
เวลาผ่านไปช้าๆ ความรู้สึกของความรักก่อตัวขึ้นในใจภีม มีการพูดคุยกันหลายครั้งในห้องเรียน ทำให้ทั้งสองรู้จักกันดีขึ้น ในทุกช่วงที่มีการบ้านหรือโครงการกลุ่ม เขาจะรู้สึกได้ว่าตนเองสัมผัสกับความอบอุ่นจากดาวนา
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่ใจเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจภีม ในคืนวันศุกร์หนึ่งที่เขานั่งเรียนอยู่ในบ้าน ธนภัทรเพื่อนสนิทของเขาก็กล่าวขึ้นว่า “เธอน่ะแค่สาวขี้เล่น อย่าไปหลงรัก” คำพูดนี้ทำให้ภีมรู้สึกสั่นเครือ คิดไปคิดมาว่าเขาจะเอาตัวเองไปให้ดาวนาไหม
ถึงจะพยายามโกหกใจตัวเอง แต่ภาพใบหน้าของดาวนากลับเลือนลางยิ่งขึ้นในความคิดของเขา ทุกครั้งที่พยายามปฏิเสธ เขาก็ยิ่งเห็นความเรืองรองในดวงตาของเธอชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
เมื่อถึงวันประกาศผลสอบภาคเรียน ดาวนาทำคะแนนผ่านอย่างน่าทึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ภีมก็รู้สึกเงียบเหงาเสียงตอบรับ เพราะเขาได้คะแนนต่ำกว่าที่หวังเอาไว้ ความรู้สึกผิดหวังเข้ามาท่วมท้นในใจของเขา ในวันนั้น วันที่โชคชะตานำพาให้ทั้งสองไปเต้นที่งานวันเกิดของเพื่อน
แสงไฟของงานค่อยๆ ลอยประชิดไปตามบรรยากาศภายในงาน ขณะที่ภีมยืนมองดาวนาอยู่ห่างๆ ทำให้เขารู้สึกว่าเธอมีเสน่ห์อย่างไร ช่วงเวลาที่เขาตัดสินใจเพื่อเข้าหาเธอก่อนไปจะไม่ถูกลืมเลือน
“ดาวนา เราจะเต้นด้วยกันได้ไหม?” คำพูดนั้นออกมาจากหัวใจ เมื่อดาวนาหันมามองเขา อารมณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ใจภีมแทบหลุดออกไป
ดาวนาหัวเราะแผ่วเบา ยิ้มให้กับเขา แล้วพยักหน้าตอบเคลื่อนไหวอย่างมั่นใจ การเต้นรำระหว่างทั้งสองเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขากลับมีความรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกใบใหม่ ความสนุกสนานช่วยลบล้างความวิตกกังวลออกไป
ตอนกลางคืนเมื่อออกมาจากงาน ภีมมักจะพยายามที่จะพูดคุย แต่ดาวนาแสดงความห่วงใยตลอดเวลา ดังทำให้การสนทนาของพวกเขาหายไปในรู้สึกนั้นยิ่งใหญ่แบบที่ไม่เคยได้เข้าไปอยู่เลย
ในคืนต่อมา ภีมตามดาวน่ากลับบ้าน เสียงรถยนต์ขับผ่านไป สุนัขเห่าห้องข้างๆ แต่เสียงหัวใจเขาหวั่นไหว เมื่อความรู้สึกหนึ่งเข้าใกล้จนสุดปลายทาง ทั้งสองนั่งอยู่ข้างๆ กัน อย่างเงียบๆ
ดาวนาเป็นคนพูดก่อน “พวกเราควรหยุดนะ” เสียงของเธอประหลาดไปเล็กน้อย ภีมจึงหันไปมองเธออย่างไม่เข้าใจ “ทำไม?” เสียงที่กดเสียงต่ำดูราวกับว่าเขาหนีจากคำถามนี้ไม่ได้
“ฉันรู้ว่ามันซับซ้อนสำหรับเรา ก็แค่ไม่อยากให้เธอผิดพลาดเลย…”
ภีมรู้สึกหนาววูบ เขาหยุดพูดไปตามสิ่งที่คิดไว้ ข้อความในใจเกาะกุมเขาอย่างเหนียวแน่น เขาต้องการจะขอร้องให้เธออยู่ต่อ ไม่ไปไหน
ช่วงที่ภูเขาท้องของภีมสั่นไหว เพียงระยะเวลาสั้นๆ เขาจึงตอบไปด้วยเสียงที่เบา “ฉันจะพยายามสู้เพื่อเธอ”
ทุกอย่างใกล้ๆ กลายเป็นเงานั้น การแข่งขันกันที่ตัวเองมิรู้หรือต้องไปต่อยังไง ในขณะที่ดาวนานี้กลายเป็นความฝันที่เปล่งประกาย แต่การจะทำตามความฝันนี้ไม่ได้ง่าย ภีมเฝ้าสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในดาวนา ความงามกับความหมองคล้ำสะท้อนในตัวเธอ
