แสงดาวที่หายไป
เสียงกีตาร์โปร่งดังก้องสะท้อนในคาเฟ่แคบ ๆ ความคึกคักเริ่มซาลงเมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น ผู้คนที่แวะเวียนมาหาแรงบันดาลใจและกาแฟอุ่น ๆ กระเถิบเก้าอี้ให้ใกล้หน้าต่างบานใหญ่แสงส้มสาดตรงนภัทร หนุ่มร่างสูงผิวเข้มสวมเสื้อวาดลายฝีมือตัวเอง เขากุมสมุดสเก็ตช์เล่มหนา ลากปากกาอย่างตั้งใจแบบคนที่อยากซ่อนตัวจากโลกใบนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ปีดาวเพิ่งเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสาร กำลังจะปิดงานนักข่าวสัมภาษณ์ศิลปินอินดี้ ที่ดูเหมือนจะทำเธอเสียเวลามากกว่าจะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สายตาเธอเฉยเมยแต่มีแววรวดร้าวจาง ๆ เธอลอบมองนภัทรที่ยังไม่รู้ตัวว่าถูกจ้อง
“ขอโทษค่ะ คุณนภัทร?” ปีดาวเอ่ยเสียงเรียบ สูดหายใจลึก สะกดความรู้สึกเคืองใจก่อนจะเริ่มงาน “อีกสิบนาทีจะถึงเวลาสัมภาษณ์ ขอเช็คคำถามสุดท้ายอีกทีนะคะ”
นภัทรไม่เงยหน้าขึ้น ตอบพลางขีดปากกาต่อ “อืม จะถามอะไรก็ถาม หนูไม่รีบแหละเนอะ” เสียงเย็นเฉียบแต่ไม่ได้หยาบคาย ออกจะเหนื่อยหน่ายกับทุกอย่างบนโลกนี้
ปีดาวเม้มปากแน่น “ฉันรีบค่ะ มีงานต่อ คุณช่วยจริงจังกับสิ่งที่คุณทำเพื่อคนอื่นบ้างไม่ได้เหรอ?”
นภัทรหัวเราะเบา ๆ “ศิลปะมันไม่ใช่ของคนอื่นสักหน่อย เวลาตัวเองจะสำคัญกว่ารึเปล่า?”
บรรยากาศโต๊ะหนึ่งเล็ก ๆ ดูดุดันแต่ก็แฝงด้วยความร้อนรนเงียบ ๆ กลิ่นกาแฟจาง ๆ กับแสงอ่อนเย็นพัดผ่าน ทั้งสองต่างพื้นที่ ต่างใจ ต่างฝัน ต่างบาดแผล
ปีดาวจัดท่าทางให้มั่นใจ “คุณว่าคุณวาดอะไรอยู่? หรือแค่หลบความจริง” เธอทิ้งท้ายพลางสบตานิ่ง
ความเงียบนานจนเกินไป “บางทีแค่ไม่อยากพูดกับใคร” นภัทรปิดสมุด ลุกขึ้น “ไปสัมภาษณ์ที่ไหนว่ามา”
เสียงเพลงเปลี่ยนเป็นจังหวะแจ็สขณะทั้งคู่เดินไปยังห้องเล็ก ๆ มุมร้าน โต๊ะพูดคุยสะท้อนเงาแสงตะวันตก สัมภาษณ์เริ่มด้วยท่าทีห่างเหิน กระทั่งปีดาวหยิบคำถามส่วนตัวขึ้นมา “ทำไมคุณถึงเลือกอยู่กับตัวเองมากกว่าคนอื่น?”
นภัทรนิ่งไปครู่หนึ่ง “ตั้งแต่พ่อหายไปกับแม่ใหม่ ผมเลยชอบอยู่กับรูปวาด รูปมันไม่หนีเรา”
ปีดาวเผลอนิ่ง รอยเศร้าที่ไม่ตั้งใจเผยให้กันและกัน เธอก้มหน้า หยิบปากกาบันทึกข้อความโดยไม่ถามต่อ
บันทึกการสัมภาษณ์จบลงอย่างกระอักกระอ่วน ปีดาวยื่นมือ “ขอบคุณค่ะ”
นภัทรไม่ได้จับมือกลับ แค่พยักหน้าแล้วเดินออกไปทิ้งท้ายไว้กับความเงียบ ทุกอย่างเหมือนจะจบแค่นั้น
แต่เช้าวันถัดมาปีดาวพบข้อความส่งมาจากนภัทร “คาเฟ่เมื่อวาน บรรยากาศโอเคดีนะ ว่าแต่คุณชอบกาแฟรึเปล่า?”
