ลมเหนือสะท้านใจ
กองหิมะสีขาวกองทับจนไหล่ถนนแคบลง แสงไฟในหมู่บ้านเหนือสุดประเทศไทยไหววูบวาบในสายลม เหนือ หญิงสาววัยสิบเจ็ดปี ก้าวลงจากรถตู้ด้วยใบหน้าซีด มือกำสายจูงกระเป๋า แน่นข้างตัวคือน้องชายวัยสิบเอ็ดที่มองไปยังบ้านไม้ซอมซ่อ ใบหน้าของแม่ยังติดอยู่ในสายตา แต่ไม่มีแม่ในบ้านนี้อีกแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูไม้กระทบดังปังในคืนที่ฟ้าไร้ดาว เหนือสูดลมหายใจลึก “เราเข้าไปกันมั้ยน้อง?” ธารมองเงาหลังพี่สาว “แล้วพ่อล่ะ?” เธอหลุบตา “อยู่ข้างใน ไม่ต้องกลัวนะ”
ตอนที่เข้าบ้าน กลิ่นควันไฟฉุนตีจมูก พ่อลุกขึ้นจากเตา เงียบงัน “มาแล้วเหรอ” น้ำเสียงแห้งแล้ง ไม่ถามเรื่องแม่ ไม่ถามถึงโรงเรียน ไม่ถามอะไรเลย พี่น้องลากกระเป๋าขึ้นห้องเอง เหนือมองขวดยาในมือเขา เห็นรอยนิ้วมือกร้านๆ ที่แม่เคยจับไว้
กลางคืนนั้น แสงเหนือเขียวส่องลอดหน้าต่าง เธอฝันว่าในหิมะมีใครบางคนร้องเรียก มีเสียงผู้หญิงกระซิบปลุก “หนีไป…หนี…”
ตอนเช้า พ่อพูดกับสองพี่น้องเสียงแข็ง “เข้าไปในป่าทางเหนือไม่ได้ เข้าใจไหม?” ธารพยักหน้า เหนืออยากถามแต่กลัว เพียงแต่แว่วเสียงแม่ยังลอยอยู่ในหัว
หลังอาหารเช้า เหนือสอดส่องมองป่า เธอเห็นรอยเท้าเด็กเล็กที่พาไปสู่วงเวียนไม้ผุธูปมดำ กระรอกตัวหนึ่งวิ่งผ่าน สายตาของเหนือกับมันสบกันชั่วขณะแล้วมันก็หายเข้าไปในเงาไม้
ธารเอาแต่แขวนอยู่ข้างหน้าต่าง “พี่ เขาว่าในป่านั่นมี ‘ผีนางลม’ จริงเหรอ?” เหนือกลืนคำ “ไม่รู้ ไม่มีใครเคยเห็นหรอก” แต่ในใจเธอกลัวว่าคำเล่านั้นอาจจริง
เย็นวันนั้น พ่อไม่กลับเข้าบ้านจนค่ำ เหนือรอจนหนาวสั่น “เขาไปไหนนะ?” ธารไม่ตอบ แค่จ้องหิมะตกหน้าเฉลียง ดวงตาเหมือนหลบบางสิ่ง เหนือหยิบผ้าห่มให้ “ใกล้เตาเข้าไว้”
ตอนกลางคืน เสียงลมเป่าตัวบ้านสั่นครืน เงาจากต้นสนทาบลงบนตัวเหนือในเตียง เสียงขูดขีดที่หน้าต่างดังขึ้น เธอสะดุ้ง เบิกตากว้าง “ธาร ได้ยินมั้ย?”