ทีละน้อย ความหวังที่เคยชัดเจนนั้นหมุนวนแทนที่ด้วยข้อสงสัย เมื่อเรียนจบปีการศึกษาผู้คนมากมายได้แยกย้ายกันไปดาวนาตัดสินใจจะเรียนต่อต่างจังหวัด ภีมรู้สึกปวดร้าวข้างใน เพราะมันหมายความว่าความรักครั้งแรกของเขากำลังจะหายไป
ในคืนสุดท้ายที่เขาได้พบเธอ เขาจะส่งเธอขึ้นรถทัวร์ มีความรู้สึกว่าเขาจะให้เธอไปไม่ถูก เมื่อเธอเดินเข้ากระเป๋าตรงหน้าแล้ว น้ำตาค่อยๆ ไหลหยดลงมาด้วยความเศร้า… “ภีม ฉันจะกลับมา”
คำพูดนั้นทำให้เขาชะงัก แต่เขาก็พูดไม่ได้ มันเป็นเพียงคำลอยๆ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่ขมุกขมัวได้ เกือบทั้งคืนเขาฟังเสียงรถออกไปจนเธอหายไปจากสายตา
ปีการศึกษาใหม่เริ่มขึ้น พ่อกับแม่ของภีมได้ให้โอกาสให้เขาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ แต่ความรู้สึกของการรอคอยดาวนายังคงมีอยู่ ในทุกๆ วันที่ได้เรียนเขากลับเติบโต และเริ่มมองเห็นปัญหาชีวิตได้อย่างชัดเจนขึ้น
เมื่อวันหนึ่ง ภีมพบว่าดาวนาอาจกลับมาเมืองกรุงในวันหยุดของสัปดาห์นี้ ช่องสัญญาณความหวังเริ่มเข้ามาในใจเหมือนแสงสว่างที่แสดงทางเดินสู่จุดหมาย ภีมขุ่นมัวและไม่มีแนวตัวในใจเสริมไปถึงในวันนั้น
ในคืนก่อนที่จะเจอกับดาวนาอยู่ระหว่างการเตรียมตัวแล้ว เขาเริ่มมองตัวเองในกระจกอย่างลึกซึ้ง เขาต้องการเติมเต็มตัวเองได้อย่างไร” สัญญาต่างๆ เป็นงั่งอยู่ในมุมลึกของจิตใจของเขา
สุดท้าย เขาจึงตัดสินใจที่จะไปหาเธอ ณ ตลาดเก่าแห่งหนึ่งที่เขาเคยพาเธอไป วันนั้นถึงเป็นวันที่แสงแดดมีกระจกเปล่งปลั่งจนสวยสดใส แต่ความรู้สึกในใจยังมีคลื่นซับซ้อน
เมื่อถึงตลาด เขาค้นหาเธออย่างรวดเร็ว ใจกระตุ้นด้วยความหวังใจว่าความรักของเขายังไม่จบสิ้น หลังจากรอเพียงไม่ถึงชั่วโมง ดาวนาก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าเขา เธอสวมเดรสสีฟ้าที่เข้ากับสีฟ้าของท้องฟ้า
ทั้งสองมองสบตากัน และภูมิใจยิ่งขึ้นว่าเขาได้พบกับดาวนาในที่สุด ภายในร่างกายของเขาราวกับมีพลังฟื้นฟูขึ้นมา วินาทีต่อมา ทั้งคู่ได้เริ่มจังหวะการพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสดใส
แม้การเงียบหายให้กับความจำในอดีตแล้ว แต่เวลานี้คือตอนที่พวกเขาได้ฟื้นฟูความรู้สึกในใจกันได้ ในทุกวันพวกเขาเลือกเดินเลาะแม่น้ำคลองสวมใส่แบ่งแยกออกอย่างอบอุ่น น้ำใจและความเข้าใจกันกลับมา พวกเขาขอสัญญาว่าต่อจากนี้จะไม่ปล่อยมือกันอีกต่อไป
สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปทั้งสองได้ก้าวข้ามกลายเป็นคู่รักที่ยิ่งใหญ่ มีการเดินทางครั้งใหม่ที่แตกต่างซึ่งไม่ได้มีเพียงรักเพียงอย่างเดียว แต่ซ่อนลึกด้วยความเข้าใจในกันและกัน ทั้งๆที่คนละมุมเมือง แต่พวกเขาก็ยังมีสายใยแน่นแฟ้น จะมีปัญหามากมายเพื่อให้สั่งศึกกับความรักครั้งนี้ได้ แต่นั่นแล้ว ยุคใหม่ของความรักในกรุงเทพยังคงอยู่กับพวกเขา ข่าวดีอีกอย่าง ชีวิตพวกเขาจะเล่าต่อไปในทะเลสงบแห่งความรักใต้แสงดาว