ปีดาวลังเล สุดท้ายตอบกลับ “กาแฟขมไปหน่อย แต่ชอบที่แสงแดดลอดหน้าต่าง”
บทสนทนาเริ่มต้นแบบยึกยักทีละน้อย ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีเสียงหัวเราะใหญ่โต แต่เวลาค่อย ๆ ละลายความรู้สึกแปลกแยก
ช่วงเวลาต่อมา ปีดาวมักจะเจอนภัทรบ่อยขึ้นในคาเฟ่เดียวกัน บางวันเธอมาดำรงความเข้มแข็งในงานเขียนข่าว บางวันเขามานั่งวาดภาพแสงตกกระทบเส้นผมของใครบางคน ทั้งสองเริ่มแลกเปลี่ยนประโยคสั้น ๆ เหมือนเกมที่ไม่มีใครอยากแพ้
“วันนี้ตั้งใจคิดจะวาดอะไร?” ปีดาวตั้งคำถามพลางวางแก้วชา
“ไม่รู้สิ…มองเห็นแต่หลังคาตึกกับฟ้าที่ไม่มีดาว” นภัทรตอบ ฝืนยิ้มจาง
ปีดาวหรี่ตา “ไม่คิดจะลองมองหาดาวบ้างเหรอ?”
“เธอเห็นดาวเหรอ?” เสียงเขาติดเหนื่อยล้า
เธอเงียบไปนาน “บางทีก็ไม่เห็นเหมือนกัน”
วันหนึ่งฝนตกหนักในวันเสาร์ ปีดาวเผลอลืมถุงข้าวไว้ที่ร้าน นภัทรยกมาให้ที่เคาน์เตอร์ เธอขอบคุณแบบกลั้นไว้ในใจ ใบหน้ามีรอยน้ำฝน แต่ดวงตาสบกันนานกว่าปกติ
“นายไม่กลัวเปียกเหรอ?”
“กลัวเปียกมาก แต่กลัวเธอจะหิวมากกว่า” เขายิ้ม ถุงข้าวเล็กในมือหนักกว่าที่คิด
เสียงสายฝนพร่ำ ๆ กลบทุกอย่าง เหลือเพียงหัวใจสั่นไหว
ตลอดฤดูฝน คาเฟ่กลายเป็นศูนย์กลางของเรื่องราว ทั้งคู่ค่อย ๆ ติดนิสัยมานั่งทำงานเวลาคล้ายกัน ราวกับสายลมเย็นและเสียงเพลงประกอบฉากแอบเปลี่ยนความรู้สึกเงียบ ๆ เป็นความห่วงใยที่ทั้งคู่ไม่กล้าพูดออกมา
คืนหนึ่ง หลังงานเสร็จดึก ปีดาวนั่งอยู่โต๊ะเดียวกับนภัทร เธอเล่าถึงข่าวที่ตนเองเขียนเกี่ยวกับปัญหาเด็กข้างถนน เสียงเธอสั่นน้อย ๆ “เราว่าคนบางคน…แค่ต้องการพื้นที่เล็ก ๆ ให้ได้หายใจ”
“นายรู้สึกแบบนั้นไหม”
นภัทรถอนหายใจ “บ่อยกว่าที่คิด พื้นที่ของฉันคงเป็นกระดาษขาว”
“ของเราคือบทความ” ปีดาวหัวเราะเบา แต่มีเศร้าผสมอยู่
สายตาทั้งสองคนเริ่มพบเจอกันบ่อยขึ้น เสียงขัดแย้งค่อย ๆ จางไป กลายเป็นบทสนทนาเรื่องเล็ก ๆ และความอึดอัดระหว่างพวกเขากลายเป็นความคุ้นเคยแปลก ๆ
คืนวันหนึ่ง นภัทรยื่นภาพวาดแสงดาวที่ดูร้าว ๆ ให้ปีดาว “ถ้าวันหนึ่งแสงดาวหายไป เราจะทำยังไงดี” เสียงแข็งแต่แฝงกลัว
ปีดาวรับไว้เงียบ มองเห็นตัวเองในนั้น “บางทีต้องสร้างมันขึ้นใหม่”
สายตาต่างอ่อนไหว แต่ไม่มีคำว่ารัก ไม่มีคำสัญญา ทุกอย่างคือลมหายใจขาด ๆ หาย ๆ
ระยะห่างเริ่มหดสั้นลง เพียงเพราะบทสนทนาสั้น ๆ ที่ลากผ่านวันแล้ววันเล่า ทั้งคู่เริ่มเจอกันนอกคาเฟ่ มีวันที่ปีดาวลากนภัทรไปเดินถนนคนเดินตากถนนฝนพรำ ดูเหมือนเล็กน้อยแต่หัวใจกลับสั่นรุนแรงอย่างไม่คาดคิด
ขณะที่นภัทรกล้าพูดอะไรบางอย่าง “นายคิดว่าความฝันจริง ๆ อยู่ตรงไหน?”