พี่น้องรีบย่องออกไปหน้าบ้าน เสียงเหมือนคนร้องด้านหลังบ้าน สองคนเดินสั่นเทาช้า ๆ ไฟฉายดวงเล็กส่องรอยเท้าก้าวลึกลงในหิมะ
สุดทาง พบขวดน้ำ และรอยเลือดบางเฉียบเหนือผิวน้ำแข็ง สองพี่น้องตะลึง ธารหลบหลังพี่ “นั่นของใคร?” เหนือส่องไฟวนดู “ไม่รู้…แต่เราควรกลับ”
รุ่งเช้า พ่อกลับเข้าบ้าน หน้าซีด มือเปื้อนอะไรแดงคล้ำ เหนือเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น?” เขานิ่ง ตาหลุบต่ำ “แค่เดินหลงในป่า” ไม่อธิบายใด ๆ
ธารคืนวันนั้นนอนไหล่สั่น พึมพำ “พี่แม่จะกลับมาใช่ไหม?” เหนือฝืนใจ “ไม่มีใครกลับมา…เราแค่ต้องอยู่รอด” คำพูดจบกับเสียงหิมะพรำ
เช้าวันใหม่ เหนือพบจดหมายเก่าฉบับหนึ่งซุกในลิ้นชัก มีแค่ข้อความว่า “ถ้าฟังเสียงลม หัวใจจะไม่หลงทาง” ด้านหลังมีภาพวาดต้นไม้ใหญ่กลางป่า เธอจำได้ แม่เคยจูงเธอไปตรงนั้น “…แม่ฝังอะไรไว้ตรงนี้นะ”
เย็นวันนั้น พ่อแปลกตา เงียบผิดปกติ ข้าวเย็นบนโต๊ะไม่มีใครแตะ เหนือสบตาพ่อ “ถ้าเราเข้าไปในป่า…จะยกโทษให้ไหม?” พ่อแน่นิ่ง “ในป่ามีแต่สิ่งที่ใครไม่ควรรู้”
กลางคืน ธารฝันถึงรอยยิ้มแม่ เหลือแค่เงาบาง ๆ ลอยข้างเตียง “ธาร อย่าเดินไปในหมอก…อย่าทิ้งพี่” เด็กชายสะดุ้งตื่น ร้องไห้ในเงียบ เหนือมากอดไว้ น้ำตาซึมแต่ไม่พูดอะไร
วันต่อมา หิมะตกหนักจนหนาแน่น โลกเงียบงัน พ่อหายออกจากบ้านแต่เช้า เหนือรู้สึกบางอย่างผิดปกติ “เราออกไปตามพ่อกัน” ธารลังเล “กลัว…”
ฝ่าหิมะไปถึงป่า เงียบวังเวง เสียงลมแทรกกิ่งสน มีรอยเท้าปะปนในร่องหิมะ สองพี่น้องเดิน ช้า ๆ ไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ในจดหมาย ทันใดนั้น พายุลมเคลื่อนรุนแรง ลมหนาวปะทะจนผิวหน้าชาหนึบ ท่ามกลางหิมะขาวโพลน เสียงกระซิบ “มา…ใกล้เข้ามา…ใกล้แล้ว…”
ธารเริ่มร้องไห้ “พี่เรากลับเถอะ” เหนือกัดฟัน “แม่ฝังอะไรไว้แน่…” เธอคุ้ยหิมะจนเจอกล่องไม้เก่าบุบเบี้ยว ข้างในมีริบบิ้นกับจดหมาย “ถ้าหนีอดีต…เราก็ไม่มีวันเดินไปข้างหน้า” ลายมือแม่สั่นไหว
ลมกรูดขึ้น ละอองหิมะแรงจนมองอะไรไม่เห็น เงาร่างสูงใหญ่โผล่จากเงาไม้—พ่อล้มลงกับพื้น เลือดไหลซึมจากมือเหนือ “ช่วยด้วย!” เธอตะโกน ธารวิ่งไปกอดร่างเขา
เสียงหวีดวิเวกดังจากป่า ราวกับภูตแห่งหิมะตื่นขึ้นมาจริง “หนี…” พ่อกระซิบทั้งที่ปากช้ำ “ให้อยู่ด้วยกัน… อย่าแตกแยกเหมือนแม่…”
เหนือกุมมือพ่อ มือเย็นเฉียบ น้ำตาไหล “เราต้องให้อภัยกันใช่ไหม?” เขาพยักหน้า ร่างไหลซบบนอ้อมแขนทั้งสอง
ในหิมะที่โปรยหนัก เสียงลมแทรกซึมด้วยเสียงหัวเราะแจ่มใสเหมือนเสียงแม่ในความทรงจำ เหนือเอื้อมมือกอดน้องแน่น “เราจะไม่ทิ้งกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไร” ธารกอดตอบ น้ำตาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเศร้า
เมื่อลมหิมะซา ฟ้าเหนือก็เปิดทางรำไร เงาของความกลัวค่อยจาง ความเจ็บปวดเก่าก็ผุดขึ้นพร้อมกับการให้อภัย เหนือเดินจูงมือน้องกลับบ้าน รู้แล้วว่าฤดูหนาวนี้ แม้โหดร้าย แต่ก็สอนให้หัวใจทั้งคู่เติบโตอย่างสมบูรณ์