ลมสองฤดู
เสียงฝนยังคงเคาะเบาๆ อยู่ที่หน้าต่างเก่าของหอพักหญิง มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งหนึ่งทางเหนือ แสงจากโคมไฟข้างหัวเตียงส่องลงมากระทบหน้าหนังสือนิยายที่ภิรินทร์พยายามอ่านให้จบ แต่จิตใจของเธอกลับล่องลอยไปไกลเกินตัวหนังสือจนแทบไม่ได้เห็นความหมาย ภายนอกหน้าต่าง เสียงหัวเราะและบทสนทนาในคืนวันรับน้องแว่วเข้ามาเป็นระยะ เธอหลับตาลง ลมหายใจยาวหนึ่งครั้ง แล้วลุกขึ้นจากเตียง คำพูดของแม่ยังแว่วในหู “ผู้หญิงที่คิดอ่านแต่เรื่องฝันกลางคืน ไม่มีวันก้าวสู่โลกจริงได้หรอกนะลูก”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูห้องน้ำเปิดแง้มออกมาเพียงเล็กน้อย เสียงรองเท้าลากไปกับพื้นปูนดิบดังจากทางเดิน ภิรินทร์ชะโงกหน้าดู พลันสายตาสบกับเด็กหญิงผมสั้นระเบิดพอง ใบหน้าสดใส ใส่เชิ้ตนักศึกษาลายศิลป์เฉี่ยวๆ “แนวดีแฮะ!” คิรชาเอ่ยขึ้นขณะกลับหลังฟาดหัวคิ้วหน้ากระจก “อะไรแนว?” ภิรินทร์ถามเสียงเบา คิรชายิ้ม “สายตาของเธอตอนนี้น่ะ แนวฝันกลางวันปนเศร้า” เธอไม่ตอบ ลมหายใจขุ่นไปหน่อยหนึ่ง
เช้าวันถัดมา ห้องเรียนวรรณกรรมยุโรปคลาคล่ำด้วยนักศึกษาปีสี่ บรรยากาศอึมครึมกลิ่นหมอกและกลิ่นกระดาษเก่า ดร.เวลาวดีประกาศโปรเจกต์กลุ่มสำหรับหัวข้อ “ความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลในชีวิตคน” รายชื่อกลุ่มถูกจับสุ่ม แน่นอน … ภิรินทร์กับคิรชาได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเหลือบมองกันแวบหนึ่งโดยไม่ยิ้ม
“ฤดูเปลี่ยน คนก็เปลี่ยนนะพี่” คิรชายักไหล่ตอนกลับออกจากอาคารเรียน ไหล่เตี้ยของเด็กปีสามขนาบข้างภิรินทร์โดยไม่ตั้งใจ “แต่คนบางคนก็ยังขังตัวเองไว้กับอดีตอยู่ดี” ภิรินทร์ตั้งใจพูดโดยไม่สบตา “เคยลองเดินออกจากอดีตยังอะ?” คิรชาย้อนพลางแขวะเบาๆ ก่อนจะผิวปากใส่ลมฝนที่สาดแรงขึ้น
ค่ำวันต่อมา โจทย์งานกลุ่มนัดหมายที่ ‘ร้านกาแฟร้าง’ หลังมหาวิทยาลัย โต๊ะกลมเล็กในมุมสุดขอบร้านเปลี่ยวราวกับรอคอยกลุ่มคนเจ้าปัญหา คิรชามาก่อน เธอหยิบบันทึกออกมาอ่านเสียงดังฟังชัด “ฤดูร้อนของฉันเริ่มต้นตรงที่แม่บอกว่าฉันไม่มีทางเข้าใจความผิดพลาดของพ่อ…” เสียงกระทบกันของแก้วกับไม้ทำให้ภิรินทร์ชะงัก “แม่บอกฉันคล้ายแม่มากกว่าที่รู้ตัว” เธอเอ่ยในที่สุด “งั้นมาทำโปรเจกต์นี้ให้เสร็จแบบคนกล้าที่จะเปลี่ยนดีไหม?” คิรชายิ้มเยาะ “แต่เราเปลี่ยนไม่ได้ทุกอย่าง”
วันเวลาค่อยๆ เผยนิสัยกันและกัน ระหว่างติวงานและแบ่งหัวข้อคุย ภิรินทร์พบว่าคิรชาเก่งด้านดนตรี เล่นกีตาร์ในงานมหาวิทยาลัยแทบทุกเดือน และมีเพื่อนฝูงมากหน้าหลายตา ในขณะที่เธอเงียบ เก็บตัว มีโลกส่วนตัวสูง คำแนะนำจากคิรชามักมาพร้อมรอยยิ้มและอารมณ์ขันจิกกัด “ชอบเขียนแต่ไม่กล้าอ่านออกเสียง กลัวเสียงคนล้อเหรอ?” เธอไม่ตอบ เพียงยิ้มจางๆ “ฉันกลัวเสียงหัวเราะมากกว่า” เธอพูดพลางหลบสายตา