“ถ้าเมื่อก่อน เราคงตอบว่างาน แต่ตอนนี้…เรายังไม่แน่ใจเลย” ปีดาวยิ้มเศร้า เหลียวหน้าเข้าหาแสงไฟถนน
ความฝันเดิม ๆ ที่เคยชัดเจนของทั้งคู่เริ่มสั่นคลอน เมื่อเจอกัน พวกเขารู้ว่าโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเองอีกต่อไป
แต่แล้ววันหนึ่ง ความแตกต่างก็คืบคลานเข้ามา ปีดาวได้รับโอกาสไปทำข่าวต่างประเทศ สามเดือนที่ต้องจากกรุงเทพฯ หลายคนอวยพร เหลือแต่เงาเงียบ ๆ ของคนที่ไม่รู้จะพูดอะไรดี
“นายจะไปแล้วใช่ไหม?” นภัทรถามเสียงแผ่วในค่ำคืนเดินกลับบ้านด้วยกัน
“แค่สามเดือนเอง กลับมาก็คงเจอนายที่เดิม” เธอยิ้มทั้งที่ใจว่างเปล่า
“แล้วเธอไม่กลัวเหรอ”
ปีดาวเงียบไป “กลัว…กลัวว่าจะไม่มีที่ของเราเหลืออยู่แล้ว”
นภัทรไม่พูดอะไร ส่งเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามแต่ไร้คำตอบ
ช่วงเวลาขาดหายของกันและกัน มีเพียงข้อความสั้น ๆ บางวันก็เงียบหาย รับรู้ว่าความสัมพันธ์ค่อย ๆ ถูกระยะทางกัดกิน แม้ว่าจะฝืนคุยเรื่องชีวิต เรื่องรูปวาด เรื่องข่าวสาร แต่ถ้อยคำก็แผ่วลงทุกที
วันหนึ่ง ปีดาวส่งภาพข่าวสนามรบที่เธอทำงาน “บางทีชีวิตคนอื่นอาจสำคัญกว่าความฝันส่วนตัว”
นภัทรตอบกลับ “แล้วเราล่ะ สำคัญไหม”
ปีดาวเว้นว่างนาน ก่อนจะพิมพ์ “นายสำคัญ…แต่ฉันกลัวฝันของตัวเองจะหายไปอยู่ดี”
นภัทรไม่กล้าตอบอะไรอีก ทุกอย่างเงียบเหมือนดาวดับ
สามเดือนผ่านไป ปีดาวกลับมาพร้อมข่าวดี แต่ในใจเธอมีบาดแผลลึก เมื่อเธอเข้าไปในคาเฟ่ประจำ กลับไม่เห็นนภัทรอีกต่อไป
“เขาย้ายไปแล้ว…เห็นว่าไปเชียงใหม่” เจ้าของร้านบอกสั้น ๆ
ปีดาวนั่งนิ่ง จิบกาแฟขมเกินควร นับนิ้วคิดถึงทุกคำพูดที่ผ่านมา เธอรู้แล้วว่าพลาดอะไรไป
วันหนึ่ง มีจดหมายจากเชียงใหม่มาแนบภาพวาดแสงดาวแหว่ง ๆ “นายจะรอไหม” ข้อความถูกเขียนด้วยลายมือสั่น ๆ
ปีดาวคว้ากระเป๋า ขึ้นรถไฟฝ่าปลายทาง เธอใจสั่นพลางนึกถึงรอยยิ้มอ่อน ๆ และเสียงเหนื่อยล้าของใครบางคน
ที่เชียงใหม่ ถนนสายศิลปะเต็มไปด้วยภาพเขียน หนุ่มอาร์ตติสต์นั่งวาดภาพที่แสดงโลกในใจของเขา ผู้คนไม่ได้หยุดดูนานเท่าไหร่ มีเพียงปีดาวที่หยุดอยู่นานนับนาที
“ยังเห็นแสงดาวอยู่ไหม?” นภัทรถามเสียงสั่นตอนเธอก้าวเข้ามาใกล้
“เห็น…เพราะนายกล้าอยู่” เธอพูดนิ่ง ๆ กลั้นน้ำตาเอาไว้
ทั้งสองยืนเคียงกันระหว่างโลกใหม่ที่ห่างจากฝันเก่า ๆ ภาพวาดของนภัทรมีแสงดาวแต้มขึ้นมาอีกครั้ง ปีดาวพลิกภาพดู “ไม่เหมือนภาพแรกที่นายให้เราเลย”
“เวลาผ่านไป แสงดาวกลับมาเพราะใครบางคน”
พวกเขายิ้มกัน คลายเงียบระหว่างเสียงลมหนาวกับแสงไฟสลัว ทุกอย่างไม่มีคำว่ารัก ไม่มีคำสัญญา มีเพียงสายสัมพันธ์ที่เติบโตจากความกลัว ความผิดหวัง และการให้อภัยตัวเองในที่สุด
แต่ละคืนหลังจากนั้น เสียงกีตาร์โปร่งกับบทสนทนาสั้น ๆ ท่ามกลางร้านกาแฟใหม่ วาดแสงดาวแต้มจาง ๆ ขึ้นในใจทั้งสองคนครั้งแล้วครั้งเล่า