วันที่แดดแรง ท้องฟ้าแจ่มใส คิรชาชวนภิรินทร์ไปสวนหลังมหาวิทยาลัย “ไปเดินเล่นมั้ย?” เธอถามสั้นๆ “ฉันไม่ชอบที่โล่งแจ้ง” ภิรินทร์ปฏิเสธ “กลัวอะไรงั้นเหรอ? ฉันว่าแดดมันดีที่สุดเวลาฝนเพิ่งหยุดตกนะ” ภิรินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “แต่ขออยู่ใต้เงาไม้”
เธอเดินเคียงกันท่ามกลางกลิ่นเปียกของใบไม้ ใบหน้าคิรชายิ้มร่า คิ้วขมวดเวลาหัวเราะกับมุกตลกของตัวเอง “เธอเคยมีความฝันไหม?” คิรชาถาม “ฉันฝันจะเป็นนักเขียน… แต่ความจริงมันเหมือนจะไม่พาไปไหนเลย” “แล้วกลัวอะไรมากสุด?” “กลัว…ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เขียน” “แต่ตอนนี้ฉันเชื่อนะ” เสียงเบา ๆ ของคิรชาทำให้หัวใจภิรินทร์สั่นไหว
ในค่ำคืนที่ฝนตกหนักทั้งคู่วางแผนจะไปเก็บข้อมูลโปรเจกต์ที่ห้องสมุด กลับต้องติดอยู่ในศูนย์ศิลป์บนตึกเก่า ไฟดับ เหลือเพียงแสงจากหน้าต่างรำไร “กลัวฟ้าร้องมั้ย?” คิรชาถามโดยไม่หันมา เงาสองคนทาบทับกันบนผนัง “กลัว… แต่เดี๋ยวก็ผ่านไป” ภิรินทร์เอ่ยนิ่งๆ “มีเรื่องอะไรที่ไม่อยากผ่านไปไหม?” คำถามนั้นปล่อยค้างไว้ในอากาศ ไม่มีคำตอบทันที
วันหนึ่งหลังเลิกเรียน คิรชามีสีหน้าเครียดกว่าปกติ เธอไม่ได้มาเรียนร่วมงานกลุ่ม “แม่โทรมาตามให้กลับบ้าน” “มีเรื่องอะไรรึเปล่า?” ภิรินทร์ถาม “แม่ยังไม่โอเคกับสิ่งที่ฉันเลือก…กับการเล่นดนตรี กับการไม่สนใจสอบรับราชการ” เธอกัดริมฝีปาก “บ้านฉันก็ไม่ต่างกันมากนัก” ทั้งสองเงียบไป จุดร่วมของความอึดอัดเริ่มเชื่อมโยงใจโดยไม่มีคำพูด
โปรเจกต์กลุ่มคืบหน้าไปอย่างช้าๆ แต่ความใกล้ชิดก็เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ทุกครั้งที่ภิรินทร์เริ่มอ่านงานเสียงสั่นๆ คิรชาจะนั่งข้างๆ กระซิบ “ไม่เป็นไรนะ อ่านต่อสิ” เมื่อเธอพูดผิดหรือสะกดผิด คิรชาก็ยิ้มให้เสมอ “ต้องฝึกอีกหน่อย จะได้ไม่กลัว”
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้นโดยที่ไม่มีใครกล้าพูดตรงๆ ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นคืออะไร ภิรินทร์มักนั่งมองคิรชาเล่นกีตาร์ในงานค่าย หรือแอบยิ้มเวลานึกถึงมุกตลกของอีกฝ่าย แต่ทุกครั้งที่บังเอิญสายตาสบกัน ก็รีบเบือนหนีราวกับกลัวถูกอ่านใจออก
“ถ้าหลังจากโปรเจกต์นี้จบ เราจะยังได้เจอกันมั้ย?” คิรชาหยั่งเชิงในค่ำหนึ่ง ระหว่างนั่งเงียบที่สนาม บนพื้นเปียกฝน “ไม่รู้เหมือนกัน … แต่ฉันอยากให้ได้เจอ” เงียบอีกครั้ง “งั้น ‘เรา’ อาจต้องกล้าสักอย่าง”
วันหนึ่งคิรชานัดภิรินทร์ไปช่วยเตรียมงานดนตรี “ช่วยกันเลือกเพลงหน่อย” ภิรินทร์ลังเล แต่ก็ยอมนั่งคัดเพลงกับเธอ “ถ้าเธอเลือกได้ ฉันจะเล่นบนเวทีให้เลย” “เล่นเพลงอะไร?” “เพลงที่ความหมายเหมาะกับเธอ” “แล้ว…ถ้าเพลงนั้นคืออยู่คนเดียว?” คิรชายิ้ม “งั้นก็จะทำให้รู้ว่าอยู่สองคนมันดีกว่า”
แต่แล้วความสัมพันธ์ก็สะดุด เมื่อแม่ของภิรินทร์รู้ว่าลูกสาวใช้เวลาสนิทสนมกับคิรชาอย่างมาก เธอเข้มงวดและห้ามเด็ดขาด “ผู้หญิงกับผู้หญิง อยู่ด้วยกันแบบนี้ไม่ได้” เสียงแม่ผ่านโทรศัพท์หนักแน่นจนภิรินทร์น้ำตาซึม เธอตัดสินใจเลี่ยงการพบคิรชาพักหนึ่ง อ้างว่างานยุ่ง
คิรชาตามหาแต่ไม่กล้าถามตรงๆ เธอทักแชท ยกมือไหว้ขอเข้าห้องติวแบบห่างๆ ทุกครั้งที่สบตา ภิรินทร์ก็เบนหนี บางวันคิรชาไปนั่งคนเดียวหน้าตึกเก่า เขียนเพลงกับดีดกีตาร์เบาๆ คนเดียว ริมฝีปากหยักเหยียดเมื่อคิดถึงคำด่าของแม่ตัวเองที่เคยสบถ “เสียคนเพราะคบเพื่อนแบบนั้น”
ศึกงานโปรเจกต์ใกล้ส่ง คิรชาต้องขึ้นเล่นดนตรีในคืนสโมสร เธอเลือกเล่นเพลงใหม่ที่แต่งขึ้นมาเอง เพลงที่มีท่อนหนึ่งร้องว่า “ตอนฤดูเปลี่ยน หัวใจก็เปลี่ยน…แต่รอคนที่เหมือนเดิมเสมอ” ภิรินทร์นั่งฟังอยู่แอบๆ น้ำตาซึม ไม่กล้าเข้าใกล้งาน แต่เสียงเพลงนั้นเหมือนจี้ใจ
หลังจากงาน เธอยืนลังเลที่ริมอาคาร สายฝนซัดเบาๆ “ฉันกลัว… กลัวว่าถ้าแม่รู้ทุกอย่าง ฉันจะสูญเสียทั้งบ้านและเธอ” คิรชาเดินมาโผล่ตรงหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว “แล้วถ้าเธอเลือกเอง เธออยากเลือกแบบไหน?” “ฉันก็ไม่รู้…” น้ำเสียงสั่น “แต่ตอนนี้… ฉันคิดถึงเธอ” สัมผัสมือแผ่วเบาแต่ไม่กล้ากุมแน่น
เวลาผ่านไป สองคนมีทั้งวันใกล้และวันห่าง กระทบกระทั่งจากอะไรเล็กๆ น้อยๆ บางวันคิรชาหายหน้าไปเป็นสัปดาห์ มัวแต่จัดการปัญหาที่บ้านหรือแอบร้องไห้กับเพื่อนสนิท บางวันภิรินทร์เองก็ถอยหนี ไม่กล้าเสี่ยงอะไรเพิ่มเติม
คืนวันหนึ่งฝนตกรุนแรง ภิรินทร์ได้รับข้อความจากคิรชา “ขอเจอเธอเถอะที่สวนหลังตึก” ทั้งสองมายืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางสายฝน “ฉันเหนื่อยจะหนีแล้วอิริน” คิรชาย้ำเสียง “ถ้าเราไม่กล้าก้าวออกไป เธอก็จะไม่มีวันรู้ว่าฉันรออยู่หรือเปล่า”
“ฉันกลัวแม่ ฉันกลัวบ้าน ฉันกลัวจะต้องสูญเสียทุกอย่าง…” ภิรินทร์เสียงสั่นระรัว “ถ้าเธอไม่กล้าทำอะไรเลย เธอก็จะสูญเสียตัวเองก่อน” คิรชาโพล่งกลับ ดวงตาเปียกฝนแต่ไม่กะพริบ
บรรยากาศตึงเครียดชั่วขณะ ก่อนจะคลี่คลายเมื่อภิรินทร์กัดฟันเดินเข้าไปกุมมือของคิรชา “บางที… ฉันขอแค่มีเธอข้างๆ ก็พอจะกล้าแล้ว”
เสียงฟ้าร้องว่าข่มขวัญยังไง สองมือก็ยังกอดกันไว้แน่น น้ำตาและรอยยิ้มผสมปะทะอากาศเย็นเปียกฝน
สายวันรุ่งขึ้น ทั้งสองเดินเคียงกันเข้าอาคารเรียน ท่ามกลางสายตามากมายที่จ้องมองอย่างงุนงง แต่ไม่มีใครพูดอะไร “เธอพร้อมไหมกับอะไรที่เปลี่ยนไป” ภิรินทร์ถามเสียงเบา “ถ้าได้เดินกับเธอ ฉันพร้อมเสมอ” คิรชายิ้มมุมปาก
เวลาผ่าน พายุใจค่อยๆ สงบ กล้าที่จะพูดขอโทษ กล้าที่จะขอให้อภัย กล้าที่จะยิ้มและหัวเราะต่อหน้ากันแบบไม่แอบซ่อนในเงาไม้เหมือนเมื่อก่อน ฤดูร้อนมาเยือนหลังฤดูฝนลา หัวใจของทั้งสองคนก็เริ่มต้นใหม่อย่างกล้าหาญและอ่อนโยน